ความรักของแม่ ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดใด

 ดิฉันรู้สึกว่าเสียงเธอเล็ก พูดเร็วขึ้น พูดไม่ชัดแบบเด็กๆ อายุประมาณ 5-6 ขวบและแทนตัวเธอเองว่า “หนู”  ดิฉันอึ้ง.....นี่แหล่ะกระมัง “กุมารทอง” ดิฉันคิดอะไรไม่ออก กำลังตั้งหลักว่าจะทำยังไงดี ปกติผีหน่ะกลัว แต่เนี่ยผีเด็ก คงไม่กลัว.. ยังไงก็เด็ก(จริงอ๊ะเปล่า...ทำใจดีสู้เสือ  เฮ้ย..สู้ผี)ดิฉันยังคงนั่งนิ่งข้างๆเธอเหมือนเดิม ไม่ทำให้เธอ หรือหนูกุมารรู้ว่า ลึกๆก็กลัวอยู่เหมือนกันนะ ขอบอก คิดว่าเรากำลังเผชิญอยู่กับอะไร แสดงละครให้เราดู หรือ ของจริง!!! จะวิ่งหนีก็กลัวเสียฟอร์มCounselor คิดอีกที...นี่คงเป็นกลไกทางจิตอย่างหนึ่ง ที่จะปกป้องตัวเองเมื่อเผชิญกับปัญหาหนักๆที่คิดว่าเกินกำลังที่ตนเองจะแก้ไขได้ ถ้าไม่เป็นอันตรายอะไร ก็ปล่อยไป... แล้วถ้าเป็นของจริงล่ะ หลายคนบอกว่า “ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่” ดิฉันกำลังคิดแบบนั้นเหมือนกัน     

 หนูกุมารจะสนุกสนานกว่าใคร หัวเราะตลอดในขณะที่ปาดน้ำมูก น้ำตาซะเต็มหน้าของเธอไปหมด แต่ดิฉัน เครียดแทนแล้วล่ะตอนนี้  หนูกุมารเจ้อ..ไม่หยุด เกี่ยวกับที่มาที่ไปของเขา โดยที่ดิฉันไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนั้นเท่าไหร่  คิดแต่ว่าจะทำไงดีเรา ชักห่วงความปลอดภัยตัวเองเหมือนกัน...เฮ้อ ทำไงดีเน้อ..

หนูกุมาร: “ช้อบ ชอบ คุณหมอใจดี พูดเพราะอย่างนี้หนูไม่กลัวเป็นเอดส์หรอก ฮิ ฮิ” (ว่าไปนั่น) หนูกุมารไม่พูดเปล่า ดึงมือดิฉันไปแนบอก (เธอ) เพิ่มความกลัวให้ดิฉันมากขึ้น    ดิฉันจึงขอเป็นคนไปซื้อเป๊ปซี่ให้ (ตั้งใจว่าขอเวลาคิดก่อน แต่ยังไงก็ไม่หนี)
หนูกุมาร: “หมอไม่ต้อง เดี๋ยวให้อ้วนไปซื้อให้” แล้วเธอก็เดินออกมาตะโกนเรียกใครสักคนหน้าห้อง “อ้วนๆมานี่ อ้วนๆ” แล้ววิ่งกลับมาในห้อง....ไม่เห็นมีใครตามมาสักคน ดิฉันอดคิดไม่ได้ว่า สงสัยเป็นผีที่เรามองไม่เห็นอีกมั้ง
หนูกุมารเล่าว่า ทุกครั้งที่คุณย่า(แม่ของผู้ป่วย) หรือ(ร่างทรง) เครียดมากๆเขาจะเข้ามาช่วยย่า “ย่าไม่ต้องการให้มาเพราะรู้สึกอาย ทำตัวเหมือนเด็กๆทั้งที่แก่แล้ว นี่ถ้าย่ารู้ ย่าก็จะว่าหนูอีก” หลังได้น้ำอัดลม หนูกุมารก็ทั้งดูด ทั้งเป่าเล่นเป็นฟองสนุกดี.... ดิฉันนึกได้ว่าเราน่าจะลองเป็นหมอผีดูบ้าง ก็คงจะดีเหมือนกันนะ เผื่อจะคุยกันรู้เรื่อง
ดิฉัน  : “แล้วหนู (กุมาร) ช่วยให้ย่าหายเครียดได้อย่างไรคะ” ดิฉันถามด้วยความ อยากรู้..แต่ไม่อยากเห็น (ในกรณีนี้)
หนูกุมาร: “ก็ทำแบบนี้ไง เวลาย่าเครียดๆ หนูก็จะมา เมื่อย่าหายเครียดแล้วหนูก็จะไป” พร้อมกับทำหน้าตาพยักเพยิด
ดิฉัน  : “แล้วหนูคิดว่า ดิฉันจะช่วยย่าของหนูได้อย่างไรคะ” ดิฉันคิด น่าจะได้รู้ว่าเธอต้องการให้ดิฉันช่วยอะไรได้บ้าง
 หนูกุมาร: “ ก็ช่วยอย่างนี้แหล่ะ ช่วยปลอบใจย่าหนู คุณหมอคุยกับย่าหนู เดี๋ยวย่าหนูหายเครียดแล้วให้ย่าหนูคุยกับหมอต่อ เดี๋ยวหนูก็ไปแล้วนะ
 คำพูดเหล่านี้ทำให้ดิฉันมั่นใจว่า มาถูกทาง ไม่ว่าหนู หรือ เธอ คนนั้นจะเป็น ตัวจริงหรือ ตัวปลอม ก็ตาม
คุณอ้วน: “ เวลากุมารจะออก เดี๋ยวเขาจะนอนนะครับ” ดิฉันจึงให้แม่ผู้ป่วยนอนบนโซฟายาว สักพักเธอเริ่มอาเจียน 2-3 ครั้ง ดิฉันรีบจับเธอนอนตะแคงหน้าเพื่อป้องกันสำลัก
คุณอ้วน: “ไม่เป็นไรครับ เป็นอ๊วกลม” จริงๆด้วยไม่สำลักแต่อย่างใด สักพักเธอก็ลืมตามองสำรวจรอบๆ และสงสัยว่ามานอนได้อย่างไร พร้อมกับลุกนั่ง
 แม่ผู้ป่วย: “เวลารู้สึกตัวแล้วเห็นถุงเป๊ปซี่ ก็จะรู้ว่ากุมารเข้า เพราะเขาชอบกิน”   ภายหลังจากที่ดิฉันสภาพจิตใจเธอสบายดีแล้ว เธอฝากให้ดิฉันช่วยดูแลลูกเธอด้วย (ดิฉันหนักใจแทน) เธอบอกว่าอยากให้ลูกอยู่เพื่อทำความดี สร้างกุศลไว้อีกสักหน่อย เธอบอกว่า “ฉันขอแค่นี้” เธอบนบานศาลกล่าวไว้หลายแห่ง เธอบอกว่าไม่ใช่แค่ความเชื่อ หรือแค่ความสบายใจ แต่เธอศรัทธาจริงๆ และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกเธอด้วย...เธอกระซิบถามว่า “ที่นี่ เขาบนอะไรกัน” ดิฉันเผลอตอบไปว่า “ไข่ต้มมั้งคะ” 5555
นี่แหล่ะค่ะ...หัวอกคนเป็นแม่  ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไรก็ให้อภัย และให้โอกาสลูกเสมอ..ถ้าขอได้ ก็จะขอชีวิตของลูกไว้เพื่อให้ลูกได้ทำความดี เผื่อว่าเมื่อตายไปผลบุญคงช่วยให้ลูกไม่ทุกข์ทรมานมาก (แล้วลูกจะคิดได้ไหมหนอ) ..... สำหรับลูกที่เห็นผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว..... เมื่อไหร่ที่คิดได้ก็น่าชื่นชม และชื่นใจด้วยกันกับพ่อแม่ของเขาเช่นกัน

สุดท้ายนี้... ดิฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าเห็นผี หรือไม่ ?? …แต่ที่เห็นแน่ๆ ก็คือ ความรักของแม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด

สำหรับCounselor ถ้าคิดว่าเจอผีลองเปลี่ยนความคิดที่จะวิ่งหนี  มาเป็นหมอผีดูบ้าง ก็ดีเหมือนกันนะคะ แต่ถ้าเป็น ผีสามบาท ดิฉันก็ไม่เอาเหมือนกันนะคะบรือๆๆ น่ากลัว.