การมีเชื้อ HIV ทำให้ ทั้ง สามสิ่งที่เขาต้องการนั้น เป็นไปได้ยาก ยิ่งเมื่อพึ่งมาทราบว่าตนเองมีเชื้อโรคที่ร้ายแรง ที่จะทำให้ป่วยหนักได้ ตายได้ ก็ จะตกใจ เสียขวัญ

อาจารย์หมอ กุสตาโว เป็นจิตแพทย์ ที่มาประจำคลินิกยาต้านไวรัส ที่ไมอามี่ทุกวันพุธค่ะ วันนี้ ดิฉันขอ เรียนรู้ นั่งดูผู้ป่วย กับอาจารย์ไปพร้อมๆกัน

อาจารย์ จะได้ผู้ป่วยจาก 3 ทาง

ทางแรกจาก การประชุม Team meeting ในวันจันทร์ ที่ทีมให้ข้อมูลและฝากให้ดูผู้ป่วย เด็กมาก่อน

(ในรูป อาจารย์ใส่เสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีเขียวอ่อน)

ทางที่ 2 จากการทำ mental health screening โดยพยาบาลที่ทำในเด็ก แต่ละคน ปีละครั้ง

ทางที่ 3 ได้รับการปรึกษาด่วนจากหมอที่ตรวจ ในวันนั้น เลย

เพราะฉะนั้น อาจารย์กุสตาโว จะมีงานยุ่งทำตลอด

เพื่อให้ ดิฉันซึ่งถือเป็นผู้ดูงานเข้าไปอยู่ในห้องด้วย   อาจารย์ต้องขออนุญาติ คนไข้ และผู้ปกครองทุกครั้ง ถ้าไม่ โอเคก็ ไม่ได้ฟังค่ะ

หลักๆ ในการดูแล เอา อายุและการที่เด็กทราบว่าติดเชื้อ(Disclosure)แบ่งเด็กเป็นสองกลุ่ม เนื่องจากที่นี่จะเน้นให้ผู้ปกครองบอกเด็กเมื่ออายุ ประมาณ 10-12 ปี

เด็กเล็กที่ยังไม่ได้บอก เด็กไม่ทราบการวินิจฉัยโรค การเข้าแก้ปัญหาจะเข้าทางผู้ดูแล โดยให้ข้อมูล ให้ อุปกรณ์ช่วยเหลือ แนะนำวิธีการ

หากผู้ปกครองไม่สามารถทำได้ อาจต้องแจ้งทางรัฐว่าผู้ดูแลไม่มีความสามารถในการดูแลเด็ก และ DCF(Division of child health and Family) และจัดการหาบ้านให้ หาแม่บุญธรรมให้

ส่วนเด็กโตที่ทราบการวินิจฉัยโรคแล้วต้องดูแลแบบ วัยร่น อาจารย์ ว่าวัยรุ่น ต้องการ 3 ประการสำคัญที่ต้องเกิดขึ้น คือ เขาจะเข้าสังคม เขาอยากไม่อยากจะแตกต่างจากเพื่อนเลย และสุดท้าย ต้องการความแข็งแรงอยู่ยงคงกระพัน(invincibility) แต่ การมีเชื้อ HIV ทำให้ ทั้ง สามสิ่งที่เขาต้องการนั้น เป็นไปได้ยาก

ยิ่งเมื่อพึ่งมาได้ทราบว่าตนเองมีเชื้อโรคที่ร้ายแรง ที่จะทำให้ป่วยหนักได้ ตายได้ ก็ จะตกใจ หวาดผวา มีอาการที่เรียกว่า PTS

 PTS  Post Traumatic Stress ที่เกิดขึ้นหลังจากได้ข่าวร้ายนี้ จะทำให้เด็กหลบเลี่ยงAvoidance    ตื่นตกใจมากเวลาได้รับเหตุการณ์ที่ย้ำเตือน    และเกิดความเครียดซ้ำได้อีกเรื่อยๆ

(มิน่าเด็กจึงไม่อยากมารพ ไม่อยากพบหมอ พยาบาล ไม่กินยา ไม่อยากเห็นยา และเครียดมากเมื่อผู้ดูแลเตือนให้กินยา)

ที่ต้องทำก่อนคือสัมภาษณ์ประเมิน ก่อนว่า ตอนนี้ความรู้สึกเด็ก นั้นอยู่ตรงไหน เข้าใจไหมว่าเป็นอะไรทำไมถึงต้องกินยา   รู้ความสำคัญของการรักษาไหม และรู้ผลเสียของการไม่รักษา ที่จะตามมาไหม

สิ่งสำคัญคือ เขามีสิทธิเลือก แต่ที่อาจารย์ทำคือ พยายามเพาะเมล็ดของความเข้าใจ เรื่องสำคัญนี้ลงไปในความรู้สึกตัวของเด็ก ดึงเอาเรื่องนี้ให้มาอยู่ในระดับรู้ตัวโดยไม่ทุกข์มาก และค่อยอยู่กับมันได้ ไม่ให้เด็กพยายามทำตัวเป็นนก กระจอกเทศ ที่เวลาเจอปัญหา ก็ เอาหัวมุดดิน และไม่ยอมรับรู้ปัญหา

อาจารย์บอกว่าเหมือนคนที่ติดบุหรี่ ติดเหล้า ที่เลิกยากทั้งที่รู้ว่าไม่ดี บางคน ไม่มีทางเลิกเลย บางคนสามารถใน  2 ปี หรือ 6 เดือน บางคนหยุดเลยทันที แต่ละคนไม่เหมือนกัน 

นั่งดูและฟังแล้ว สรุป ได้ว่า

 นับถือการตัดสินใจของเขา

ยืน อยู่ข้างเดียวกันกับเด็ก และผู้ดูแล  ช่วยเหลือเท่านั้น ไม่มีโจมตี

 ให้เด็ก และผู้ปกครองมีทางออกเสมอ (leave the door open)ไม่ให้อึดอัด

 ช่วยทั้งเด็ก และผู้ดูแล และพร้อมจะช่วยต่อเนื่อง

ไม่หวังผลมากๆ  ไม่คาดคั้น

ใช้ อารมณ์ที่ดี หัวเราะ และยิ้ม

อาจารย์บอกว่า

Sooner or later  they will do, by themselves.

สุดท้าย อาจารย์สอนน้อง 5 ขวบให้ กินยาโดยใช้ ลูกอม ที่บรรจุในกล่องยา ขนาดเม็ดเล็ก และตามด้วยเม็ดกลาง 

ด้วยปฏิบัติการแบบ ให้การช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และไม่เร่งรีบ ทีละขั้นตอน น้องก็สามารถกลืนยาเม็ดต่อหน้าคุณแม่และคุรหมอได้

น้องยิ้มกว้างค่ะ ด้วยความภาคภูมิใจที่ทำได้สำเร็จ