การปกครองรัฐและสังคมในสมัยอับบาสียะฮฺ

สำหรับนักศึกษา (รปศ) 

2. การปกครองรัฐและสังคมในสมัยอับบาสียะฮฺ  สภาพทางสังคมทั่วไป         

          จะเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งที่เราจะมองย้อนไปดูประวัติศาสตร์ในอดีตของราชวงศ์อับบาสียะฮฺแล้วจากนั้นก็รวบรวมประมวลความคิดเกี่ยวกับสภาพสังคมทางเศรษฐกิจของประชาชน          เคาะลีฟะฮฺเป็นประมุขของสังคมได้รับความเคารพนับถือสูงสุดจากประชาชนถัดจากคอลีฟะฮฺไปก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ  สตรีได้รับสถานะภาพทางสังคมเช่นเดียวกับในสมัยราชวงศ์อุมัยยะฮ์  แต่ในตอนปลายๆ ศตวรรษที่ 10  ได้มีระบบแยกผู้หญิงจากผู้ชายอย่างเข้มงวดเกิดขึ้น  ในระยะเวลานี้มีสตรีในราชวงศ์อับบาซียะฮ์หลายคนที่เป็นผู้บริหารรัฐและมีส่วนในการเมืองอย่างสำคัญ  เช่น  ค็อยซุรอน  อุลัยยะฮฺ  ซุบัยดะฮ์  และบูรัน  เป็นต้น  และมีสตรีจำนวนมากอีกด้วยที่มีความสนใจในงานวรรณกรรม  จักรพรรดินีวูบัยดะฮ์  นั้นเป็นสตรีที่มีความสามารถ และเป็นกวีด้วย  ฟัฎล์  ก็เป็นกวีหญิงที่มีชื่อเสียง  อยู่ในรัชสมัยของคอลีฟะฮฺมุตะวักกิล  ชัยคอชุฮาดะฮ์  ก็เป็นสตรีที่มีความสามารถอีกผู้หนึ่ง  ซึ่งสอนประวัติศาสตร์และวรรณกรรมอยู่ในกรุงบัฆดาด  ซัยนับ  อุมมุลเมาวัยยิด  เป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียง  ตาเกีย  ก็เป็นกวีหญิงที่เด่นดัง  กล่าวได้ว่าสตรีมุสลิมในสมัยอับบาซียะฮ์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและวัฒนธรรม            ในสังคมสมัยอับบาซียะฮ์นั้นมีการอุปถัมภ์การดนตรี  อุลัยยะฮ์  เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยของเธอ  พวกเจ้าหญิงและสตรีผู้สูงศักดิ์มักไปชมการแสดงดนตรีอยู่บ่อยๆ  และบางทีก็หานักดนตรีมาแสดงที่ในบ้าน  การเต้นรำก็เป็นที่นิยมในสังคม  การดื่มสุรา  เล่นโปโล  หมากรุก  ยิงธนู  แข่งม้า  ล่าสัตว์เหล่านี้เป็นสิ่งที่นิยมกันในสมัยอับบาซียะฮ์            ในบ้านของขุนนางผู้ดีและคนใหญ่คนโตมักจะจัดให้มีการอภิปรายเรื่องอักษรศาสตร์และวรรณกรรม  ซึ่งจะมีผู้คนมาชุมนุมกันฟังวัตถุประสงค์ของการชุมนุมกันนี้ก็เพื่อจะค้นหาสัจจะสำหรับผู้คน  ในสภาพสังคมเช่นนี้ได้มีการรวบรวมหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์  วรรณกรรม  ปรัชญาและวิทยาศาสตร์  คนขายหนังสือนับว่ามีสถานะดีอยู่ในสังคมเช่นนี้  ร้านของพวกเขากลายเป็นศูนย์กลางที่ดึงดูดจิตใจของนักศึกษาและนักวิชาการ            ระบบการมีทาสเป็นที่นิยมกันในสมัยอับบาซียะฮ์  คนที่ร่ำรวยทุกคนจะมีทาสไว้ใช้สอยในบ้าน  ทาสมาจากพวกผู้คนที่มิใช่มุสลิมซึ่งถูกจับมาโดยกำลังหรือเป็นเชลยศึกหรือซื้อหามาในยามปกติ  