ดูภาพข้างบนนี้แล้วขำ  เพราะนำมาเปรียบเทียบในการทำงาน  จะเป็นวงดุริยางค์ที่มีเสียงบรรรเลงที่ไพเราะมาก   เป็นจังหวะที่แม่นยำ   เพราะทุกคนในวงนั้น   เล่นดนตรีของตนเอง  อย่างเชี่ยวชาญ  ช่ำชอง  และเสียสละ  อุทิศเวลา 
ในชีวิตจริงของคนทำงาน  ที่มีทั้งใช่  และไม่ใช่  เหมือนและไม่เหมือน  กับวงดุริยางค์นี้   
ตีฉิ่ง  ตีกลอง  เป่าปี่  อาจจะทำหน้าที่ของเธออย่างสมบูรณ์   แต่  ผู้ควบคุมวง  หรือ  คนเป่าขลุ่ย  อาจจะไม่รู้บทบาท  ไม่ทำหน้าที่ให้เต็มรูปแบบหรือบทบาทของตนเอง   เสียงจึงออกมาแบบทะแม่ง  และไม่ไพเราะเลย 
เฮ้อ! ....เกิดมาเป็นคนตีกลองหนอ..ที่ต้องแบกกลองหนัก  และยังทำหน้าที่หนัก  ในการให้จังหวะ  เสียงประสาน  วงดุริยางค์นี้  ไม่เป็นเพลงแน่...หากไม่มีเธอ 
เสียงอื่นๆ  ก็เช่นกัน   หากไปคนละทาง  เสียงเพลงก็ไม่ไพเราะ  ครูอ้อย  มองภาพนี้นานเกินไปไหมนี่   ไม่เข้าเรื่องสักที  
ทำงานแบบไม่หายใจ   อาจจะเป็นบันทึกที่ระบาย   เมื่องานรุมเร้า   เกิด  ความผิดพลาด...เกิดขึ้นได้เสมอ  
แต่ความตั้งใจจริง  ความเป็นตัวของตัวเองอย่างมีหลักการ   จะเป็นตัวพิสูจน์ให้เห็นอย่างแน่ชัดว่า....สิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมนั้น..เป็นอย่างไร  
เชื่อว่า..ผู้ที่เกี่ยวข้อง  คงจะได้อ่านบันทึกนี้...อยากจะเขียนให้รู้ว่า..น่าจะมีสมอง...ทำงานให้ฉลาดแบบมีวิญญาณ   มองคนรอบข้างว่ามีชีวิตจิตใจ  มีลมหายใจ  หากจะขับเคลื่อนไปอย่างมีความสุข  และราบรื่น   ควรคิดถึงข้อนี้ให้มากๆ  
เพราะต่อจากนี้ไป  จะถึงยุคของการมองตัวเอง  เพื่อพิสูจน์ตัวเอง..เมื่อจะทำวิทยฐานะ   ท่านจะมาหยิบสมองจากคนอื่นไม่ได้อีกต่อไป...
ตระหนักให้ลึกซึ้งว่า...ท่านได้กดปุ่มสั่งงาน  แต่ท่านไม่ได้จิตใจ  เพราะว่า..คนรอบข้าง..ไม่ได้เป็นเครื่องจักรที่จะทำงานได้ตลอดไป   ต้องพัก  และรู้จักสับหลีกการทำงาน  รู้ผิดชอบชั่วดี  รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหลัง  
ที่พูดมานี้  ผิดพลาด  เพราะว่า...ไม่มีเวลาหายใจ    ทำงานแบบไม่มีเวลาหายใจ