สวัสดีครับทุกท่าน
สบายดีกันทุกคนไหมครับ ช่วงนี้ถกกันเรื่องการศึกษาบ่อยๆ นะครับ มีโอกาสลองคิดและวิจารณากันนะครับ ว่าการศึกษาสำคัญกับประเทศไทย อย่างไร แค่ไหน ผมคิดว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ที่อยู่ในแผนหนึ่งในการพัฒนาชาติและประเทศ และได้มีโอกาสคิดถึงจาก คำว่าประเทศไทย มองลงมาแล้วไปหาว่า การศึกษาอยู่ตรงไหนในแผนพัฒนาประเทศ ผมได้มีโอกาสคุยกับพี่แสงเทียน (http://gotoknow.org/blog/sangtien/96697) และทีมงาน ได้ลองมาถกกันเรื่องการศึกษา แล้วได้ต่อยอดออกมาเป็นภาพดังต่อไปนี้ มองจากประเทศไทยลงมาเลยนะครับ
สำหรับประเทศไทยเราตอนนี้ เรามีแผนเดียวคือ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ใช่ไหมครับ ซึ่งรวมทุกอย่างเอาไว้ในนั้น โดยมีสภาพัฒน์ เป็นผู้กำหนดแนวทางเดินของประเทศไทย
ผมเลยคิดว่า จะมีความเป็นไปได้ไหม ที่จะมีการแบ่งแยกในการพัฒนาให้ชัดเจนโดยมีสภาย่อยในแต่ละส่วนในการคิดวางแผนในนั้น ย่อยๆ ลงไป โดยไม่ต้องคิดทุกอย่างรวมๆ เป็นแผนเดียว
จากตัวอย่างด้านบนสิ่งที่ผมมอง มีดังต่อไปนี้คือ
-
ศาสนาควรจะมีการแยกออกไปเป็นส่วนหนึ่งที่ชัดเจน โดยมีแผนในการพัฒนาของตัวเอง เช่น แผนพัฒนาจิตใจแห่งชาติ แผนพัฒนาบุคลากรและศาสนสถาน และอื่นๆ โดยที่ศาสนาไม่ควรจะมาอยู่ภายใต้การปกครองของการเมือง โดยอาจจะมีการจัดสรรงบประมาณให้ไปเลยตามอัตราส่วนตามความจำเป็นต่อการพัฒนาไปเลยครับ
-
กระจายแผนต่างๆ ออกมาให้ชัดเจนออกมาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เดิมที่มี เป็น
แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
แผนพัฒนาสังคมแห่งชาติ
แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ
แผนพัฒนาการเมืองแห่งชาติ
และแผนอื่นๆ ที่จำเป็น -
สำหรับในส่วนการศึกษานั้น ก็จะได้มาวางแผนกันให้ชัดเจนไปเลยครับว่า มาเป็นแนวทางตาม แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 1. กำหนดกันไปเลยว่า จะกี่ปี 5 ปี หรือว่ากี่ปีนะครับ ก็วางแผนไปครับ และแผนอื่นๆ ก็เช่นกันครับ
-
เรื่องการจัดสรรงบประมาณ ก็จัดการจัดสรรตามอัตราส่วน แล้วให้แต่ละฝ่ายมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนส่งเสริมตามที่จำเป็นไปเลยครับ ซึ่งตรงนี้ก็คงต้องถกและพูดคุยกันต่อไปครับ

น่าสนใจมากครับ
การพัฒนาการศึกษาน่าจะเป็นประเด็นหลักในการพัฒนา ทำให้ก่อเกิดความสมดุลย์ในภาคต่างๆ
ผมยังมีความรู้สึกว่า ทำไมความสนใจในการศึกษาได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจน้อยมาก
พวกเราลองไปพิจรณาดูครับ ทุกยุคทุกสมัย การพัฒนาการศึกษาจะไปอยู่อันดับท้ายๆ
ขอบคุณครับ