มีทั้งชาวนิโกรชาวเติร์ก  และคนผิวขาว  ส่วนใหญ่เป็นคนกรีกหรือสลาฟ  อาร์เมเนียหรือเบอร์เบอร์  ทาสที่อยู่ในฮาเร็มจะถูกตอนให้เป็นขันที  ทาสหญิงถูกใช้ให้เป็นนักร้อง  นักเต้นรำและนางบำเรอ  บางคนก็มีอิทธิพลเหนือคอลีฟะฮฺนายของเธอเป็นอย่างมาก            เครื่องแต่งกายของชนชั้นผู้ดี  มักจะเอาตามอย่างพวกเจ้านายผู้ครองรัฐ  หมวกที่สวมอยู่เป็นปกติก็คือหมวกสีดำทรงสูงที่เรียกว่า  กอลันสุวะฮฺ  ทำด้วยผ้าขนสัตว์หรือผ้าสำลี  ซึ่งอัล-มันซูร  เป็นผู้นำมาใช้เป็นครั้งแรก  กางเกงตัวกว้างๆ  แบบเปอร์เซีย  เสื้อเชิ้ต  เสื้อกั๊กและเสื้อนอก  และเสื้อคลุมไม่มีแขนสวมข้างนอก  พวกนักศาสนาสวมผ้าโพกศีรษะสีดำและเสื้อคลุมตัวยาว  ส่วนเครื่องแต่งกายของสตรีนั้นแตกต่างกันไปนามยศศักดิ์และตำแหน่งของเธอ  หมวกที่นิยมสวมกันในหมู่สตรีสูงศักดิ์ซึ่งอุลัยยะฮ์ผู้เป็นน้องสาวร่วมบิดาของฮารูน-อัรรอชีด  เป็นผู้นำมาได้แก่  หมวกลมรูปโดม  ตกแต่งด้วยเพชรนิลจินดารอบๆ  นอกจากนั้นเครื่องประดับยังมีกำไลมือและกำไลเท้าในหมู่สตรีชั้นกลางสวมเครื่องประดับแบนๆ  ทำด้วยทองที่ศีรษะคล้ายๆ ริบบิ้นมักประดับด้วยไข่มุกและมรกต 

1) ด้านเศรษฐกิจ               

ในสมัยอับบาซียะฮ์ผู้คนมีอาชีพต่างๆ กัน  พวกนักอุตสาหกรรม  ช่างฝีมือ  นักอักษรศาสตร์  และช่างเทคนิคนับเป็นชนชั้นกลางระดับสูง  ส่วนชนชั้นกลางระดับต่ำประกอบไปด้วยเกษตรกร  และคนเลี้ยงสัตว์  คนเหล่านี้เป็นอิสระจากความกังวลในชีวิตเศรษฐกิจสมัยใหม่            สมัยอับบาซียะฮ์เป็นสมัยที่รุ่งเรืองในด้านการค้าพาณิชย์  เมืองบัฆดาด  บัศเราะฮ์  และอเล็กซานเดรียเป็นศูนย์กลางธุรกิจในสมัยนั้น  จากเมืองเหล่านี้เองที่ประเทศอื่นๆ  ที่เจริญแล้วในโลกได้รู้จักกับโลกมุสลิม  ผู้คนนำเอาธุรกิจของพวกเขาไปยังโลกภายนอกและนำเอาความมั่งคั่งกลับมาสู่เมืองหลวง            การอุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้ามากในสมัยอับบาซียะฮ์  อุตสาหกรรมในบ้านก็เจริญรุ่งเรืองในส่วนต่างๆ  ของราชอาณาจักรในเอเชียตะวันตกมีการทอพรม  ไหม  ผ้าฝ้าย  ผ้าขนสัตว์  ผ้าแพร  ผ้ายกดอก  ผ้าหุ้มเก้าอี้โซฟาและหมอนอิง  รวมทั้งเครื่องเรียนและเครื่องใช้สอยในครัวอื่นๆ  อีกมาก  การเกษตรก็ได้รับการทำนุบำรุงเป็นอย่างดี  บรรดาคอลีฟะฮ์มีความสนใจในเกษตรกรรมเป็นพิเศษ  เพราะทราบดีว่ามันเป็นแหล่งใหญ่ของรายได้ของรัฐ  ทรงทำนุเนื้อดินให้ดีขึ้นโดยสร้างระบบการทดน้ำ  และเลื่อนฐานะของผู้ทำการเกษตรให้สูงขึ้น

 2) ด้านการศึกษาและวิชาการ      

