ไม่ทราบว่าใครเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อใดแต่บอกถึงสิ่งที่พ่อ - แม่ ต้องการจากลูกได้ดีมาก โดยเขียนไว้ว่า
“เมื่อแก่เฒ่าหวังให้เจ้าเฝ้ารับใช้ เมื่อป่วยไข้หวังให้เจ้าเฝ้ารักษา เมื่อยามลับดับชีวา หวังให้เจ้าปิดตาเมื่อสิ้นใจ”
สามข้อแค่นี้เองที่พ่อ - แม่ โดยทั่วไปต้องการจากลูกๆทุกคน แต่จากพื้นฐานวิถีชีวิตตามระบบเศรษฐกิจและสังคมของทุกวันนี้ ลูกๆโดยทั่วไปยากนักที่จะปฏิบัติตามความต้องการของพ่อ - แม่ ทั้งสามข้อนี้ได้
จริงอยู่ที่วิถีชีวิตของคนย่อมแก่เฒ่า ย่อมเจ็บป่วย และสุดท้ายต้องถึงแก่ความตายในที่สุด พ่อ - แม่บางรายทั้งที่ยากจน ปานกลาง และที่ร่ำรวยอาจจะลืมนึกถึงความจริงในข้อนี้ ไม่ได้ออกแบบหรือเตรียมการณ์ไว้รองรับสถานการณ์อันจำเป็น พอชีวิตเคลื่อนไปถึงจุดของมัน ก็จะเกิดความขาดแคลน ความอ้างว้าง ว้าเหว่ ทุกข์ทรมาน หลายอย่าง เป็นที่น่าสมเพชเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ ถ้าสืบย้อนไปในสังคมเกษตรกรรมก่อนปี พ.ศ. ๒๔๘๔ คือประมาณ ๕๐ - ๖๐ ปีมาแล้ว สังคมไทยยังมีสภาพเป็นครอบครัวขยาย คือลูกๆแม้จะแต่งงานมีเหย้าเรือนเป็นของตนเองไปแล้ว แต่ก็ยังอยู่ใกล้ๆพ่อแม่ สถานการณ์ก็ไม่สู้ร้ายแรงเดือดร้อนอะไร ลูกๆสามารถดูแลพ่อ - แม่ได้ค่อนข้างสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ในสมัยปัจจุบันและในอนาคตต่อไปนี้ ความเป็นครอบครัวขยายหมดสิ้นไป ลูกๆต้องระหกระเหินไปทำมาหากินตามวิชาการที่ได้เล่าเรียนมาบ้าง ตามแหล่งจ้างงานต่างๆบ้าง สภาพการณ์ที่เรียกว่า “วงเวียนชีวิต” ของพ่อ - แม่ ก็เกิดขึ้น และมันเกิดกับวิถีชีวิตของคนในทุกระดับ “แม้กระทั่งคนร่ำรวยมีอันจะกิน”
พ่อ - แม่ไทยคิดแก้ปัญหานี้อย่างไร? ทุกคนดิ้นรนแก้ปัญหานี้อย่างรุนแรง เต็มตามกำลังปัญญาความสามารถ ด้วยการย้ายจากภูมิลำเนาเดิมไปอยู่กับลูกบ้าง แบบนี้ถ้าความสัมพันธ์ของพ่อ - แม่กับลูกและคนในครอบครัวของลูกเป็นไปด้วยดี ก็โชคดีไป แต่ร้อยละของกลุ่มนี้ที่โชคดีก็มีไม่มากนัก แบบที่สองในครอบครัวที่พ่อ - แม่ มีลูกหลายคนก็เตรียมลูกคนใดคนหนึ่งให้อยู่กับบ้านเดิม กรณีนี้ตามธรรมเนียมจีนมักจะให้ลูกชายคนโตรับภาระนี้ แต่ในครอบครัวไทยมักจะเป็นภาระของลูกคนเล็ก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นพ่อ - แม่ ต้องมีที่ดิน หรือกิจการ หรือทรัพย์สินไว้ให้ลูกที่อยู่ด้วยทำมาหากินสืบต่อไปด้วย