บัญชีกลางสกัด “รพ.รัฐ” เบิกค่ารักษา ขรก.เกินจริง ปรับระบบใหม่ ต่อไป “ค่าห้อง-อุปกรณ์-อาหาร” ให้เบิกตามอัตราที่กำหนด ส่วนค่ายาให้เบิกจริงก่อน 80% ที่เหลือ 20% ต้องวิเคราะห์ก่อนคืนให้ใน 3 ด. เผยแต่ละปีรัฐจ่ายค่ายาสูงถึง 1.8 หมื่นล้าน เพราะหมอชอบ “ยิงยา” เกินจำเป็นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 กรกฎาคม กรมจะปรับเปลี่ยนระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนระหว่างกรมบัญชีกลางกับสถานพยาบาลเท่านั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างเหมาะสม และรัฐสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จะไม่ทำให้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการลดลง โดยข้าราชการยังมีสิทธิเช่นเดิม เช่น ผู้มีสิทธิยังสามารถเบิกยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติได้เช่นเดิม “การใช้ระบบดังกล่าวจะทำให้โรงพยาบาลใช้ทรัพยากรในการรักษาอย่างคุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน” นายมนัสกล่าวนายมนัสกล่าวว่า ต่อไปโรงพยาบาลรัฐจะเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ จะเปลี่ยนจากเดิม ที่วางฎีกาเบิกจ่ายได้เต็มจำนวน มาเป็นวางฎีกาเบิกจ่ายค่าห้อง อาหาร อุปกรณ์ ในการรักษาโรคและอวัยวะเทียมเต็มจำนวน ไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ส่วนค่ายา ค่าตรวจ ค่าวิเคราะห์โรค ค่าบริการทางการแพทย์ ให้สถานพยาบาลเบิกได้ในอัตรา 80% ไปก่อน ที่เหลืออีก 20% จะต้องมีการวิเคราะห์และคำนวณร่วมกับ กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมและจัดสรรเงินจ่ายคืนสถานพยาบาลภายใน 3 เดือนนายมนัสกล่าวว่า กรมได้พัฒนาระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา โดยจ้างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) พัฒนาระบบการเบิกจ่ายโดยใช้ระบบจัดทำฎีกาด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งโรงพยาบาลทุกแห่งต้องส่งข้อมูลการรักษาผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการให้ สกส. เพื่อนำข้อมูลมาประมวลผลปรับเข้ากลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) และกรมบัญชีกลางจะจ่ายค่ารักษาตามหน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์ (RW) ที่กำหนดไว้แล้ว คูณด้วยอัตราฐาน (Base Rate) ซึ่งได้มาจากค่าใช้จ่ายที่แต่ละสถานพยาบาลส่งมาเบิก โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547-2549 เช่น การรักษาโรคไส้ติ่ง บางโรงพยาบาลอาจจะบอกว่าใช้เงิน 10,000 บาท แต่บางแห่งระบุว่าใช้เงิน 15,000 บาท ก็ต้องนำคูณค่ากลางของโรค แล้วก็จ่ายเงินตามนั้น ซึ่งเป็นระบบที่มีความเป็นธรรมต่อสถานพยาบาล ไม่ลิดรอนสิทธิอันพึงได้ของผู้มีสิทธิ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้วิทยาการที่ก้าวหน้าและมีประสิทธิภาพถูกต้อง และการยอมรับของสถานพยาบาล นพ.สุชาติ สรณสถาพร ผู้อำนวยการสำนักงานกลางสารสนเทศบริการสุขภาพ (สกส.) กล่าวว่า การพัฒนาระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวได้มีการร่วมทำงานกับนายอัมมาร สยามวาลา ประธานคณะทำงานปฏิรูประบบการรักษาพยาบาล ได้มีการศึกษาพบว่า นอกจากระบบใหม่จะช่วยให้งบประมาณในส่วนของการสวัสดิการรักษาพยาบาลไม่เพิ่มไปกว่าเดิมที่ระดับปีละ 30,000 ล้านบาทแล้ว สมมติฐานเบื้องต้นที่ใช้ระบบนี้เฉพาะผู้ป่วยในจะทำให้งบประมาณลดลงปีละประมาณ 1% หรือ 300 - 400 ล้านบาท เนื่องจากระบบจะทำให้แพทย์จ่ายยาตามความจำเป็นมากยิ่งขึ้น และป้องกันการสั่งจ่ายยาเกินจริง หรือพฤติกรรมที่เรียกกันว่า “ยิงยา” เหมือนในอดีต “ต้องยอมรับว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของข้าราชการนั้น มีส่วนของค่ายาเป็นสำคัญ โดยผู้ป่วยนอก จะมีสัดส่วนของค่ายาประมาณ 75% ของวงเงินค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด คิดเป็นเงินถึง 14,000 ล้านบาทต่อปี ส่วนผู้ป่วยในนั้นจะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายยา 75% ของวงเงินค่ารักษาพยาบาล คิดเป็นเงินถึง 4,000 ล้านบาทต่อปี รวมแล้วค่าใช้จ่ายยาในแต่ละปีที่กรมบัญชีกลางตั้งจ่ายมีวงเงินทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท ซึ่งน่าเสียดายเงินในส่วนนี้ เพราะยาส่วนใหญ่มาจากบริษัทยาในต่างประเทศแทบทั้งสิ้น”ผู้สื่อข่าวถามว่า ระบบดังกล่าวจะป้องกันการยิงยาได้อย่างไร นพ.