3.ในระยะเริ่มต้นของการทำโครงการ คุณเอื้อยังไม่เข้าใจแนวคิดหลักการจัดการความรู้เท่าที่ กิจกรรมโครงการจึงไม่ค่อยเข้มข้น แต่เมื่อมีการกล่าวถึงหรือพาดพิงถึงหน่วยงานบางหน่วยงานว่าไม่ค่อยมาร่วมเวที ทำให้เมื่อหน่วยงานนั้นๆทราบว่าคณะทีมงานเรียกร้อง จึงให้ความร่วมมือมาร่วมเวทีมากขึ้น วงเรียนรู้ของคุณเอื้อจึงมีชีวิตชีวา ทำให้คุณเอื้อได้ตระหนักรู้ว่าการจัดการความรู้มีความสำคัญ กลืนหรือเนียนอยู่ในเนื้องานทุกขั้นตอนที่หน่วยงานทำอยู่แล้ว ไม่ใช่กิจกรรมที่แปลกแยกจากภาระกิจตามปรกติเลย ( แต่กว่าจะคิดได้อย่างนี้ก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันหลายเวที) 

4.  คุณเอื้อเมื่อได้เรียนรู้ว่าการบูรณาการหน่วยงานมีการบูรณาการกันอย่างหลวมๆ กระทบต่อแนวทางการปฏิบัติงานของคุณอำนวยในพื้นที่ จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันว่าจะต้องพูดคุยกันในเรื่องวัตถุประสงค์ แผนขั้นตอน กระบวนการ ยานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ ในการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน เพื่อสร้างพลังในการขับเคลื่อน ลดความซ้ำซ้อนความสิ้นเปลืองฝ่ายราชการ และลดภาระชาวบ้านที่จะต้องร่วมกิจกรรมกับแต่ละหน่วยงาน ส่งผลให้คุณเอื้อแต่ละหน่วยงานได้ส่องกล้องทบทวนบาทภาระกิจหน่วยงานตนเองว่ามีภาระกิจใดบ้างที่ให้หน่วยงานอื่นมาเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานตน หรือตนจะไปเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานอื่นได้ตรงจุดใดได้บ้าง ทำให้คุณเอื้อแต่ละหน่วยงานได้ฝึกวิเคราะห์งาน    ฝึกคิดอย่างรอบคอบ      เหลียวมองวิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ รวมทั้งแผนงานโครงการของหน่วยงานตนเองและของหน่วยงานอื่น เพื่อการปฏิบัติงานร่วมกันในพื้นที่

5.ในระยะเริ่มต้นที่หน่วยงานต่างๆมาเป็นภาคีเครือข่ายร่วมจัดการความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะการทดลองนำร่องซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นนั้น กลัวว่าจะผิดทิศทาง ไม่เป็นไปตามหลักการจัดการความรู้ ทีมคุณเอื้อจึงเสนอให้คณะทำงานโครงการฯใคร่ครวญการทำงานอย่าให้ผิดทาง ให้อยู่ในหลักการที่ถูกต้อง ศึกษาจากชุมชนนักปฏิบัติ งานวิจัย ตั้งที่ปรึกษา อินเตอร์เน็ต ฯลฯ