วัยรุ่นอเมริกันวันนี้...ฟิตหรือไม่ฟิต

วัยรุ่นอเมริกันวันนี้ (2548) ไม่ผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกายถึง 1 ใน 3...

วัยรุ่นอเมริกันวันนี้ (2548)

วัยรุ่นอเมริกันวันนี้ (2548) ไม่ผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกายถึง 1 ใน 3 และเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดในอนาคต

รองศาสตราจารย์ นพ.เมอซีเดส คาร์เนธาน รองศาสตราจารย์สาขาเวชกรรมป้องกัน แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเธิร์น สหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาวิจัยสมรรถภาพทางกายของวัยรุ่นอเมริกันพบว่า วัยรุ่นอเมริกันทั้งผู้ชายและผู้หญิง (12-19 ปี) 34 % หรือประมาณ 1 ใน 3 ไม่ผ่านการทดสอบด้วยลู่วิ่งไฟฟ้า (treadmill) นาน 8 นาที

คนที่มีสมรรถภาพทางกายไม่แข็งแรง (poor fitness) มีโอกาสเป็นโรคน้ำหนักเกินหรืออ้วน 2-4 เท่าของคนที่มีสมรรถภาพทางกายอยู่ในระดับปานกลางหรือแข็งแรง มีขนาดรอบเอวมากกว่า โคเลสเตอรอลสูงกว่า และความดันเลือดสูงมากกว่า

วัยรุ่นอเมริกันผู้หญิงเป็นโรคความดันเลือดสูง 4 % วัยรุ่นผู้ชายเป็นโรคความดันเลือดสูง 2 %

การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ทำการสำรวจวัยรุ่น 2,205 คน ในปี 2542-2545 รายงานเรื่องนี้ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (American medical association)

ผู้เขียนเสนอว่า น่าจะมีการศึกษาเช่นนี้ในคนไทยบ้าง เราๆ ท่านๆ จะได้ทราบข้อมูลว่า คนไทยแข็งแรงหรืออ่อนแอในระดับใด

แหล่งข้อมูล:

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บ้านสุขภาพ

คำสำคัญ (Tags)#สุขภาพ#วัยรุ่น#สหรัฐอเมริกา#ออกกำลัง#สมรรถภาพ#ความแข็งแรง#ความฟิต

หมายเลขบันทึก: 10490, เขียน: 23 Dec 2005 @ 11:36 (), แก้ไข: 13 Jun 2012 @ 22:42 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก


ความเห็น (4)

อ.หนึ่ง
IP: xxx.147.120.178
เขียนเมื่อ 
ได้ความรู้ดีครับ แต่ผมก็ว่าตัวเองยังไม่ฟิตครับ
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์
IP: xxx.29.78.18
เขียนเมื่อ 
ขอขอบคุณอาจารย์ครับ การออกกำลังกายง่ายๆ เริ่มต้นได้ด้วยการเดิน 30 นาทีต่อวัน เมื่อแข็งแรงแล้ว... เสนอให้เพิ่มความเร็วขึ้นทีละน้อยจนกลายเป็นเดินเร็ว (brisk walk) 30 นาทีต่อวัน ใช้บันไดแทนลิฟต์ ใช้แรงในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น เมื่อแข็งแรงขึ้นแล้วจะออกกำลังอย่างอื่นตามที่ชอบเพิ่มเติมได้ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดี และขอขอบคุณ
ทหาร
IP: xxx.172.90.173
เขียนเมื่อ 

การศึกษานี้ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล ทำการสำรวจวัยรุ่น 2,205 คน ในปี 2542-2545 รายงานเรื่องนี้ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน (American medical association)

ขอขอบคุณมากๆ ครับ...

  • ถ้ามีการศึกษาอย่างนี้ในเมืองไทยบ้างน่าจะดีทีเดียว