จึงยากที่พ่อ - แม่ทั่วไปที่มีฐานะยากจนจะทำได้ และถึงแม้พ่อ - แม่จะพอมีฐานะจะเอื้ออำนวยได้ ก็ไม่แน่ว่าลูกๆเขาจะเห็นด้วย เท่าที่เห็น ร้อยละของครอบครัวที่ได้รับความสำเร็จค่อนข้างน้อยเหมือนกัน แบบที่สามเป็นแบบผสมคือพ่อ - แม่ ไม่หวังพึ่งลูกๆร้อยเปอร์เซ็น โดยพึ่งบ้าง แต่เตรียมทุน และสภาพต่างๆไว้รองรับความจำเป็นของตัวเอง ได้แก่พึ่งกลุ่ม กองทุน ชมรม องค์กรกุศลต่างๆ ฯลฯ คนไทยที่อยู่ในเมืองมักจะใช้วิธีนี้ แต่ก็เป็นวิธีที่แห้งแล้ง เพราะลูกๆมักจะทอดธุระ อ้างโน่อ้างนี่ ไม่ดูแลเอาใจใส่เท่านี้ควรทำ ส่วนกลุ่ม ชมรมองค์กรต่างๆก็ทำได้แค่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจ ไม่มีส่วนในการแก้ไขปัญหาใดๆ ทางราชการกระทรวงสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือวัด กิจการทางศาสนา น่าจะเข้ามาดูแลในเรื่องนี้ให้ใกล้ชิดและเพิ่มความสำคัญให้มากขึ้น
“เมื่อแก่เฒ่าหวังให้เจ้าเฝ้ารับใช้” คงต้องหาพนักงานมาทำหน้าที่แทนลูกกันแล้ว เงินที่จะจ้างพนักงานดังกล่าว พ่อ - แม่ ต้องเตรียมการสะสมมาเสียแต่เนิ่นๆ พ่อ - แม่ในครอบครัวใดสะสมไม่ได้และลูกๆไม่ช่วยเหลือ ไม่ดูแลองค์กร ชมรมการกุศลควรเป็นหน่วยประสานงานและช่วยแก้ปัญหา
“เมื่อป่วยไข้หวังให้เจ้าเฝ้ารักษา” องค์กร ท้องถิ่น ชมรมการกุศล และโรงพยาบาล ควรมีกิจการเฝ้าระวังดูแลในเรื่องนี้ใกล้ชิดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ลูกๆจะทอดทิ้งหน้าที่ของตนในข้อนี้ไม่ได้ รัฐควรใช้มาตรการทางภาษีแทรกแชงการไม่ทำหน้าที่ของลูกในข้อนี้
“เมื่อยามลับดับชีวาหวังให้เจ้าปิดตาเมื่อสิ้นใจ” ข้อนี้มีความหมายหลายนัย ข้อแรกพ่อ - แม่ คงตายตาหลับเมื่อรู้ว่าลูกๆเป็นคนดี มีฐานะที่จะช่วยตัวเองและครอบครัวได้ ไม่คับแค้นยากจนจนเกินไป มีอาชีพสุจริตมั่นคง นี่ประการหนึ่ง ข้อที่สองเมื่อพ่อ - แม่ สิ้นชีวิตลงลูกๆจะทำศพให้ตามสมควรแก่ฐานะ และลูกจะเป็นคนรู้บุญคุณทำบุญทำกุศลให้ตามโอกาส เป็นข้อที่สาม ในข้อสุดท้ายนี้แม้พ่อ - แม่ จะไม่หวังมากนักแต่ก็เป็นหน้าที่สำคัญของลูกที่เป็นพุทธศาสนิกชน ลูกๆจึงต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
สิ่งที่พ่อ-แม่ทุกคนต้องการจากลูก
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
บัญชา ธนบุญสมบัติ · 12 มิ.ย. 2550
บัญชา ธนบุญสมบัติ · 12 มิ.ย. 2550
