จะต้องถือว่า เป็นความฝันที่เป็นจริงได้

 

เป็นเพราะอะไร

ก็ไม่ทราบ

(อาการของท็อป-ธีระพงษ์  พูลเกิด)          

     เด็กชายธีระพงษ์ พูลเกิด (ท็อป) เป็นลูกศิษย์ของผมอีกคนหนึ่งที่ติดสอยห้อยตามกันมาตลอดเกือบ 3 ปี  ดูท่าว่าเขาจะรักจริง ไม่มีมารยา ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะผมเจ็บ  มีใครบางคนที่มาตอกย้ำให้เราต้องเจ็บซ้ำซาก และต้องเก็บเอามาคิด คำว่า ไม่ทำแล้ว อย่าทำลาย อาจจะไม่เหมือนกับคำว่า มือไม่พาย อย่าเอาเท้าราน้ำ เพราะทั้ง 2 สำนวนให้ความรู้สึกเจ็บไม่เท่ากันโดยเฉพาะพวกที่กล้าพูด (ไม่จริง) อย่าง....ยังคงมีอยู่ครับ และพวกที่คิดเปรียบเทียบโดยนำเอาพฤติกรรมของลูกมาโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือโยงกับเพลงพื้นบ้าน เพื่อฉุดให้ตกลงมาต่ำยังมีครับ ถึงแม้ว่าจะมีน้อยแต่ผมก็ถือว่านั้นคือ กลุ่มคนที่มีส่วนทำลายเอกลักษณ์ของท้องถิ่น (ไม่ได้ตอบโต้เลยนะ)  

         แต่พ่อ แม่ของ ท็อป-ธีระพงษ์ เขาไม่คิดอย่างที่ผมเอ่ยถึงข้างบน ท่านกลับมีเวลาที่จะมาส่ง-มารับลูก ให้เวลาที่จะต้องอยู่ฝึกซ้อมจนเย็นค่ำ และในวันหยุด (คนเราคิดไม่เหมือนกัน) ผมคงไม่ยอมที่จะให้พ่อ แม่ของลูกศิษย์ต้องเสียเวลาฟรี ๆ เงินคือรายได้ของเด็ก ๆ ถึงแม้ว่าจะได้ไม่มาก แต่อนาคตข้างหน้า ยังมีสถาบันอุดมศึกษาอีกเป็นจำนวนมากที่เปิดช่องทาง รอรับนักศึกษาใหม่ที่มีความสามารถด้านศิลปะท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ครับ (ท็อป มีผลการเรียนระดับ 2.75-2.95) ขอเชิญทุกท่านร่วมรับรู้ความจริงจากเด็กโบราณของผม อีกคนหนึ่ง ที่มีความสามารถร้องเพลงลูกทุ่ง เพลงแหล่ เพลงพื้นบ้าน ทำขวัญนาคได้ดี

        

 ความรู้สึกในการสืบสานเพลงพื้นบ้าน 

เริ่มแรกเลยนะครับ ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้นปนระถมศึกษาที่โรงเรียนเก่าของผม  ผมไม่เคยรู้จักเพลงอีแซวเลย ผมไม่เคยคิดด้วยว่า จะมีเพลงอีแซวเสียด้วยซ้ำ มาจนกระทั่งผมเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนเก่า  ผมได้เข้ารับการอบรมปฏิบัติการเพลงพื้นบ้าน (เพลงอีแซว) เป็นเพราะ อาจารย์ชำเลือง มณีวงษ์ ได้เปิดโครงการสืบสานตำนานเพลงพื้นบ้านสู่สายเลือดสุพรรณ ขึ้นมา ณ โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 (ปี พ.ศ. 2547) ทั้งที่ผมนะไม่เคยรู้จักกับเพลงอีแซวมาก่อนเลย  จนเป็นเพราะอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน  ผมจึงมีความรัก มีความชอบในเพลงอีแซว

       จนกระทั่ง ผมได้เข้ามาเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา ที่ โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 (ปี พ.ศ. 2548) และมีวิชาหนี่งเป็นวิชาเลือกเพิ่มเติม  ให้นักเรียนเลือกเรียนตามความถนัดของตนเอง  ผมจึงเลือกวิชา ศิลปะกับภูมิปัญญาท้องถิ่น  พอผมได้ไปเข้าเรียน ผมจึงขออาจารย์ ขออยู่ในวงเพลงด้วย  อาจารย์ก็เลยให้ผมร้องเพลงอีแซวให้ฟัง  อาจารย์ก็ให้เนื้อเพลงอีแซวมาฝึกหัดร้อง แล้วอาจารย์ก็ฝึกเพลงอีแซวให้ผม  ผมดีใจมากที่อาจารย์ฝึกเพลงพื้นบ้านให้ผม ผมฝึกไปเรื่อย ๆ  และด้านการแสดงของผมก็พอใช้ได้  อาจารย์ให้ผมออกไปแสดงในงานต่าง ๆ  จนกระทั่งผมมีความสามารถ (เก่งขึ้น) ทางการแสดง อาจารย์จึงได้ให้ผมออกงานเรื่อย ๆ จนเคยชินเสียแล้ว เมื่อผมพอมีความสามารถด้านเพลงอีแซวแล้ว  อาจารย์ชำเลือง  มณีวงษ์ ก็ฝึกหัดเพลงพื้นบ้านอีกหลายชนิดให้ผม เช่น เพลงฉ่อย เพลงพวงมาลัย ลำตัด ลิเก เพลงแหล่ และทำขวัญนาค ท่านก็ฝึกให้ผมทุกอย่างจนกระทั่งผมร้องได้เล่นได้  ได้ออกงานทำการแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย

      ส่วนในวันที่จะมีการฝึกซ้อมนั้น  ถ้าเป็นวันที่เรียนหนังสือ ก็จะซ้อมหลังเลิกเรียน เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ส่วนในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็จะฝึกซ้อมกันตั้งแต่ เวลา 9.00-12.00 น. บางครั้งก็เลยเที่ยงไปอีก 

     

      ผมมีความภูมิใจและดีใจเป็นอย่างมากที่ได้มีโอกาสอยู่ในวงการเพลงพื้นบ้าน ถือว่าเป็นความฝันที่เป็นจริงได้ ที่ได้สืบสานเพลงพื้นบ้านต่อจากครูเพลงเก่า ๆ ซึ่งในปัจจุบันครูเพลงมีเหลืออยู่น้อยมาก  ผมจึงเป็นคนรุ่นลูกรุ่นหลาน ที่สืบสานเพลงพื้นบ้านนี้เอาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป ครับ 

      

                                         เด็กชายธีระพงษ์  พูลเกิด    

                                    นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6   

                                    วันที่   9  มิถุนายน  พ.ศ. 2550