รสก.จ่อคิวปรับโครงสร้างเงินเดือน

            อธิบดีกรมบัญชีกลางเผยรอผลศึกษาปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจ หลังจ้างบริษัท    ปูนซิเมนต์ไทยวิเคราะห์ระดับเงินเดือนที่เหมาะสม  ยืนบนหลักการไม่สร้างความแตกต่างเมื่อเทียบกับเงินเดือนข้าราชการและเอกชน ขณะที่คลังคาดหวังผลปรับขึ้นเงินเดือนขรก. ทั่วประเทศเท่ากัน 4 % เร่งเงินเข้าสู่ระบบได้เร็ว เพื่อช่วยฟื้นการบริโภคภายในประเทศ <p style="margin: 0in 0in 13.5pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา อนุมัติทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 เพิ่มจำนวน 25,000 ล้านบาท โดยแบ่งจัดสรร 17,000 ล้านบาท เพื่อปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการทุกระดับ   ในอัตรา 4% มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2550 ส่วนอีก 5,000 ล้านบาท กระจายสู่ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข และอีก        3,000 ล้านบาทกระจายสู่หมู่บ้านพัฒนาชุมชน </p>            นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยฐานเศรษฐกิจ”  ว่า  ขณะนี้ทางกรมบัญชีกลางกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างอัตราเงินเดือนของพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันมากที่สุด  ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศให้ดำเนินการ    ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งหมดเท่ากันในอัตรา 4% เป็นเงินงบประมาณรวม 17,000 ล้านบาท ไปแล้ว เพื่อ    เป็นการกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชนให้เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจสามารถเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปรับขึ้นเงินเดือนของข้าราชการจะมีผลใช้ได้จริงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 เป็นต้นไป             กรมบัญชีกลางได้ว่าจ้างให้ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ทำการศึกษาโครงสร้างเงินเดือนของพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้งระบบอยู่   โดยให้มีการวิเคราะห์ถึงระดับอัตราเงินเดือนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกันกับอัตราเงินเดือนของข้าราชการและบริษัทเอกชนด้วย   เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างผลตอบแทน           เรื่องเงินเดือนระหว่างกันมาก   ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานนักเพื่อสรุปรายละเอียดในเรื่องนี้             ตอนนี้เราให้ปูนซิเมนต์ไทยไปช่วยศึกษาในเรื่องนี้อยู่ แต่คงยังตอบไม่ได้ว่าจะมีการปรับเพิ่มหรือไม่ เพราะหากเงินเดือนของพนักงานรัฐวิสาหกิจสูงอยู่แล้ว อาจจะสร้างความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างเงินเดือนกับฝั่งราชการเพิ่มไปอีก   แต่หากยังต่ำอยู่เมื่อเทียบกับเอกชน  ก็จะนำไปพิจารณาปรับเพิ่มขึ้นได้  คิดว่าคงไม่นานจะได้รับ         ผลการศึกษาเรื่องนี้กลับมา” นายปิยพันธุ์ กล่าวด้านแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลัง   กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีที่ครม.อนุมัติให้ปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั่วประเทศที่ระดับ 4 % เท่ากันหมด เนื่องจากรัฐบาลต้องการจะให้เกิดผลปฏิบัติอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถออกเป็นพระราชกฤษฎีกา (พรฎ.) กำหนดการให้เงินเดือนเพิ่มเติมกับข้าราชการ ซึ่งจะมีความรวดเร็วกว่าการออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ก่อน             แต่อย่างไรก็ตาม ผลของการปรับเพิ่มเงินเดือนครั้งนี้ จะมีผลปฏิบัติได้จริงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 เป็นต้นไป    ส่วนผลในเชิงการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคประชาชนนั้น  น่าจะเกิดในช่วงหลังจากนั้น  แต่ในระหว่างนี้อาจมีผลทางจิตวิทยาบ้างเพราะรายได้ที่เพิ่มขึ้นทำให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ ในระยะต่อไปรัฐบาลมีแผนการปรับปรุงโครงสร้างอัตราเงินเดือนข้าราชการในระยะยาว โดยให้มีการพิจารณาปรับโครงสร้างค่าตอบแทนภาคราชการ  เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทน              ของข้าราชการประเภทต่าง ๆ  โดยกำหนดอัตราเงินเดือนข้าราชการให้แตกต่างกันตามลักษณะงาน และระดับตำแหน่งอย่างเหมาะสมเป็นธรรม  รวมทั้งปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการให้ใกล้เคียงกับอัตราเงินเดือน               ของภาคเอกชนในตลาดแรงงาน  โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการและพลเรือน (ก.พ.)       ดำเนินการศึกษา ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเดือนเมษายน 2550 เครื่องชี้การใช้จ่ายภายในประเทศเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น  โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนจากภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนเมษายนขยายตัว 7.1 % ต่อปีเพิ่มขึ้นจาก 1.9 % ต่อปีในเดือนก่อนหน้า (มี.ค.50) ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากการนำเขาสินค้าทุน         ที่กลับมาขยายตัว 4.9 % ต่อปี จากที่หดตัวติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายปี 2549 อนึ่ง ในปีงบประมาณ 2551 รัฐบาลได้จัดสรรเม็ดเงินงบประมาณเพื่อสนับสนุนลงฐานราก เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชน ประกอบด้วย โครงการตามยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด จำนวน 15,000 ล้านบาท   การจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (คพพ.)  จำนวน 8,000 ล้านบาท การจัดสรรเงินงบประมาณให้กับสำนักงานกองทุนหมู่บ้าน (สทบ.) จำนวน 11,571.4 ล้านบาท  แบ่งเป็น  งบบริหารงาน 88 ล้านบาท  งบส่งเสริมการพัฒนา       283.4 ล้านบาท และงบชำระหนี้ให้กับธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) จำนวน 11,200 ล้านบาท  ต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2550 ที่จัดสรรเป็นงบชำระหนี้ไปแล้ว จำนวน 7,000 ล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลยังได้พิจารณาให้มีการปรับปรุงโครงการบ้านเอื้ออาทรตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ได้เสนอโดยการแก้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานโครงการบ้านเอื้ออาทร จำนวน 348 โครงการ  โดยมอบให้เร่งดำเนินการจัดกลุ่มโครงการเพื่อการแก้ไขปัญหาเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว จำนวน 65,000 หน่วย ให้เร่งแก้ไขปัญหาการได้รับสินเชื่อและการจัดให้ประชาชนเข้าอยู่อาศัย  ให้เต็มโครงการ กลุ่มที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 330,000 หน่วย ให้เร่งรัดประเมินสถานการณ์ของโครงการ    เป็นรายโครงการ  และเสนอแผนงานที่ปรับปรุงต่อ ครม. ต่อไป โดยการจัดจ้างสถาบันการศึกษาในส่วนกลางและสถาบันที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เพื่อร่วมสำรวจโครงการและแสวงหาแนวทางปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับ       ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน  และกลุ่มโครงการที่ได้รับอนุมัติกรอบดำเนินงานไปแล้ว แต่ยังไม่มีการ       ทำสัญญารับซื้อโครงการ ประมาณ 200,000 หน่วย  อาจยุติโครงการหรือปรับปรุงโครงการโดยให้ท้องถิ่นเข้ามี  ส่วนร่วมในการดำเนินการ