สุชาติกล่าวว่า “ผมไม่ต้องการกล่าวหาวงการแพทย์ แต่เท่าที่ได้รับรู้มาก็พบว่ามีแพทย์ที่สั่งยาเกินจำเป็น และอาจจะเป็นยาที่มาจากบริษัทยาขนาดใหญ่ แต่หากมีการกำหนดมาตรฐานการรักษากลางขึ้นมาว่าควรจะใช้ยาอะไร ในขนาดเท่าไหร่ การจะใช้ยาเกินกว่ามาตรฐานต้องทำได้ลำบากขึ้น และเปิดทางให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลติดตามพฤติกรรมของแพทย์ และป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าวได้ ซึ่งจะเป็นผลดีกับภาพรวมของการรักษาพยาบาล”นพ.สุชาติกล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบใหม่นี้จะไม่ทำให้เป็นการรอนสิทธิของข้าราชการลง เนื่องจากข้อมูลจากมาตรฐานกลางนั้นมีการรวบรวมเป็นอย่างดีมาตลอด 5 ปี ภายใต้ความร่วมมือของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ 960 แห่ง และมีการตัดค่าใช้จ่ายบางส่วนออกไปจากระบบ เพื่อให้สามารถเบิกได้ตามจริง โดยไม่มีเงื่อนไข คือ ค่ายาโรคมะเร็ง เพราะเป็นยาที่ค่าใช้จ่ายสูงและผู้ป่วยมีความจำเป็นได้รับยา รวมทั้งค่าใช้จ่ายของอวัยวะเทียมต่าง ๆ ก็ให้เบิกได้ ต่อข้อซักถามที่ว่า จะสามารถขยายระบบไปสู่ผู้ป่วยนอกที่เป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายยาสูงได้หรือไม่ นพ.สุชาติกล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยนอกคงยากที่จะสามารถหามาตรฐานกลางได้ เพราะโรคที่เป็นมีความหลากหลาย และมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามากระทบมาก ดังนั้น คงยังไม่สามารถทำได้ในเร็ว ๆ นี้ รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางได้หารือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าบริการสาธารณสุข เพื่อใช้สำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ ว่ากรมบัญชีกลางมีอำนาจดำเนินการหรือไม่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2535 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า หลักการของบทบัญญัติดังกล่าวประสงค์ให้ผู้ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของทางราชการ ทั้งประเภทผู้ป่วยภายนอกหรือผู้ป่วยภายในเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง โดยกำหนดข้อยกเว้นไว้ว่ากระทรวงการคลังอาจกำหนดอัตราให้เบิกค่ารักษาพยาบาลต่ำกว่าจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงก็ได้ ดังนั้น การที่กรมบัญชีกลางจะกำหนดอัตราค่าบริการสาธารณสุขเพื่อใช้เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ โดยกำหนดไว้ในข้อ 4 ของประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราค่าบริการสาธารณสุขเพื่อใช้สำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลของทางราชการ ว่าค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการให้เบิกได้ตามหลักเกณฑ์และอัตราเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินวงเงินตามรายการอัตราค่าบริการสาธารณสุขที่กำหนด จึงสามารถกระทำได้อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกฤษฎีกาตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การกำหนดอัตราค่าบริการสาธารณสุข เพื่อใช้สำหรับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ อาจมีปัญหาเนื่องจากสถานพยาบาลของทางราชการมีการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณสุขแตกต่างกัน ดังนั้น สมควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข และสถานพยาบาลแต่ละแห่ง ร่วมกันพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้มีมาตรฐานตรงกันและสอดคล้องกับสิทธิการได้รับค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ โดยมิใช่เป็นการลดสิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการมติชน 9 มิ.ย. 50
คลังรื้อระบบจ่ายค่ารักษา ดัดหลังรพ. ให้เบิก80% - อีก 20 รอ 3 ด. แก้หมอ "ยิงยา" เกินจำเป็น
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ธเนศ ขำเกิด · 12 มิ.ย. 2550
นาง ละเอียด ศรีวรนันท์ · 12 มิ.ย. 2550
งานให้คำปรึกษา · 12 มิ.ย. 2550
Kati · 12 มิ.ย. 2550
วรรธนชัย ๏(。◕‿◕。)๏ ♫ ♬ ♪ ♩ ♭ · 12 มิ.ย. 2550
บัญชา ธนบุญสมบัติ · 12 มิ.ย. 2550