ผมเองเวลาออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ไปกินก๋วยเตี๋ยวตามร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ เห็นลูกเห็นหลานคนไทยที่มานั่งกินอยู่ในร้านเดียวกัน เขาเติมน้ำปลา เติมพริก เติมน้ำตาล เห็นแล้วใจหาย ไม่ใช่เสียดายน้ำตาล ไม่ได้เสียน้ำปลา ... แต่เสียดายชีวิต เสียดายสุขภาพของเขา
มาเล่าสู่กันฟัง เรื่องการประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2550 ค่ะ ... วันนี้ท่าน รมช. กระทรวงสาธารณสุข นพ.มรกต กรเกษมค่ะ มาเปิด และให้โอวาท ... ดิฉันก็เลยเก็บประเด็นที่น่าสนใจ เผื่อว่าใครๆ จะปิ๊งแว้บต่อ มาเล่าสู่กันฟังละค่ะ
ท่านอธิบดีกรมอนามัย (นพ.ณรงค์ศักดิ์) ค่ะ ท่านได้นำเสนอประเด็นของการประชุมนี้ว่า
- กรมอนามัยรับผิดชอบการส่งเสริมให้คนมีสุขภาพดี โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งในภาครัฐ เอกชน ... มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ทำให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกอาชีพ และทุกพื้นที่ ได้รับการพัฒนา ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลสุขภาพของตนเอง
- การประชุมวิชาการส่งเสริมสุขภาพฯ เป็นภารกิจที่จัดต่อเนื่อง เพื่อเป็นเวทีในการ ลปรร. ส่วนนักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง
- ปีนี้ ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพ สำนักงานกองทุนการสร้างสุขภาพแห่งชาติ มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สมาคมอนามัยแห่งประเทศไทย องค์การเภสัชกรรม และหน่วยงานอื่นๆ ในและนอกกระทรวง
- เนื้อหาหลัก คือ ภาคีรวมจิต พิชิต มุ่งวิถีสุขภาพ โดยให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องของอาหาร โภชนาการ การออกกำลังกาย อารมณ์ จิตใจ และการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสพระชนมมายุครบ 80 พรรษา
- วัตถุประสงค์ ได้แก่ ... 1) ผู้เข้าประชุมรับทราบ แนวทาง รูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม 2) เป็นเวที ลปรร. ในเรื่องของแนวคิด องค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ 3) ประสานความร่วมมือของพันธมิตร และเครือข่ายทางวิชาการ และเครือข่ายการดำเนินงานทางด้านการส่งเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อม 4) สร้างกระแสให้ทุกคนได้ตระหนัก และมีส่วนร่วมในการสร้างเสริมสุขภาพ และอนามัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี
คำกล่าวเปิดการประชุมของท่าน รมช.มรกต กรเกษม ก็มีสาระที่น่าสนใจนะคะ อย่างเช่น
- คำขวัญวันอนามัยโลกในปี 2007 นี้ มีเป็นภาษาอังกฤษว่า “Invest in health, build a safer future” ซึ่งถอดความเป็นภาษาไทยว่า “ประชาคมโลก ปลอดโรคภัย ต้องร่วมใจพัฒนาสาธารณสุข” ... คำขวัญดังกล่าว มีเจตนารมณ์ ที่จะเน้นย้ำ ให้มีการเตรียมความพร้อม และร่วมมือกันพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพ
- เมื่อพิจารณาดู ภาวะของโรคภัยในบ้านเราในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมายจากอดีต แต่ก่อนผมจำได้สมัยผมยังเป็นเด็ก ถึงแม้จะโตเป็นหนุ่มแล้วก็ตาม เมืองไทยเรามีคนป่วยด้วยโรคติดต่อมาก โรคไม่ติดต่อมีน้อย เดี๋ยวนี้ มันกลับเป็นตรงกันข้าม สัดส่วนของโรคไม่ติดต่อมีมากกว่าโรคติดต่อ และนับวันสัดส่วนนี้จะทิ้งห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
- ในจำนวนคนไทย 60 กว่าล้านคน เป็นโรคความดันโลหิตสูง 10 ล้านคน เป็นเบาหวานที่กำลังรักษาตัวอยู่ 3 ล้าน และที่จะต้องรักษาในเวลาอีกไม่นาน เนื่องจากยังไม่ทราบว่า ตัวเองเป็น แต่ถ้าหากว่าเจาะเลือดเมื่อไร ก็พบว่า น้ำตาลในเลือดสูงเมื่อนั้น อีก 10 ล้าน รวม 13 ล้านที่เป็นเบาหวาน
- คนไทยที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป อ้วนลงพุง 1 ใน 3 คน และผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
