วันที่ 19 มิถุนายน 2550
วันนี้เป็นอังคาร ช่วงเช้าว่างงาน เพราะว่าครูลีลาพักผ่อน จึงไม่ต้องลงไปที่คลินิก ก็เลยได้อ่านหนังสือ และพิมพ์ส่งไปให้ลูกศิษย์อ่านอีกเรื่อง ช่วงบ่ายต้องตรวจคนไข้ เนื่องจากเป็นคิวของครูหาญ วันนี้เราประเมินกันว่าน่าจะมีคนไข้ปริมาณมหาศาล เนื่องจากท่าน consultant หายไป 1 สัปดาห์ และก็เป็นจริงดังว่า เพราะมีคนลงทะเบียนกว่า 50 คน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ปรากฏว่าครูหาญลงมาพร้อมกับท่าทีบูดบึ้ง โวยวายให้พยาบาลรีบส่งคนไข้ให้ตรวจเร็วๆ ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจ พวกผมว่างก็จะถูกบ่นใส่ ก็จะทำไงได้ เนื่องจากไม่มีจริงๆนี่นา (จริงๆมี แต่ไปอยู่ผิดที่ แฟ้มผู้ป่วยอยู่ที่ห้องท่านนั่นแหละ คราวนี้พยาบาลและผู้ช่วยจึงถูกโวยใส่ลั่นเลย) บรรยากาศการตรวจวันนี้จึงไม่ค่อยน่าประทับใจ เอาเข้าจริงๆคนไข้หายไปเกือบครึ่ง เนืองจากว่าวันนี้เป็นวันสำคัญอะไรผมก็ฟังไม่รู้เรื่อง คนส่วนใหญ่จึงไปทำบุญกันเสียมาก เราสามารถเลิกงานได้ราว 5 โมงเย็น มาตอนนี้ครูหาญก็เย็นลงแล้ว เลยเรียกมานั่งคุยกันเรื่องคนไข้ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านเลยยิงคำถามใส่ ไม่มีใครตอบได้นอกจากข้าพเจ้า เลยดูท่านอารมณ์ดีขึ้น นี่แหละครูผม เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง พระจันทร์โคจรเรียกน้ำขึ้นน้ำลงไม่ทันเลยครับ
บางทีอารมณ์การแสดงออกของคนเรา มองดูแล้วก็น่าขันดีนะครับ
ตัวเราเองคงมองตัวเองยาก หากคนอื่นมองแล้วถ่ายทอดออกมา เป็นกระจกสะท้อนได้ดีมากทีเดียว
ผมคิดว่าทุกสิ่งไม่มีอะไรยาก แต่ที่ยากในทุกเวลาที่เราต้องพบคือ การที่เราต้องอยู่ร่วมกับคนหลากหลาย หลากอารมณ์ ...และเราสามารถเข้าใจอารมณ์เหล่านั้น
ขอให้อาจารย์เรียน และทำงานด้วยความสุขครับ
ขอบคุณครับคุณ
เห็นด้วยครับที่เรามองตัวเองไม่ค่อยเห็น เพราะคงไม่มีใครด่าคนอื่นไป ดูกระจกไปนะครับ ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในระดับสูงแล้ว ก็ยิ่งหากระจกดูยากหน่อย เพราะคงไม่มีใครกล้าหยิบยื่นให้
แต่เชื่อไหมครับ กระจกบานใหญ่ บานที่สำคัญที่สุดอยู่ที่บ้านเราครับ ลองดูพฤติกรรมของลูกเราสิครับ นั่นแหละกระจกเงาของเราเลยครับ
เราประพฤติตนอย่างไร ลูกเราก็แสดงตนอย่างนั้นครับ
แต่ใครที่รักลูกแบบตาบอด อย่างนี้ถึงต่อให้มีใครเอากระจกมาทิ่มตาแล้ว ก็ยังมองไม่เห็นหรอกครับ
สวัสดีครับคุณ
ปัญหาของมันก็คือ เราไม่ค่อยย้อนกลับมาคิดหรอกครับว่าแต่ละวันเราทำอะไรไม่ดีไปบ้าง เพราะเราไม่คิดว่าเป็นปัญหาครับ