วันที่ 8 มิถุนายน 2550
วันนี้เป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ ช่วงนี้ฝนตกเกือบทุกวัน หนักสลับเบา ฝนที่นี่เป็นฝนสะอาด ท้องถนนถึงแม้มีรถคับคั่ง แต่ยังไม่เคยเห็นคันไหนปล่อยควันดำปี๋เหมือน ขสมก.และรถสิบล้อบ้านเรา ต้นไม้ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้รู้สึกถึงความชุ่มชื่นชุ่มฉ่ำ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ตลอดสัปดาห์มานี้ผมออกจากโรงพยาบาลมืดเกือบทุกวัน ตั้งแต่วันพุธที่ต้องช่วยอาเธอ (เดี๋ยวนี้ไม่มีครูนำหน้าแล้ว เพราะเธอสนิทกับพวกผมเหมือนเพื่อน) ผ่าตัด เลิก 18.30 น. ความจริงก็แค่ 3 ราย แต่เจอ case ยากเข้าให้ ก็เลยยืดหน่อย จริงๆก็ไม่ค่อยยากนักในความเห็นผม เนื่องจากผู้ป่วยเป็น cervical myoma (เนื้องอกมดลูกที่อยู่ชิดปากมดลูก) ผมเจอมามากแล้ว สุกี้ก็เหมือนกัน เขาเจอมากกว่าผมอีก (อายุอานามก็ปาเข้าไป 42 แล้ว) แต่อาเธอเป็นหมอสิงคโปร์ ระบบการฝึกอบรมเขาอาจจะไม่เหมือนที่บ้านเรา ไม่สามารถจัดการได้อย่างคล่องแคล่วนัก จนกระทั้งสุกี้แค่เอานิ้วเขี่ยๆจนก้อนเนื้อมันหลุดออกจากเปลือกนั่นแหละ เล่นเอาอาเธอตื่นเต้นใหญ่ ผมกับสุกี้ก็แอบมองตากันแล้วส่งยิ้ม ก็มันไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่นา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> เมื่อนักศึกษาแพทย์ของสิงคโปร์ขึ้นปี 6 เราจะเรียกเขาว่า MO หรือ medicalofficer เขาก็จะเป็น extern แบบบ้านเรานั่นแหละ ทราบมาว่า ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์นั้นเขาไม่มีสิทธิ์จับคนไข้เลย จนเป็น MO ปีแรกจึงต้องฝึกงานจริงๆจัง และได้เงินเดือนด้วย แอบสืบทราบมาว่าราวๆ 2000 เหรียญ ถ้าขยันอยู่เวรหน่อยก็คืนละ 300 เหรียญ (ข้อมูลเหล่านี้ไม่กล้ายืนยันนะครับ) และเมื่อเป็น MO ปีสูงขึ้นไป ก็จะต้องหมุนเวียนไปอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ดูแลและตรวจคนไข้เองได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หากเขามีคนไข้พิเศษ เขาก็สามารถทำได้ หากมีการผ่าตัดก็แบ่งเงินกันไปกับ consultant เมื่อจบ MO ก็ราวๆ 3 ปี จึงเข้าสู่การเป็น registrar ก็จะเป็นการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น หมุนเวียนตามหน่วยต่างๆ ตอนนี้เงินเดือนก็ไต่ขึ้นมาอีกมากโข ราวๆเกือบ 10000 เหรียญแล้ว (ไม่กล้ายืนยันอีกแล้ว) อาเธอก็อยู่ในข่ายที่เพิ่งจบการเป็น registrar แล้วไปฝึกอบรมด้าน urogynaecology ที่อังกฤษกับศาสตราจารย์ Linda Cardozo จาก King’s College แต่ก็ได้ผ่าตัดไม่มาก อาศัยครูพักลักจำมา <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันพฤหัสบดี ก็ผ่าตัดตั้งแต่ 7.30 น. จนเลิก 6 โมงเย็น ส่วนวันนี้เลิก 20.00 น. เล่นเอาสะบักสะบอม แต่ก็น่าดีใจ ที่วันนี้ได้มีโอกาสผ่าตัดเองซักที รอมาตั้งเดือน (จริงเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนครูรอยก็ให้ทำแล้วเหมือนกัน อารามคิดถึงมีด จึงรู้สึกดีใจจนออกนอกหน้า) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> วันนี้ผมได้พบความจริงอีกข้อหนึ่ง หมอเจ้าของผู้ป่วยหรือผู้ช่วยแบบพวกเรา ต้องเขียนอะไรตั้งมากมาย อย่างที่บ้านเราไม่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการวินิจฉัย รหัส ICD 10 รหัสการผ่าตัด ระบุอย่างละเอียดยิบ แถมยังต้องไปเขียนสถิติการใช้ห้องผ่าตัดอีก ที่กล่าวมาทั้งหมด (ยกเว้น ICD 10) ที่บ้านเราพยาบาลเขียนทั้งนั้น อย่างหนึ่งที่ต่างกันนิดหน่อย คือ เมื่อผ่าตัดเสร็จ เขียนรายงานต่างๆเสร็จ หมอก็ออกจากห้องไปเลย หน้าที่การยกคนไข้ เข็นคนไข้ เป็นเรื่องของพยาบาล เมื่อผมอาสาเข้าไปช่วยยกเลยงงกันใหญ่ ว่าหมอมาช่วยทำไม เป็นงั้นๆไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ถามว่าทำไมหมอจึงต้องเขียนบันทึกและรายงานต่างๆเองทั้งหมด คำตอบก็คือ อันบันทึกต่างๆนั้น เป็นรายได้ของหมอน่ะสิ ถ้าเขียนว่าการผ่าตัดชนิดนี้แล้วใส่ code ผิดเอง เงินก็จะได้น้อยลง นี่คือสิ่งที่ consultant ของผมแต่ละคนจดบันทึกเองอย่างละเอียดยิบ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือ การผ่าตัดที่นี่ บางชนิดผมว่าทำมากเกินความจำเป็น ที่เห็นชัดเจนคือการทำ repair ผมกับสุกี้มีความเห็นตรงกันอย่างหนึ่งคือ คนไข้หลายรายช่องคลอดไม่ได้หลวมหรือหย่อนยานเลย แต่คุณครูก็ตัดสินใจซ่อมให้ง่ายเหลือเกิน จนวันนี้จึงได้รู้ว่า มันคือรายได้ครับ สุกี้บอกผมว่า เราจำแค่ทักษะและเทคนิคก็พอ อย่าคิดมาก มันก็ใช่ครับ ผมมาเรียน มาฝึกผ่าตัด ดู ดู ให้มาก ถ้าเป็นคนช่วยก็สังเกต มีครูอยู่ 3 คน (รวมอาเธอ) ก็ลอกแบบไป ถูกใจอย่างไหนก็เอาไปใช้ ถ้าเป็นคนผ่าเองก็ผ่าไป และที่ต้องจำอีกอย่างหนึ่งคือวันที่เราผ่าตัด หากเราอยู่ภายใต้การดูแลของครูคนไหน ต้องผ่าตามเทคนิคของครูท่านนั้น นั่นเป็นกฎที่แหกไม่ได้ (ยกเว้นครูมาช้า และเรารีบผ่าเร็วๆ) กระทั่งการสั่งยาก็ห้ามผิดแบบแผน ก็สนุกไปอีกแบบ (ฟังคนคิดบวกก็อาจจะสนุก ฟังคนคิดลบบ่นก็อาจจะเซ็ง) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> มาอยู่ที่สิงคโปร์นี่ผมยังมีความสามารถเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือการใช้ MSN <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> อยู่ที่หาดใหญ่ไม่เคยคิดจะใช้ มาที่นี่ เพื่อการประหยัด จึงเริ่มเรียนรู้ จึงได้มีโอกาสคุยกับคุณหมอบี คุยกับน้องสาวและหลานสาว และคุยกับเกี๊ยง (อ.เกรียงศักดิ์) ที่ตอนนี้อยู่ที่อังกฤษ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> รุ่นน้องผมคนนี้ไปเรียน embryology ที่มหาวิทยาลัย Nottingham เพิ่งไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนี่เอง รายนี้มีความพยายามมากเหลือเกินที่จะไปเรียนที่นี่ให้ได้ และก็สามารถสอบ TOEFLจนสำเร็จ ตอนนี้กำลังเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมก่อนเรียนจริง 2 เดือน บ่นกับผมใหญ่โต ว่าค่าใช้จ่ายสูงมาก ค่ากินค่าอยู่ตกสัปดาห์ละ 8-9000 บาท ก็แน่ล่ะ อังกฤษนี่นา จะเหมือนสิงคโปร์ไปได้อย่างไรเล่า <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> พรุ่งนี้ได้กลับบ้านแล้วครับ
อาจารย์ ลองใช้ skype หรือยังคะ บางที MSN ไม่ชัด ก็ ใช้ skype แทน เสียงชัดดีค่ะ
ลองดูคำอธิบายได้ ที่ บล็อก อขจิต ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอ...ธนพันธ์ ชูบุญ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ อ.
ว่าด้วย skype ผมก็ทราบมาพอเลาๆ (ที่เลาๆเพราะว่ารู้จัก แต่ไม่เคยลองดู) แต่สงสัยว่าคงจะยากในการปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะว่าคุณตัวเล็กที่ชื่อว่า "จ้า" นั้น เธออายุราว 1 ขวบ 8 เดือน เธอจะจิ้มปุ่มทุกอย่างที่เห็น เครื่องเสียงพังไปแล้ว 1 ภรรยาผมเลยไม่กล้าสเปิด computer บนบ้านเลยครับ สงสัยจะต้องลองตอนลูกหลับ แต่นั้นแหละ เมื่อลูกหลับ แม่ก็สลบพอดีครับ ขอบพระคุณจริงๆ
ครู
ครับ เป็นครูฝึกสอนนี่หมายความว่ามานอนให้ผมผ่าใช่ไหมครับ อยากจะบอกว่า ตอนนี้ผมรักษาเฉพาะของคนแก่เท่านั้น ซึ่งดูจากรูปแล้ว ครูอ้อยไม่อยู่ในข่ายนั้นเลยแม้แต่น้อยขอรับ