- เมื่อปี 2526 ได้มีการสำรวจการบริโภคน้ำตาลในคนไทย พบว่า ขณะนั้น คนไทยกินน้ำตาล 12.7 กก./คน/ปี 20 ปีถัดมา คือ 2546 ปรากฏว่าคนไทยบริโภคน้ำตาล 30 กก.ครึ่ง / คน/ปี ระยะเวลาเพียง 20 ปีเท่านั้นเอง พฤติกรรมของพี่น้องประชาชนคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย กินน้ำตาลเพิ่มขึ้น 2 เท่ากว่า
- ผมเองเวลาออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ไปกินก๋วยเตี๋ยวตามร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ เห็นลูกเห็นหลานคนไทยที่มานั่งกินอยู่ในร้านเดียวกัน เขาเติมน้ำปลา เติมพริก เติมน้ำตาล เห็นแล้วใจหาย ไม่ใช่เสียดายน้ำตาล ไม่ได้เสียน้ำปลา ... แต่เสียดายชีวิต เสียดายสุขภาพของเขา
- ได้มีการสำรวจ และได้มีการศึกษาหลายๆ อย่าง เช่น เขาสำรวจว่า พฤติกรรมในการออกไปซื้ออาหารมารับประทานของคนไทยเรานั้นเป็นอย่างไร ... ก็พบว่า คนไทยปัจจุบันร้อยละ 60 เวลาออกไปซื้ออาหารนอกบ้านมารับประทาน คิดถึงแต่เรื่อง ความอร่อย คิดถึงแต่เรื่องรสชาติ ไม่ได้นึกถึงคุณค่า ไม่ได้นึกถึงประโยชน์ของอาหารเลย แม้แต่น้อย
- ถ้าดูในด้านแม่และเด็ก ... ซึ่งตามหลักสากล เราถือกันว่า การที่จะดูว่า ประเทศไทยมีภาวะทางด้านสาธารณสุข จะดีหรือไม่ดีอย่างไรนั้น เขาให้ดูตัวชี้วัด 2 ถึง 3 ตัว ... แต่ตัวที่สำคัญที่สุด ที่จะบ่งบอกถึงสถานภาพสาธารณสุขของประเทศนั้นๆ ได้ ก็คือ อัตราทารกตาย
- ประเทศไทยจากการสำรวจเมื่อ 2549 พบว่า อัตราทารกตายของบ้านเราอยู่ที่ 16.7 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน แต่อย่าเพิ่งดีใจ ไปดูประเทศอื่น ของญี่ปุ่น ซึ่งเขาถือว่าต่ำที่สุดในโลก คือ 3 ต่อพัน ประเทศใกล้บ้านเราอย่างมาเลเซีย 7 ต่อพัน หมายความว่า เด็กมาเลเซียที่เกิดมา 1,000 คน จะอยู่รอดถึงอายุ 1 ขวบ 993 คน ญี่ปุ่น 997 คน ไทย 983 คน … นี่คือความแตกต่าง
- พูดถึงเรื่อง Brest Feeding เราพบว่า เด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2 เดือน กินนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ใช้นมผสมมาช่วย มีเพียงร้อยละ 14.5
- ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่บ่งบอกถึงภาวะด้านสุขภาพของบ้านเมืองเรา
- เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในการประชุมของคณะ รมต. ได้มีมติอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ ปี 2551 ผมก็ได้นำมาพิจารณา พบว่า งบประมาณที่ กท.สส. กับ สปสช. จะได้รับในปี 2551 รวมแล้วประมาณ 14,000 ล้านบาท สองหน่วยงานหลักที่จะดำเนินงานทางด้านสุขภาพ
- เมื่อแยกแยะเงินนี้ พบว่า เป็นเรื่องของการรักษาพยาบาล 60% และเรื่องของการควบคุมป้องกันโรค และสร้างเสริมสุขภาพเพียงร้อยละ 40 นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของสถานพยาบาลนอกกระทรวงสาธารณสุข ค่าใช้จ่ายของ รพ.เอกชน และรวมไปถึงร้านขายยา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ เรื่องความเจ็บป่วยของพี่น้องประชาชน ถ้าหากรวมหน่วยงานต่างๆ เหล่านั้นไปด้วย ผมคิดว่า งบฯ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมสุขภาพ คงจะถึงร้อยละ 80 เหลือที่เป็นการสร้างสุขภาพเพียงร้อยละ 20 ... นี่คือความเป็นจริงที่ประเทศเรากำลังประสบอยู่
- ผมคิดว่า ในการประชุมครั้งนี้ เราคงจะได้เห็นการร่วมมือ ที่จะช่วยกันหาแนวทาง วิธีการ ที่จะสร้างเสริมสุขภาพให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทย
นี่ก็คงเป็นภาระกิจของกรมอนามัย และชาวสาธารณสุข ตลอดจนเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกท่านนะคะ ที่จะร่วมมือ ร่วมใจกัน สร้างสุขภาพให้ประชาชนต่อไป

สวัสดีค่ะ อาจารย์
เป็นจริงโดยแท้ค่ะ เรื่องพฤติกรรมการบริโภค ตามกระแสเมืองนอก ทำให้ดูเหมือนทันสมัย
ตัวบุคลากรสาสุขเอง ก็ยังไม่สามารถแบบอย่างได้อย่างสมบูรณ์นะคะ เพราะยังกินข้าวกล่อง หรือกับข้าวถุงพลาสติก หรือแม้กระทั้งเรื่อง อาหารขยะอ่ะค่ะ