เมื่อวานนี้กลุ่ม FACT (Freedom Against Censorship Thailand) ได้รณรงค์ต่อต้านการเซนเซอร์ที่หน้าห้างพันทิพย์พลาซ่า พร้อมทั้งแจก CD ซอฟต์แวร์ที่ใช้ดูเว็บไซต์ที่ถูกบล๊อกทั้งหลาย รวมทั้งสติกเกอร์และโปสเตอร์ด้วย

งานนี้ไม่ได้รับความสนใจจาก “สนธิ” ครับ ทั้งสอง “สนธิ” ครับ
สนธิ ลิ้มฯ ไม่สนใจ เพราะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการไปแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ สนธิ ลิ้มฯ ผู้อ่านกลอนสด “ลูกแกะหลงทาง” ประหนึ่งว่าเป็นสิ่งวิเศษจนถูกปิดรายการ เป็นเดือดเป็นแค้นเรื่องการปิดกั้นสื่อมวลชนหนักหนา
ผมเองจำได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ดูรายการในตอนนั้นและตกใจเมื่อ สนธิ ลิ้มฯ อ่านจบ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนอาจหาญอ่านสิ่งนี้ออกโทรทัศน์สดๆ
ตอนนั้นผมเดาว่าวันรุ่งขึ้นประชาชนคงรุมเล่นงาน สนธิ ลิ้มฯ จนไม่มีที่อยู่ในประเทศไทยแน่แล้ว เพราะ “วิธีการนำเสนอ” ของ “ลูกแกะหลงทาง” นั้น “บังอาจ” “เหิมเกริม” และ “แอบอ้าง” เหลือเกิน
แต่รูปการณ์กลายเป็นคนละเรื่องกันไปเฉย
นี่คือตัวอย่างของอิทธิพลสื่อมวลชน
สื่อมวลชนคือขั้วอำนาจที่ใหญ่มหาศาลในประเทศไทย
น่าตกใจที่คนไทยที่มีการศึกษาหลายคนยอมเป็นฐานอำนาจให้แก่เจ้าพ่อสื่อมวลชนได้อย่างไม่ละอายใจเพื่อเห็นแก่ชื่อเสียงที่ได้ออกโทรทัศน์เพียงไม่กี่ชั่วโมง
การบล๊อกเว็บอย่างขนานใหญ่ของรัฐบาลปัจจุบันนั้นไม่ได้รับความสนใจจาก สนธิ ลิ้มฯ เพราะประโยชน์ตกเป็นของตัวเอง ถือว่างานนี้โชคดีเป็นของฝั่งกลุ่ม “ผู้จัดการ” เพราะทำมาค้าขึ้นดีเหลือเกิน หลังจาก “ทักษิณ” ออกไปพ้นทางธุรกิจแล้ว
ส่วน “สนธิ” ประธาน คมช. นั้นก็ไม่ได้สนใจการรณรงค์ต่อต้านการเซนเซอร์เพราะคงเห็นว่าเป็นกลุ่มคนจำนวนเล็กๆ ไม่งั้นการรณรงค์คงไม่ได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะท่าน “สนธิ” นั้นเด็ดขาดอยู่แล้ว จับเป็นจับ ขังเป็นขัง
ท่านทุกท้ายที่ผมกล่าวถึงที่ไม่ได้แสดงความสนใจในเรื่องนี้คือท่าน “ราษฎรอาวุโส”
ท่านนี้น่าสนใจมาก เพราะตอนที่เครือมติชนที่ท่านเป็น “ดารา” อยู่ถูก take over นั้น ท่านเป็นเดือดเป็นร้อนมากถึงการครอบงำสื่อ การปิดกั้นสื่อ ฯลฯ และอีกเหตุผลร้อยแปดพันเก้าที่ท่านยกมาอย่างน่าเลื่อมใส
แต่กลายเป็นว่าในขณะที่ปัจจุบันท่านอยู่ดีมีสุขเหลือเกิน เพราะท่านได้ทั้งอำนาจทั้งชื่อเสียงจากผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เรื่องนี้น่าสนใจว่าท่านเปลี่ยนแปลงคำพูดจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างไรกัน ทั้งๆ อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยแล้ว