    ในสมัยอับบาซียะฮ์การศึกษาขึ้นถึงความเจริญระดับสูงสุด  คอลีฟะฮฺเป็นองค์อุปถัมภ์การศึกษาและนักปราชญ์ต่างๆ  ในตอนปลายสมัยอุมัยยะฮ์นั้น  ราษฎรทั่วโลกมุสลิมได้รับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง  มุสลิมส่วนใหญ่ทั้งชายและหญิงสามารถอ่านและเข้าใจพระมหาคัมภีร์กุรอานได้  โรงเรียนชั้นประถมมักจะอยู่ติดกับมัสยิด  ใช้คัมภีร์อัลกุรอานเป็นหนังสือแบบเรียน  เด็กผู้หญิงอายุน้อยๆ ก็เข้าเรียนที่โรงเรียนเหล่านี้เหมือนกัน  บางครั้งก็ตั้งโรงเรียนขึ้นในบ้านในร้านหรือในมัสยิด  ตามเมืองต่างๆ  มีโรงเรียนมัสยิดเป็นจำนวนมากมาย            นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งกล่าวว่า  ในกรุงบัฆดาด  มีมัสยิดถึงสามหมื่นมัสยิด  นอกจากมัสยิดแล้วก็ยังมี  มักตับ  ซึ่งใช้เป็นโรงเรียนประถมศึกษา  การศึกษาในสมัยอับบาซียะฮ์  มิได้จำกัดอยู่แค่ชั้นประถมศึกษาเท่านั้น  อัล-มะมูน  ได้ทรงสร้างบัยตุล-ฮิกมะฮฺ  อันเป็นที่ประสิทธิประสาทความรู้ระดับสูงขึ้นไปด้วย  โรงเรียนนิซอมียะฮ์  ซึ่งสร้างขึ้นใน ค.ศ.1065-67  โดยนิซอมุลมุล  ผู้เป็นวะซีรของสุลฎอนซิลญูกมาลิกชาฮฺนั้นเป็นสถาบันการศึกษาทางด้านศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในสมัยอับบาซียะฮ์            พัฒนาการทางการศึกษาของชาวอาหรับมีสองขั้น  ขั้นแรกคือ  ความเจริญที่เป็นไป    เองโดยธรรมชาติ  เกิดขึ้นตั้งแต่เสี้ยวแรกของศตวรรษที่ 7  แห่งคริสต์ศักราชไปถึงศตวรรษที่ 9  และ  10  ส่วนขั้นที่สองนั้นเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 11  เมื่อโรงเรียนต่างๆ กลายเป็นสถาบันของรัฐและการศึกษาเป็นหน้าที่ภาคบังคับของรัฐบาล  ขั้นแรกอาจเรียกได้ว่าเป็นแบบอาหรับอย่างแท้จริง  ส่วนขั้นที่สองเกิดขึ้นเพราะอิทธิพลจากมุสลิมที่มิใช่อาหรับ            หลักสูตรของโรงเรียนประถมศึกษา  ประกอบด้วยการอ่านเขียน  ไวยากรณ์  สุนนะฮ์ของท่านศาสดา  หลักคณิตศาสตร์เบื้องต้น  และบทกวีทางศาสนา  ส่วนนักศึกษาชั้นสูงเรียนสุนนะฮื  นิติศาสตร์  ศษสนศาสตร์  คำศัพท์  ศิลปการพูด  และวรรณกรรมนักศึกษาชั้นสูงศึกษาดาราศาสตร์  ภูมิศาสตร์  ปรัชญา  เรขาคณิต  ดนตรี  และการแพทย์ กิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ในสมัยอับบาสียะฮฺ          เมื่อราชวงศ์อับบาซียะฮ์มีอำนาจขึ้นในโลกมุสลิม  อาณาจักรมุสลิมก็ได้เปิดศักราชใหม่ในด้านวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์  รุ่งอรุณของสมัยแห่งความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ของมุสลิมได้เริ่มขึ้นพร้อมๆ  กับการเริ่มขึ้นของสมัยอับบาซียะฮ์  ซึ่งเป็นพลเมืองที่มาจากอิทธิพลของวัฒนธรรมหลายๆ ด้าน  อัล-มะมูน  ทรงเปิดแผนกแปลเพื่อรักษาผลงานด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมของต่างชาติไว้  หนังสือและเอกสารต่างๆ  ทีมีอยู่นั้นมาจากต่างประเทศกล่าวกันว่า  ฮารูนได้ทรงขอจักรพรรดิไบแซนไตน์ให้ส่งนักปราชญ์ลีโอมายังกรุงบัฆดาดโดยแลกเปลี่ยนกับทองคำหนักห้าตัน            ในด้านการแพทย์  ปรัชญาการเล่นแร่แปรธาตุ  ดาราศาสตร์  คณิตศาสตร์  เคมี  ภูมิศาสตร์  กฎหมาย  ศาสนวิทยาและภาษาศาสตร์นั้น  มุสลิมก็ได้ประโยชน์ให้แก่โลกเป็นอย่างมาก  ยุโรปเป็นหนี้มุสลิมในเรื่องความรู้ทางเคมีการแพทย์และคณิตศาสตร์เป็นอย่างมาก  มุสลิมยังได้ทำการคิดค้น  และวิจัยในสาขาต่างๆ  เหล่านี้ต่อไปอีก  พวกเขาได้แปลตำรับตำราของต่างชาติจำนวนมากมายออกเป็นภาษาอาหรับและงานแปลเหล่านั้นก็ได้ตกทอดไปยังยุโรปโดยผ่านซีเรีย  สเปนและซิซีลี  งานแปลนี้ย่อมมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย  ผลงานของอริสโตเติล  กาเลน  และปโตเลมีคงจะหายสาบสูญไปถ้าหากมุสลิมไม่ได้เก็บรักษามันไว้ด้วยการแปลเป็นภาษาอาหรับ            คอลีฟะฮฺในราชวงศ์อับบาซียะฮ์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์วิทยาการอย่างใหญ่หลวง  ทรงทำนุบำรุงเลี้ยงดูนักปราชญ์และนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถซึ่งได้สร้างประโยชน์อันมีค่าให้แก่วัฒนธรรมของโลก  ผู้เขียนตำราแพทย์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยนี้ก็คืออะลี  อัต-ตะบารีอัล-รอซี  อะลีอิบนุ-อับบาส  อะลี  อัต-ตะบารี  ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในตอนกลางศตวรรษที่ 9  เป็นแพทย์ประจำตัวของคอลีฟะฮฺอัลมุตะวักกิล            อัล-รอซีและอิบนุซีนาก็เป็นนายแพทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่โลกเคยรู้จักมา  ตำราที่ชื่อ  กอนูน  ของอินุซีนาได้ใช้เป็นตำราทางการแพทย์มาหลายร้อยปี            ชาวมุสลิมได้ปลูกฝังความรักด้านปรัชญาอย่างกระตือรือร้นเท่าๆ กัน  ทางด้านวิทยาศาสตร์  อัล-ฆอซาลี  อัล-คินตี  อัล-ฟารอบี  และอิบนุซินาเป็นนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงของมุสลิม  อัล-คินดีนั้นเป็นยิ่งกว่านักปรัชญาคือเป็น  นักเล่นแร่แปรธาตุ  นักประดิษบ์กล้องและนักทฤษฎีด้านดนตรีอีกด้วย  ท่านได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับความรู้ด้านต่างๆ  ไว้กว่า  200  เล่ม  ชาวอาหรับเรียกอัลฟารอบีว่าอริสโตเติลคนที่สอง  ท่านได้เขียนตำราทางด้นจิตวิทยาการเมืองและอภิปรัชญาไว้มากมาย  งานเขียนชิ้นอื่นๆ  ของท่านแสดงให้เห็นว่าท่านมีความรู้ทางการแพทย์และคณิตศาสตร์พอใช้ทีเดียว  ส่วนอิบนุซินานั้นเป็นทั้งนักปรัชญา  นักฟิสิกส์  นักภาษาศาสตร์และกวี  