ปรัชญามงคลสูตร

นิวาตะ ตามศัพท์บาลีแปลว่า เป็นไปต่ำ ซึ่งตรงกับสำนวนไทยว่า ถ่อมตน หรือ เจียมตัว ... และขยายความว่า ไม่จองหอง ไม่แข็งกระด้าง ไม่อวดดี ไม่ถือตัวถือตน หรือเป็นผู้อ่อนน้อม ... ประมาณนี้

ตามวัฒนธรรมไทย เรามักจะถือกันว่า คุณธรรมข้อนี้ ควรจะเป็นของเด็ก เยาวชน หรือผู้น้อย คนหนุ่มคนสาว... ว่าไม่ควรเย่อหยิ่งจองหองกับผู้หลักผู้ใหญ่ ดังสำนวนที่ว่า เป็นผู้น้อยคอยก้ม ประนมกร เหนื่อยไปก่อน แล้วสบาย ในภายหลัง ... หากผู้น้อยมีพฤติกรรมเย่อหยิ่งแข็งกระด้างแล้ว ก็มักจะถูกกดขี่ หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่.... นั่นคือ ค่านิยมที่เราปลูกฝังกันมา

แต่ เมื่อมองตามนัยมงคลสูตร ผู้เขียนคิดว่า ความถ่อมตนหรือเจียมตัวนี้ เหมาะสมที่จะเป็นคุณธรรมสำหรับผู้ใหญ่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ย่างเข้าปัจฉิมวัย) เพราะผู้น้อยยังมีกำลังวังชาแข็งแรง ต้นทุนทางอายุยังมีอีกเยอะ สามารถปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับตนเองได้.....

ส่วนผู้ย่างเข้าปัจฉิมวัย ย่อมตระหนักรู้ถึงความมีขีดจำกัดของตนเอง ว่ามิได้ยิ่งใหญ่หรือมีอำนาจและศักยภาพในทุกสิ่งทุกอย่าง... นั่นคือ เมื่อเคารพธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่แล้ว ก็ควรจะเจียมตัว ถ่อมตน รู้จักประมาณในตัวเอง.... ทำนองนี้

.........

ส่วนในคัมภีร์ นอกจากท่านจะบอกว่า การมีความเคารพนำไปสู่ความเป็นผู้ใกล้พระนิพพานคือความสงบสุขแล้ว.... ท่านก็บอกว่า ความเจียมตัวถ่อมตนนี้แหละ จะประคับประคองนำเราไปสู่ความเจริญได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับความอวดดี กระด้าง จองหอง ที่จะนำเราไปสู่ความเสื่อม... ดังพระพุทธเจ้าตรัสเป็นคาถาไว้ว่า...

...นระใด กระด้างเพราะชาติ ทรัพย์ โคตร และดูหมิ่นญาติของตน ข้อนั้น เป็นประตูแห่งความเสื่อม...

อนึ่ง ยังมีนิทานชาดกอีกหลายเรื่องที่เป็นคำสอนเปรียบเทียบว่า ผู้ขาดความถ่อมตน มีแต่ความเย่อหยิ่ง จองหอง จะต้องไปสู่ความเสื่อม .... ผู้เขียนจะนำมาเล่าสักเรื่อง เพราะเรื่องนี้ ถือว่าเป็นนิทานปรำปราเกี่ยวกับ การทำเนื้อเค็มตากแห้ง อีกด้วย....

เรื่องย่อว่า มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง แอบฟังมนต์ผูกใจสัตว์มาจากปุโรหิต... เมื่อเรียนมนต์นี้ได้แล้วก็เข้าไปยังป่าลึก ร่ายมนต์ผูกใจสรรพสัตว์ในป่าแล้วก็ตั้งตัวเองเป็นราชาแห่งสัตว์และสถาปนานางสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเป็นมเหสี... จากนั้นก็อพยพออกจากป่า พากองทัพสรรพสัตว์มายังกรุงพาราณสี...

กองทัพของพญาจิ้งจอกแวดล้อมด้วยสรรพสัตว์นานา โดยตัวพญาจิ้งจอกพร้อมนางจิ้งจอกมเหสีนั้น นั่งอยู่บนหลังของราชสีห์ ซึ่งราชสีห์ตัวนี้ก็ยืนอยู่บนช้างอีกชั้นหนึ่ง... เมื่อมาถึงพาราณาสีก็ส่งฑูตเข้าไปยังในเมืองเพื่อท้ารบ...

ปุโรหิตได้รับคำสั่งแล้วจึงขึ้นไปยังกำแพงเมือง แล้วก็ถามพญาจิ้งจอกว่า เจ้าจะทำอย่างไรในสงครามนี้ พญาจิ้งจอกก็ตอบว่า เราจะให้ราชสีห์บันลือสีหนาท ร้องคำรามให้คนทั้งหมดแก้วหูแตก แล้วจึงยึดเมือง... ปุโรหิตฟังดังนั้นแล้วก็ลงมา สั่งให้ชาวเมืองอุดหูตัวเองและอุดหูสัตว์เลี้ยงในเมืองทั้งหมด... และก็ขึ้นไปยังกำแพงอีกครั้งบอกว่า เจ้าไม่สามารถทำให้ราชสีห์บันลือสีหนาทได้... ประมาณนั้น

พญาจิ้งจอกฟังดังนั้นจึงสั่งให้ราชสีห์บันลือสีหนาท... ช้างซึ่งยืนแบกรับราชสีห์อยู่ก็สะดุ้ง ทำให้พญาจิ้งจอกซึ่งนั่งอยู่บนหลังราชสีห์ตกลงมาและถูกช้างเหยียบตาย... สัตว์ที่เหลือก็แก้วหูแตกนอนตายอยู่ที่นั้นทั้งหมด... ยกเว้นราชสีห์เมื่อสิ้นมนต์ของพญาจิ้งจอกแล้วก็หนีเข้าป่าไป... กองซากสัตว์ทั้งหมดหน้าพระนครนับความยาวได้ถึง ๑๒ โยชน์

ปุโรหิตจึงให้ประกาศว่า ผู้มีความต้องการเนื้อก็จงเอาไป เพราะเหตุที่เนื้อมีมากเกินไป จึงได้มีการริเริ่มทำเนื้อแห้งหรือเนื้อเค็มตากแห้ง ตั้งแต่นั้นมา.....

นิทานเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า ผู้ไม่รู้จักถ่อมตนหรือเจียมตัว มีแต่ความโอหัง กระด้าง เย่อหยิ่ง ก็จะไปสู่ความเสื่อม ดุจดังพญาจิ้งจอก โดยประการฉะนี้แล...

......

เมื่อมองตามแนวคิดมงคลสูตร คนย่างเข้าปัจฉิมวัย จะต้องเคารพธรรม คือ ยกธรรมไว้ให้สูง.... มีความถ่อมตนเจียมตัว คือ ไม่กระด้าง เย่อหยิ่ง จองหอง...  นั่นคือ รู้จักพิจารณาตนเอง เพื่อใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม ที่เรียกกันว่า ความสันโดษ ซึ่งผู้เขียนจะนำมาเล่าในตอนต่อไป.....