ทำอะไรให้เกิดประโยชน์  แน่นอน  ต้องเกิดแก่ตนเอง  เกิดแก่ตนเอง  สังคมรอบตัว  สังคมขยาย  ทางตรง  หรือทางอ้อม  หรือได้รับแบบเฉี่ยวโฉบ  หรือแอบชะเง้อมองก็ตาม  ขอให้ได้ทำ  แบบนี้ท่านเรียกว่า..ดีกว่าหายใจทิ้ง 
การทำงานย่อมมีทั้งดี  ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว  แต่ครูอ้อยก็ว่าดีนะคะที่รู้ตัวว่าล้มเหลว..ดีกว่า..ไม่ได้ทำอะไรเลย  แบบนี้ท่านเรียกว่า..ดีกว่าหายใจทิ้ง  
การแสดงออกมาด้วยวาจา  ด้วยการกระทำ  เป็นเวลานานที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  และมีน้ำใจให้กันมา  จึงก่อเกิดเป็นความเห็นใจ  เข้าใจกัน  ยกยอปอปั้นกัน  ให้ได้มีความสุขด้วยวาจา   นอกเหนือจากการให้สิ่งของกัน  รอยยิ้มและวาจาก็เป็นเรื่องที่ดีที่ควรให้แก่กัน..แบบนี้ครูอ้อยก็ว่าดีนะ..ท่านเรียกว่า.....ดีกว่าหายใจทิ้ง 
การที่มีความรู้น้อยนิด  ก็เสมือนได้รู้ว่า  ยังมีอีกมากที่ยังไม่รู้...  ต้องการให้ผู้อื่นได้รับรู้ร่วมกัน  ทำงานไปพร้อมๆกัน   เสียสละเวลา  กำลังกาย  อุทิศตนเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าจะคิดทำลาย  ทำให้สังคมน้อยๆ  ที่ได้อ่านด้วยกัน....ปฏิบัติไปด้วยกัน  ได้เป็นปึกแผ่นแห่งวิทยาการ  ครูอ้อยก็คิดว่า  เป็นหนทางที่ดี  ที่ได้ช่วยสังคมน้อยๆ  ที่ต่อไปก็รวมกันเป็นสังคมใหญ่  และประเทศชาติ  ...การกระทำแบบนี้  ครูอ้อยก็ว่าดีนะคะ...อย่างน้อย....ก็ยังดีกว่าหายใจทิ้ง....
ครูอ้อยเป็นครู  วันทั้งวันก็สอนสอนสอน   และทำงานที่ได้รับมอบหมาย  ฟังวิทยุที่เข้าหูบ้าง  ไม่เข้าบ้าง   ขับรถไปกลับ  ก็ฟังไปบ้าง  รู้เรื่อง  เข้าใจบ้าง  ถามผู้รู้ให้รุ้ นานๆ  จึงจะได้เข้าห้องสมุด  ไปนั่ง อ่านอ่านอ่าน  ทั้งวัน  ไม่เคยอิ่ม  แล้วก็กลับบ้านมาอยู่ที่จุดเดิม  เตรียมการสอน  อ่าน  หา  คิด  วิธีที่จะทำให้นักเรียน  ที่จะเป็นผลิตผลแห่งการปฏิบัติงานของตัวเอง...ได้พัฒนา  แบบนี้ครูอ้อยก็ทำมาเป็นกิจวัตร  หลายสิบปี  และจะตลอดไป  แบบนี้  ครูอ้อยหรือคนอื่นๆ  ก็รู้ว่า...ดีกว่าที่จะมานั่งมองคนอื่นว่า..ไม่ได้ทำอะไร  ไม่ต้องมองเขาหรอก  มองแต่ตัวเอง  พัฒนาตัวเอง  ทุกๆคนคิดแบบนี้...ครูอ้อยก็ว่า..ดีนะคะ..ดีแบบ...ดีกว่าหายใจทิ้ง .....