ท่านได้จัดระบบให้แก่นักปรัชญาที่มีมาก่อนท่านทั้งชาวกรีกและมุสลิม  เมื่อท่านสิ้นชีวิตไปยุคสมัยอันยิ่งใหญ่แห่งปรัชญาอาหรับก็สิ้นสุดลงด้วย            เคาะลีฟะฮฺต้นๆ ของราชวงศ์อับบาสียะฮฺได้สร้างโรงพยาบาลขึ้นซึ่งเรียกว่า  บิมาริสตาน  โรงพยาบาลแห่งแรกถูกสร้างขึ้นโดยฮารูน  อัร-รอชีดในกรุงบัฆดาด  ต่อมาก็ได้มีโรงพยาบาลแห่งแรกถูกสร้างขึ้นโดยฮารูน  อัร-รอชีดในกรุงบัฆดาด  ต่อมาก็ได้มีโรงพยาบาลเกิดขึ้นอีก  34  แห่ง  ในส่วนต่างๆ ของโลกมุสลิม  สาขาอื่นๆ  อาทิเช่น  ศัลยกรรม  เภสัชกรรม  วิชาเกี่ยวกับสายตา  ฯลฯ  ก็เจริญก้าวหน้ามากในสมัยอับบาซียะฮ์            ชาวอาหรับได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในด้านดาราศาสตร์การศึกษาเรื่องดาราศาสตร์ได้เริ่มขึ้นภายใต้อิทธิพลของงานชิ้นหนึ่งซึ่งเขียนโดยชาวอินเดียอันมีชื่อว่าสิทธันตะ  งานชิ้นนี้มุฮัมมัด  อิบรอฮีม  อัล-ฟาซารี  ได้แปลเป็นภาษาอาหรับโดยคำบัญชาของคอลีฟะฮฺอัล-มะมูน  ในระหว่างครึ่งแรกของศตวรรษที่ 9  ได้มีการสร้างหอดูดาวแห่งแรกขึ้นที่เมืองจันดีซาปุร  ในเปอร์เซียตะวันตกเฉียงใต้            อัล-มะมูนได้สร้างหอดูดาวขึ้นอีกแห่งหนึ่ง  ที่กรุงบัฆดาดภายใต้การอำนายการของชาวยิวคนหนึ่งที่มาเข้ารับอิสลาม  ซินด์  อิบนุ  อะลี  อัล-อับบาส  ฟัรฆอนี  บุตรชายสามคนของมูซาอิบนุซัยร์  อัล-บัฏฏอนี  อบูฮะซัน  และนักดาราศาสตร์เด่นๆ  อีกหลายคนมีชีวิตอยู่ในสมัยนี้  พวกเขาได้ทำการศึกษาพิเศษในเรื่องดาราศาสตร์  พวกเขายืนยันเรื่องขนาดของโลกการอ้อมของสุริยะคราสและจันทรคราสความเปลี่ยนแปลงของเส้นรุ้งของดวงจันทร์  การเคลื่อนช้าๆ ไปทางทิศตะวันตกของจุดที่มีกลางวันกลางคืนเท่านั้น  ฯลฯ            ในบรรดานักคณิตศาสตร์ทางดาราศาสตร์  คนที่สำคัญก็คืออัลเคาะวาริชมี  ผู้เขียนหนังสือชื่อกิตาบซูเราะห์ตุลอัรฎ  อธฮบายแผนที่เป็นเล่มแรกในศตวรรษที่ 9  อิบรอฮีมอัล-ฟะซารีได้สร้างห้องทดลองดาราศาสตร์ขึ้น            มุสลิมได้ทำประโยชน์ไว้มากมายในวิชาพีชคณิต  การสร้างเลขคณิตแบบใช้ทศนิยม  การค้นพบเรขาคณิตแบบราบและวงกลม  ตัวเลขอาหรับและการใช้เลขศูนย์เหล่านี้เป็นการประดิษฐ์และค้นพบบางอย่างของชาวมุสลิม            ในบรรดานักคณิตศาสตร์  ผู้ที่มีชื่อก็คือ  ฮัล-บัยรูนี  และอุมัรอัล-ค็อยยาม  อัล-บัยรูนีนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของทุกสมัย            นอกจากนั้นท่านยังเป็นนักประวัติศาสตร์คนสำคัญด้วย  หนังสือชื่อกิตาบุล-ฮินด์  ของท่านเป็นหนังสือที่ใช้ในการศึกษาอินเดียได้เป็นอย่างดีส่วนอัล-ค็อยยามซึ่งรู้จักกันดีว่าเป็นกวีนั้นก็เป็นนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้วย            