แล้วคนรุ่นหลังที่ไหนจะมาเคารพท่านละครับ
ผมว่าจะไม่เขียนบันทึกเรื่องการเมืองแล้วเชียว เพราะผมละเหี่ยใจกับพฤติกรรม double-standard ของผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ในประเทศไทยเหลือเกิน
ก่อนหน้านี้คิดว่าทำตัวธุระไม่ใช่ ผมสบายใจกว่าเยอะเลย
ก็ผมทำใจไปแล้วว่าประเทศไทยไม่ใช่ของผม
สังเกตว่าช่วงหลังๆ ผมไม่ค่อยเขียน เพราะเรื่องที่อยากเขียนก็เขียนไม่ได้ เลยพาลให้ไม่อยากเขียนเรื่องอื่นไปหมด
แต่วันนี้ผมเห็นรูปการรณรงค์ พอเห็นหน้าคุ้นๆ ของ ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล ที่ไปยืนต่อสู้เพื่อความถูกต้องทำให้ผมทนไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้มีส่วนช่วยด้วยการแสดงความเห็นบ้าง ผมคงนอนไม่หลับ
ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ถ้ามีการปิดกั้นข่าวสารเมื่อไหร่ ก็แสดงว่าประเทศไทยไม่ใช่เป็นของเราอีกต่อไป
อย่าปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นของกลุ่มศักดินาครับ
ท่านไหนที่เคยต่อต้าน “ทักษิณ” เพราะปิดกั้นข่าวสาร ท่านอยู่เฉยไม่ได้แล้วนะครับ อย่าปล่อยให้ลูกหลานประนามว่าไร้ศักดิ์ศรีเพราะมีพฤติกรรม double-standard
เพราะเหตุการณ์ที่รัฐบาลปัจจุบันทำนั้นมากกว่าสมัย “ทักษิณ” ที่ท่านต่อต้านเป็นพันๆ เท่า
แก่ตายในคุก ดีกว่าแก่ตายเพราะไร้ศักดิ์ศรี
ไม่ประนีประนอม! ไม่ยอมรับการเซ็นเซอร์!
ผมอยากให้เปิดเผยว่า block url ไหนบ้าง
อันนี้เป็นรูปที่ผมถ่ายมาครับ http://www.blognone.com/node/4894
คิดว่ารัฐบาลก็ยังคงใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือแทนที่จะให้ประชาชนเป็นผู้คิดกลั่นกรองข่าวสารและแสดงความเห็น กลับปิดกั้นสิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ตนต้องการ อาจจะอ้างว่าเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง แต่สงสัยว่าถ้าหากเรายังใช้วิธีนี้ ประชาชนจะเติบโตทางความคิดได้ยังไง เราจะใช้เหตุใช้ผลกันได้ยังไง ถ้าหากไม่เปิดโอกาสให้คนเสนอความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันได้
กลายเป็นว่าถ้าหากอยากรู้ข้อมูลรอบด้านของบ้านเรา ต้องไปอยู่ต่างประเทศ น่าเสียดายจริงๆที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารบ้านเมืองเรายังไปได้แค่นี้ค่ะ
ขอร่วมลงชื่อคัดค้านการเซ็นเซอร์ครั้งนี้ด้วยค่ะ
ยกมือเห็นด้วยค่ะ อาจารย์
http://burlight.blogspot.com/2007/06/blog-post_02.html
ข้อมูลจากalexaแล้ว ดูเหมือนว่าบล็อกเยอะพอๆกันนะครับ ตอนทักษิณขาลง กับ ตอนนี้
http://burlight.blogspot.com/2007/06/blog-post_02.html