วรรธนชัย ๏(。◕‿◕。)๏ ♫ ♬ ♪ ♩ ♭ · 12 มิ.ย. 2550
ครูบา สุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ · 12 มิ.ย. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 12 มิ.ย. 2550
ครูอ้อย แซ่เฮ · 12 มิ.ย. 2550
Conductor · 12 มิ.ย. 2550
สวัสดีครับ คุณวรรธนชัย ครับ... บันทึกคุณเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวดีครับ หลากหลายรสชาต....ที่กล่าวมา เรื่องของพ่อแม่-ลูก นี้คงต้องคุยกันอีกยาวถ้าไม่มีหลักคิด ครับ......ผมขอแสดงความคิดเห็นว่า พุทธศาสนา กล่าวถึง ทิศ๖ ครับ คือหน้าที่ของเราต่อบิดามารดากระทำใน ๕ อย่าง (กตัญญูกตเวทีครับ )มี ๓ เรื่องที่คุณวรรธนชัยกล่าวดัวย เพิ่มคือ ดูแลกิจการของท่านไม่ตกต่ำ และ ทำบุญอุทิศให้เมื่อล่วงลับไปแล้วครับ
และหน้าที่ต่อกุลบุตรกุลธิดา เลี้ยงดูเขาด้วยเมตตา ให้เจริญว้ย ให้การศึกษา ให้สืบทอดกิจการ ให้คำแนะนำเรื่องคู่ครอง และมอบหน้าที่ของวงศ์ตระกูลให้ทำต่อครับ......(อาจจะไม่สำคัญ หรือไม่เกี่ยวกับบันทึกก็ได้)
แต่โดยความเห็นส่วนตัวของผม แล้ว ถ้ากุลบุตรกุลธิดา สำนึกในบุญคุณ ควรจะกระทำตามคำกลอนที่คุณวรรธนชัยกล่าวมาเป็นอย่างน้อย อย่างมากคือ รักษาวงศ์ตระกูล(ไม่ทำตัวเหลวไหล) ให้การดูแลหมั่นมาเยี่ยมถามหา เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ให้รำลึกถึงทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ครับ
แต่ถ้าไม่ทำ ก็จะขาดธรรมะ เรื่องกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นเครื่องหมายของคนดีครับ.......
ถ้าคิดจะหวังพึ่งลูกหลาน หรือคิดแค่เพราะว่า กลัวมีลูกไม่ทันใช้ นั้น เสี่ยงมาก
- ลูกตาย
- ลูกพิการ ลูกป่วย พ่อแม่ต้องมาเลี้ยงลูกจนตาย
- ลูกเป็นบ้า
- ลูกยากจน ไม่มีปัญญาเลี้ยง
- ลูกติดคุก
- ลูกบวชไม่สึก
ฯลฯ
"รัฐควรใช้มาตรการทางภาษีแทรกแชงการไม่ทำหน้าที่ของลูกในข้อนี้" รู้สึกว่าสิงค์โปรมีกฎหมายเอาผิด ลูกไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ แต่นั้น ก็อาจยิ่งทำให้อัตราการเกิดที่รัฐบาลอยากให้เพิ่ม ยิ่งลดลงนะ เพราะคงต้องเลี้ยงดูพ่อแม่จนตัวเองไม่มีปัญญามีลูก
ส่วนเมืองจีน ที่บอกว่าลูกคนเดี๋ยวกลายเป็นจักรพรรดิน้อย เพราะมีพอ่แม่ปู่ย่าตายายเอาใจนั้น อีกหน่อยอาจตรงกันข้าม คือลูกคนเดียวอาจต้องเลี้ยงดูทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตายาย