ผมเคยได้แลกเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานกับเพื่อนร่วมงานหลายท่านเกี่ยวกับคำสั่งของผู้ใหญ่ แต่ผมมักไม่ค่อยได้ชี้แจงแนวคิดของผมว่า ผมคิดอย่างไร และนี้แหละคือที่ผมคิด

อีกรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารในองค์กรที่จะพบบ่อยคือการสั่งการจากหัวหน้าหน่วยงานไปยังลูกน้อง ซึ่งต้องยอมรับในเบื้องต้นว่า ในบางหน่วยงานจะมีหัวหน้าหลายระดับ ซึ่งอันนี้ต้องเข้าใจธรรมชาติกันก่อนครับ มีคำถามมาถามผมว่า ถ้าหัวหน้าสั่งการผิด เราเองก็แย้งแล้ว สุดท้ายเขาก็ยังจะให้ทำอีก เราจะทำอย่างไร

คำตอบของผมขอเริ่มในรูปคำถามครับ

  1. โดยปกติเมื่อเจ้าหน้าสั่ง และเราแย้งแล้วแต่ไม่เป็นผล เราจะทำตามคำสั่งนั้นหรือไม่
  2. หากเราทำไปแล้ว สุดท้ายความผิดพลาดปรากฏอย่างชัดเจน เราจะชี้หน้าหัวหน้าแล้วบอกว่า เห็นไหมนายผิด เป็นไงละไม่ยอมเชื่อกันบ้างเลย หรือไม่ครับ
  3. หากเราไม่ทำ เรามีเป้าหมาย เพื่อรอให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมา แล้วค่อยตอกย้ำหรือ
  4. และหากเราไม่ทำ เพื่อความผิดพลาดปรากฏ คุณไม่คิดหรือว่า ส่วนหนึ่งของความผิดพลาดนั้น หัวหน้าอาจมองว่าเกิดขึ้นเพราะคุณไม่ได้ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นคุณจะชี้แจงว่าอย่างไร

คำตอบของผมสำหรับข้อที่ 1 คือ 

สำหรับผม ถ้าเจ้านายสั่งผิด ผมจะแย้งอย่างเป็นมิตรก่อน นั่นคือพยายามท้วงติง ซึ่งบางครั้งท่านก็ไม่ยอมฟัง จะทำอย่างเดียว และหากผมจะต้องเป็นคนรับคำสั่งนี้ ผมก็จะทำตามคำสั่งนั้นครับ ซึ่งปกติผมจะคิดแผนสองไว้รองรับล่วงหน้าครับว่า จะต้องทำอะไร อย่างไร เพื่อให้มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด นั่นก็หมายถึง ผมจะไม่พยายามที่จะทำให้คำสั่งของหัวหน้าออกมาแบบผิดอย่างร้ายแรง เพราะนั่นก็หมายถึงผมหรือหน่วยงานของเรานั่นแหละที่ต้องตามแก้อีก ซึ่งอันนี้ผมว่าแย่กว่าครับ

ผมมีหลักคิดในขั้นตอนนี้ว่า องค์กรเป็นของทุกคนไม่ใช่เฉพาะหัวหน้า แต่คนเป็นหัวหน้าต้องเป็นคนรับผิดและชอบ ในความสำเร็จและล้มเลวขององค์กรเป็นคนแรก แน่นอนในระดับปฏิบัติงานต้องทำตามนโยบายให้สำเร็จ และคนปฏิบัติงานอย่างเราก็รับผิดเฉพาะในส่วนที่เป็นการปฏิบัติงานของเราเท่านั้น และแน่นอนหัวหน้าจะให้ความสำคัญกับคนปฏิบัติงานที่ทุ่มเทและสนองนโยบายของท่านเป็นสำคัญ

สำหรับข้อที่สอง อันนี้ผมบอกเลยว่า ผมมักจะไม่รื้อฟื้อหาตะเข็บอะไรอีกครับ ที่สำคัญผมไม่ชอบตอกย้ำความผิดพลาดของใคร และคนที่ทำงานผิดพลาดเขาก็ย่อมจะรู้ตัวของเขาเองอยู่แล้วว่า เขาผิด (อันนี้ยกเว้นบุคคลบางชนิดที่กระจกส่องสะท้อนไม่ทะลุครับ)

สิ่งที่ผมทำคือ ทบทวนความผิดพลาดเพื่อหาทางออก ซึ่งผมมักสื่อสารกับหัวหน้าในลักษณะของการพูดคุยปรึกษาหารือกันมากกว่า

สำหรับคำถามในข้อที่สาม คือ ในใจผมจะไม่สบายใจหากต้องให้ผู้ใหญ่มากล่าวคำว่ายอมรับผิดต่อหน้าลูกน้อง หรือต้องขอโทษลูกน้อง ในทางกลับกันผมก็ไม่ชอบที่จะให้ลูกน้องบังคับให้หัวหน้าหรือผู้ใหญ่ยอมรับผิดก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ไข

เหตุผลเพราะเราต้องทำงานร่วมอีกหลายเรื่อง หากเอาเรื่องความผิดพลาดนี้มาเป็นตัวหลัก แล้วง่ายอื่นๆ จะเดินหน้าต่อได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่จำเป็นต้องชี้แจงจากข้อสี่ครับ เพราะเหตุการณ์ในข้อสี่จะไม่เกิดกับผม เนื่องจาก

  • ผมได้นำเสนอแนวคิดของผมก่อนเริ่มทำงานใดๆ ไปแล้ว เพียงท่านไม่เห็นด้วย
  • ผมพยายามทำให้เป้าหมายที่ท่านปราถนาบรรลุผลแล้ว
  • ผมยอมรับในความผิดพลาดในส่วนการปฏิบัติงานของผมแล้ว
  • ดังนั้นที่เหลือก็สุดแล้วแต่ท่านจะพิจารณาครับ