เราจะมาจัดการความรู้ที่มีกันอยู่นี้อย่างไร . . .จะต้องทำอะไรจึงจะเกิดการผ่องถ่าย ต่อยอดความรู้จากกันและกัน . . .จะต้องทำอย่างไรคนในหน่วยงานของท่านจึงจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และใช้ความรู้นั้นไปทำประโยชน์ให้กับหน่วยงาน

        หากผมต้องไปบรรยายเรื่องการจัดการความรู้ ผมมักจะเริ่มการบรรยายด้วยคำพูดที่ว่า. . . . . . .

การสัมมนาหรือการฝึกอบรมส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นบนฐานความคิดที่ว่า ท่าน (ผู้ฟัง) ขาดความรู้ด้านนั้นด้านนี้ และนี่คือเหตุผลที่ผู้จัดเชิญวิทยากรมาเพื่อจะได้ถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับท่าน. . . แต่ในเรื่องการจัดการความรู้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้คือผู้ที่มีความรู้ ประเด็นจึงอยู่แต่เพียงว่า เราจะมาจัดการความรู้ที่มีกันอยู่นี้อย่างไร . . .จะต้องทำอะไรจึงจะเกิดการผ่องถ่าย ต่อยอดความรู้จากกันและกัน . . .จะต้องทำอย่างไรคนในหน่วยงานของท่านจึงจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และใช้ความรู้นั้นไปทำประโยชน์ให้กับหน่วยงาน เช่น ทำให้บริการได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นี่แหละครับหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าการจัดการความรู้. . . .” 

        ที่ผมต้องเกริ่นนำทำนองนี้ ก็เพื่อที่จะให้ผู้ฟังได้วาง Position (ตำแหน่งแห่งที่) ของตัวเองได้อย่างถูกต้องก่อน เป็นการเริ่มต้นด้วยความเท่าเทียม  อย่างกัลยาณมิตร ไม่ใช่อย่างศิษย์กับครู ผู้ฟังจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าวิทยากร เป็นการเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้โดยที่ตัวผู้เรียนนั้นเกิดความมั่นใจและมีความสุข