นอกจากนั้นชาวอาหรับยังทำประโยชน์ทางความรู้วิทยาศาสตร์ด้านเคมีซึ่งพวกเขาเรียกว่าอัลคีมียะฮ์อีกด้วย  ญาบีรบินฮัยยาน  แห่งเมืองคูฟะฮฺ  นับว่าเป็นบิดาแห่งวิชาเคมีสมัยใหม่  ท่านได้สร้างห้องทดลองขึ้นที่เมืองคูฟะฮฺ  ได้ค้นพบสารประกอบทางเคมีมากมายและได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวิชาเคมีไว้หลายเล่ม            มุสลิมชาวอาหรับได้ประดิษฐ์เข็มทิศ  สำหรับใช้ในการเดินเรือขึ้น  และได้เดินทางไปยังส่วนต่างๆ  ของโลกเพื่อแสวงหาความรู้หรือเพื่อการค้าพาณิชย์  พวกเขาได้สร้างอาณานิคมขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก  และเชื่อกันว่าพวกเขาได้เดินทางทะลุทะลวงไปไกลจนถึงการเดินทางไปแสวงบุญที่ปลุกให้พวกเขาเกิดความสนใจในเรื่องภูมิศาสตร์ญุยฮานี  อัล-มัสอูดี  อัล-อิสตัฆรี  อิบนุเฮากอล  ยากูต  อัล-บักร์  อัล-มุก็อดะซี  และอิดริซี  ได้ชื่อว่าเป็นนักภูมิศาสตร์ชาวอาหรับที่มีชื่อเสียงที่สุด            ทางด้านประวัติศาสตร์นั้นเล่ามุสลิมก็เจริญก้าวหน้าไม่น้อยเลย  บะลาดูรี  ฮามาดัน  มัสอูดี  ตะบารี  และอิบนุอะษีร  เป็นนักประวัติศาสตร์ที่เด่นอยู่ในสมัยอับบาซียะฮ์  หนังสือชื่อ  ฟุตูหุลบุลดาน  ของบาลาดูรี  ก็ได้เขียนขึ้นด้วยลีลาที่น่าชื่นชมและเป็นสิ่งชี้ให้เห็นถึง  ด้านประวัติศาสตร์และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 14            ท่านได้เดินทางไปยังประเทศมุสลิมต่างๆ  หนังสือของท่านชื่อ  มุรูญุซซะฮับวะมะดารุลญะวาฮิร  นั้นเป็นบันทึกประสบการณ์และสังเกตการณ์ในการเดินทางของท่าน                นักวรรณกรรมภาษาอาหรับและเปอร์เซียที่มีชื่อเสียงก็มีอิสฟะฮานี  อิบนุค็อลลิกอน  อบูนุวาส  อัล-บุฮตารี  มุตันนะบี  ดากิกี  ฟิรเดาซี  อันซูรี  ญะลาลุดดีน  และอบุลฟะร็อจญ์  มุฮัมมัด  บินอิสฮาก  ในสมัยนี้เช่นกันที่มุสลิมได้สร้างนิติศาสตร์ขึ้นโดยนิติศาสตร์มุสลิมนั้นได้นำเอาแบบอย่างจากโรมัน  มาสร้างระบบอิสระของตนเองขึ้น  ในระบบนิติศาสตร์ทางมุสลิมนั้น  ฟิกฮหรือความรู้ต้องอาศัยกุรอานและหะดีษเป็นสิ่งแรก  แต่เมื่อมันไม่สามารถแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นได้  ก็อนุญาตให้ใช้การตีความส่วนบุคคลเข้าช่วยได้  การอนุญาตให้มีการตีความทำให้เกิดสำนัก  (มัซฮับ)  ขึ้น  4  สำนักซึ่งมีอบูหะนีฟะฮฺ  มาลิก  ชาฟิอี  และฮัมบัล  เป็นผู้นำของแต่ละสำนัก  จึงกล่าวได้ว่านักปราชญ์และผู้รู้ของมุสลิมในสมัยอับบาสิดมีอยู่ในทุกสาขาวิชาการ 

3) ด้านการบริหาร        

