หากผมต้องไปบรรยายเรื่องการจัดการความรู้ ผมมักจะเริ่มการบรรยายด้วยคำพูดที่ว่า. . . . . . .
“การสัมมนาหรือการฝึกอบรมส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นบนฐานความคิดที่ว่า ท่าน (ผู้ฟัง) ขาดความรู้ด้านนั้นด้านนี้ และนี่คือเหตุผลที่ผู้จัดเชิญวิทยากรมาเพื่อจะได้ถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับท่าน. . . แต่ในเรื่องการจัดการความรู้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้คือผู้ที่มีความรู้ ประเด็นจึงอยู่แต่เพียงว่า เราจะมาจัดการความรู้ที่มีกันอยู่นี้อย่างไร . . .จะต้องทำอะไรจึงจะเกิดการผ่องถ่าย ต่อยอดความรู้จากกันและกัน . . .จะต้องทำอย่างไรคนในหน่วยงานของท่านจึงจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน และใช้ความรู้นั้นไปทำประโยชน์ให้กับหน่วยงาน เช่น ทำให้บริการได้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นี่แหละครับหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าการจัดการความรู้. . . .”
ที่ผมต้องเกริ่นนำทำนองนี้ ก็เพื่อที่จะให้ผู้ฟังได้วาง Position (ตำแหน่งแห่งที่) ของตัวเองได้อย่างถูกต้องก่อน เป็นการเริ่มต้นด้วยความเท่าเทียม อย่างกัลยาณมิตร ไม่ใช่อย่างศิษย์กับครู ผู้ฟังจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าวิทยากร เป็นการเริ่มต้นกระบวนการเรียนรู้โดยที่ตัวผู้เรียนนั้นเกิดความมั่นใจและมีความสุข
ขอบคุณมากนะครับ ผมอ่านบล็อกแล้วใคร่ครวญหลายรอบ นับได้ว่าเป็นประโยชน์มากเลยครับ ผมเองจะจดจำไว้เวลาสอนนักเรียนนักศึกษานะครับ เพื่อให้ประสบความสำเร็จกว่าที่เคย และผู้ฟังมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นครับ
ขอบคุณครับ
รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ประกายแววตาที่สดใส บรรยากาศของชั้นเรียนที่สว่างและมีพลังของการเรียนรู้ ผู้สอนหรือผู้บรรยายสามารถสัมผัสได้ด้วยความรู้สึกของตนเอง ดิฉันจะตรึกตรองและทบทวนภาพเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอเพื่อการเรียนรู้และหาเทคนิควิธีต่างๆ ที่จะทำให้ผู้เรียน / ผู้ฟังมีความสุขและเห็นว่า “ไม่ยากที่จะเรียนรู้ และลองทำ” (จริงๆ เค้าทำอยู่แล้ว เราเพียงชี้ให้เห็นเด่นชัดขึ้นและยกระดับการเรียนรู้ให้เพิ่มขึ้นเท่านั้นเองค่ะ)
เรียน อ.ดร.ประพนธ์ค่ะ
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.ประพนธ์ ที่นับถือ วันนี้ (9 มิ.ย.2550)ได้เข้ารับฟังการบรรยายของท่านอาจารย์ ที่ โรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์ ตราด ผมและผู้เข้ารับการอบรมหลายท่าน มีความรู้สึกว่ามันสบายๆเป็นกันเองครับ ไม่รู้สึกว่ามีวิทยากรมาบรรยาย ความรู้สึกจริงๆ เหมือนตอนสมัยเรียนแล้วไปฟังเพื่อนออกไปรายงานมากกว่าครับ
ดีใจที่ท่าน small man รู้สึกอย่างนั้น ผมพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ออกมาเป็นวิชาการเกินไป และต้องการจะพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นำ KM ไปใช้กันได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้ผู้บริหารสั่ง ....แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าจะเป็นไปได้ไหม?
เรียน ท่าน อาจารย์ ดร. ประพนธ์ ที่นับถือ ในเรื่องของ KM ในองค์กร ตามความคิดเห็นส่วนตัวและตามประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมว่าเกิดขึ้นได้นะครับในองค์กรที่ผู้บริหาร "ใจกว้าง" ถ้าผู้บริหารใจกว้างก็จะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ซึ่งก็มีหลายองค์กรครับ แต่บางองค์กรที่ผู้บริหารใจไม่กว้างและอัตตาสูง บุคลากรก็จะทำตามคำสั่งอย่างเดียวครับ ใครเห็นไม่ตรงกับผู้บริหาร หรือแสดงความคิดเห็นมาก ก็จะเป็นพิษเป็นภัยครับ แล้วก็มีอีกประโยคครับที่บุคลากรมักชอบพูดกัน คือ จริงใจ ตายลูกเดียว (หมายความว่าใครที่จริงใจในงาน คิดอย่างไร พูดอย่างนั้น ก็คงตายแน่นอนครับ) ผมว่าคงต้องหาแนวร่วมหน่วยงานที่ผู้บริหารใจกว้างครับ ถึงจะพอมีแนวทางนำ KM ไปใช้ได้..ขอบคุณครับ
เรียน ท่าน อาจารย์ ดร.ประพนธ์ ที่นับถือ เรื่องของ KM ในองค์กร โดยเฉพาะองค์กรราชการ ตามความคิดเห็นส่วนตัวและตามประสบการณ์ ผมว่าเกิดขึ้นได้นะครับในองค์กรที่ผู้บริหารใจกว้าง แต่ในองค์กรที่ผู้บริหารใจแคบและอัตตาสูง ก็ยากที่จะเกิดครับ ผมว่าน่าจะหาแนวร่วมในองค์กรที่ผู้บริหารใจกว้างนะครับ นำประสบการณ์และผลสำเร็จของ KM มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ในส่วนของผมเอง ก็เพิ่งเริ่มทำครับ ยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูกอยู่ครับ
ขอโทษด้วยครับ ที่ส่งมา 2 บันทึก คือ คิดว่าบันทึกแรกส่งมาไม่ได้ เลยเขียนบันทึกส่งมาใหม่ ทั้ง 2 บันทึก เป็นความคิดเห็นเดียวกันครับ
ขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงคะที่ย้ำเตือนให้เข้าใจถึงแก่นหรือหัวใจสำคัญของการจัดการความรู้...และจะนำไปปรับใช้นะคะ...ขอบคุณคะ
ปัจจัยใด ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี คับ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
มั่นใจและเรียนรู้อย่างมีความสุขค่ะ
^_^
ที่คุณมะปรางถามว่า "ปัจจัยใด ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี" . . . ตาม "ความเห็น" ของผมคิดว่า ต้องเริ่มจาก "ใจที่ใฝ่เรียนรู้" เป็นอันดับแรกครับ คือต้องอยากเรียนรู้เรื่องนั้น ต้องมี Passion หรือ "ฉันทะ" ในเรื่องนั้นๆ ก่อน สำหรับผมอย่างอื่นเป็นเรื่องรองครับ แต่ก็คงต้องมีปัจจัยอื่นๆ ตามมา
แจ่มมากครับ