ไม่ใช่คำแก้ตัวใดๆ  แต่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างซ้ำซ้อน  แทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง.....ถึงได้มีความผิดพลาด  
หลังจากที่ได้วิเคราะห์ตัวเองแล้ว  ไม่ได้โทษใครหรอกที่มาทวงงาน   แต่ต้องเป็นที่ระบบ  หรือนิสัยของคนเสียมากกว่า  
ครูอ้อยเคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับ  นักศึกษาฝึกงานมาทำงานที่โรงเรียนระยะหนึ่ง  จากบันทึกเรื่อง.....สาวๆหนุ่มๆ เดินเต็มโรงเรียน   แล้ว  
จากนั้น  ครูอ้อยก็เดินหน้าทำงานอย่างหนักเกี่ยวกับ...นวัตกรรม...วิจัย  และการสอนอย่างจริงจัง  
จึงได้มอบหมาย  นักศึกษาฝึกงานให้กับเพื่อนครูกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศดูแล  
ตลอดระยะเวลา  ครูอ้อยได้ดูแลห่างๆ  เพราะได้มอบหมายให้แล้ว   มาถึงขณะนี้  นักศึกษาเหล่านั้น  ก็จะหมดวาระของการฝึกงานในวันพรุ่งนี้  ครูอ้อยรู้สึกผิดพลาด  และเสียดายมากๆที่ไม่ได้สัมผัสและดูแลน้องๆอย่างใกล้ชิด  
จะโทษตัวครูอ้อยเองก็ได้   ที่ไม่ละเอียดถี่ถ้วน   และมองข้ามเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้  ก็เป็นได้   โอกาสที่ดี  ที่จะได้ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ก็ผ่านเลยไป...อย่างน่าเสียดาย   
ครูอ้อยมีความผิดพลาดหลายเรื่อง   ที่กล่าวมาเป็นเพียงเรื่องเดียว   อีกเรื่องหนึ่ง  ก็คือเรื่องการประสานงานกับครูจ้างชาวต่างประเทศ  
วันนี้เป็นวันไหว้ครู   ที่โรงเรียนของเรา  จะมีพิธีไหว้ครู  ครูอ้อยลืมประสานงานไปยังโรงเรียน  เพิ่งจะนึกออก  เมื่อเวลา  หกทุ่มนี่ล่ะ  จะแจ้งตอนเช้ามึด  นี่  จะทันไหมนี่  ฝรั่งก็จะเดินทางมาโรงเรียน  และก็เสียเวลาที่ไม่ได้สอนนักเรียน  ครูอ้อยรู้สึกผิดพลาดไปมากเลยเรื่องนี้   เป็นผู้ประสานงานที่แย่มากๆ   ที่ลืม.....
อีกเรื่องสุดท้ายนี้  เป็นเรื่องระบบ...ภายในโรงเรียน   ที่ครูอ้อยเขียนบันทึกออกอากาศไม่ได้   แต่ความรู้สึก  น่าจะเขียนได้  
ครูอ้อยรู้สึกว่า...มันเป็นคนละเรื่อง....ทุกคนกำลังสับสนหรือเปล่า...จะมานำงานหนึ่งไปใส่อีกงานหนึ่ง....
ครูอ้อยรู้สึกว่า...ตัวเองเป็นเครื่องจักรกลที่ให้คนอื่นมากดสั่งงานหรืออย่างไร   
ไม่มีสมองสั่งการทำงานในเรื่องที่ถูกต้องหรือ   
ทำไมจะต้องทำงานตามสั่งแบบเครื่องมือหรืออุปกรณ์  
ทำไมไม่มีหลักการในการทำงานเป็นของตัวเอง  หรือพูดง่ายๆว่า 
ทำไมต้องปีนกรอบ....เพื่อตามใจ..  หรือพูดให้หนักกว่านี้...
ทำไมต้อง...ทำงานหนัก  เพื่อให้บางคน...สบาย...โดยไม่ใช้สมอง