    รูปแบบการปกครองของรัฐบาลอับบาซียะฮ์ก็คือสมบูรณาญาสิทธิราช  อำนาจของคอลีฟะฮฺกว้างขวางไม่มีที่จำกัด  คอลีฟะฮฺทรงเป็นประมุขของรัฐและเป็นประมุขทางศาสนาด้วยเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพและเป็นผู้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ  ทรงมีอำนาจแต่งตั้งผู้สืบต่อตำแหน่งคอลีฟะฮฺในอนาคตได้โดยไม่ต้องทำตามกฏใดๆ  วัตถุประสงค์ของราชวงศ์อับบาซียะฮ์ระยะต้นก็คือการสร้างอาณาจักรอิสลาม  ด้วยเหตุนี้จึงได้ละทิ้งการพิชิตดินแดนต่างประเทศเสีย            ผู้ที่มีตำแหน่งไปจากคอลีฟะฮฺก็คือวะซีร  (เอกอัครเสนาบดี)  ตำแหน่งวะซีรนี้มีต้นตอมาจากเปอร์เซีย  วะซีรมี  2  ประเภท  คือผู้ที่มีอำนาจจำกัดและผู้ที่มีอำนาจไม่จำกัด  วะซีรที่มีอำนาจไม่จำกัดเรียกว่า  แกรนด์วะซีร  (เอกอัครมหาเสนาบดี)  หรือวะซีรใหญ่เป็นผู้ใช้อำนาจและสิทธิพิเศษของคอลีฟะฮฺ  เพียงแต่ต้องให้คอลีฟะฮฺทราบเท่านั้นว่าตนได้ทำอะไรไปบ้าง  เขาสามารถจะจัดการอะไรทุกอย่างที่เห็นว่าจำเป็นได้โดยไม่ต้องขออนุมัติก่อน  เว้นแต่ไม่สามารถจะจัดการอะไรทุกอย่างที่เห็นว่าจำเป็นได้โดยไม่ต้องขออนุมัติก่อน  แต่ไม่สามารถถอดถอนข้าราชการที่คอลีฟะฮฺเป็นผู้แต่งตั้งเท่านั้น  แต่เขาก็มีอำนาจที่จะแต่งตั้งข้าราชการในนามของคอลีฟะฮฺ  และมีอำนาจเข้าไปนั่งเป็นประธานในศาลอุทธรณ์ขั้นสูงสุดได้  อำนาจของวะซีรเพิ่มขึ้นมากมายในขณะที่คอลีฟะฮฺสมัยหลังๆ  มัวหมกมุ่นอยู่แต่ในฮาเร็ม  แต่อำนาจของวะซีรชนิดที่มีอำนาจจำกัดนั้นไม่กว้างขวางนัก  ไม่มีสิทธิที่จะทำอะไรตามใจชอบได้  แต่ทำตามคำสั่งของคอลีฟะฮฺเท่านั้น  เป็นเพียงตัวกลางระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง  วะซีรต้องมีความรู้อย่างแตกฉานเกี่ยวกับการบริหารและเข้าใจ  สภาพท้องถิ่นของแคว้นนั้นๆ ด้วย            รัฐบาลของคอลีฟะฮฺเรียกว่า  อัด-ดิวาน-อะซีซ  (Ad-Diwan-Aziz)  ซึ่งมีวะซีรใหญ่เป็นประธานแผนกต่างๆ  ที่สำคัญก็มีแผนกการเงิน  สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  สำนักงานบัญชี  สำนักงานสงคราม  สำนักงานพิทักษ์คนต่างชาติและทาส  สำนักงานจัดการรายจ่ายภายในประเทศ  องค์การติดต่อหรือสำนักงานอัครมหาเสนาบดี  องค์การไต่สวนเรื่องร้องทุกข์  และสำนักงานทหารและตำรวจ  นอกจากนั้นก็ยังมีสำนักงานเล็กๆ อย่างอื่นอีก            ได้มีการจัดตั้งสำนักงานตำรวจขึ้นเพื่อรักษาความสงบภายในประเทศ  หัวหน้าสำนักงานนี้เรียกว่าชะบีฮฺอัชชูตะฮฺ  ในสมัยหลังชะบีฮฺอัชชูตะฮฺดำรงตำแหน่งวะซีร            ผู้พิพากษา  (Qazi)  และหัวหน้าผู้พิพากษาเป็นผู้บริหารความยุติธรรม  หัวหน้าผู้พิพากษาซึ่งเรียกว่ากอฎี-กุฎอฎ  (Qazi-Quzat)  เป็นเจ้าหน้าที่สูงสุดด้านกฎหมายเพื่อช่วยผู้พิพากษาบริหารความยุติธรรม  ได้จัดตั้งเจ้าหน้าที่อีกชั