ฟิวส์ขาดแล้วครับ ท่าน
สวัสดีครับพี่บ่าว
สวัสดีครับพี่แพนด้าผู้น่ารัก
อาจารย์เม้งครับ
ก่อนอื่นผมว่า เราต้องทำวิสัยทัศน์ ( วิชั่น ) ของประเทศไทยก่อนนะครับ
จากนั้นทำ พันธกิจ ( มิชชั่น ) แล้วก็ เป้าประสงค์ ( โกล ) ทำวัตถุประสงค์ ( ออบเจ็คทีป )
แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ต้องวิเคราะห์ประเทศไทยโดยหลักการต่าง ๆ เช่น บาลานซ์สกอการ์ด ซิสเต็มแอนาไลซ์สีส ฯลฯ
พวกนี้ล้วนเป็นขั้นตอนและ กระบวนการที่สอนผมอยู่ตลอดเวลาครับ
ผมเคยถามผู้คนที่อยู่ในชุมชน ศรีษะอโศก เครือของ สันติอโสก ผมถามเขาว่าที่นี่มีการวางแผนการพัฒนาและการรองรับการเติบโตของสังคมไว้หรือไม่ ตามประสานักวางแผนด้านสุขภาพ แต่เขาบอกว่าไม่ เราไม่วางแผน เราไม่กังวลกับอนาคต เราทำตามเหตุและผล ทำเอาผมอึ้ง อึ้ง ไปเลย
อาจารย์ครับ แต่ผมว่าเรากำหนดวิสัยทัศน์ก่อนก็ดีนะครับจะได้เห็นทิศทาง ภาพฝัน เข็มมุ่งของคนไทย ไง ๆ เราต้องวางแผน ตามเหตุและผลนั้นก็เป็นอีกรูปแบบที่ต้องประมวลการใช้ในแผน
ผมเคยกำหนดวิสัยทัศน์กันในหน่วยงาน โดยให้แต่ละคนหาคำหรือประโยคที่น่าจะใช้เป็นจุดมุ่งหมายขององค์กร หรือความตั้งใจขององค์กร คล้าย ๆ อุดมการณ์ขององค์กรเหมือนกัน
สำหรับประเทศไทย ผมของคำนึงเป็น คีย์เวอร์ดสำหรับวิสัยทัศน์ประเทศ
" วัฒนธรรมล้ำค่า" ท่าน อื่น ๆ ช่วยหน่อยครับ อาจารย์ว่าไงครับ
ผมเป็นคนสำคัญ เพราะมีคนร้องไห้แน่หากไม่มีผม
ผมเป็นคนดัง เพราะ มีคนเกิน หนึ่งร้อยคนที่รู้จักผม
ผมเป็นคนรวย เพราะ ผมรู้สึกกินได้อิ่มเท่า ๆ กับทุกคน
ผมเป็นคนบ้า เพราะเริ่มมีคนว่าผมบ้า มากขึ้นเรื่อย ๆ
หะหะหะ ล้อเล่นด้วยครับอาจารย์อย่าโกรธผมนะ
สวัสดีครับคุณมิตร
สวัสดีค่ะคุณเม้ง
เข้ามายิ้มๆกับแผนพัฒนาชาติไทย..และตั้งคำถามค่ะ ( ขอความกระจ่าง )
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เคยทำๆกันมา ( จนจะเข้าไปแผน ฯ 10 แล้วเนี่ย ) ขาดอะไร ? มีสิ่งใดที่ไม่ครอบคลุม ?
แผนพัฒนาเศรษฐิกจและสังคมแห่งชาติเค้าใช้เวลา 5 ปี / แผน..แล้วแผนพัฒนาชาติไทยล่ะคะ จะใช้เวลาเท่าไหร่ / 1 แผน ?..
.............................................................
แผนหนึ่งปี ไม่มีอะไรดีกว่าปลูกธัญพืช..
แผนสิบปี ไม่มีอะไรดีไปกว่าปลูกต้นไม้ผล
แผนตลอดชีวิต ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างคน
เพราะ...
ปลูกหนึ่งครั้งเก็บเกี่ยวได้หนึ่งครั้งคือธัญพืช...
ปลูกหนึ่งครั้งเก็บเกี่ยวได้สิบครั้งคือต้นไม้ผล ..
และ ปลูกหนึ่งครั้งได้ประโยชน์เกินร้อยครั้งคือ " สร้างคน "...
.............................................................................
การศึกษาจะให้เห็นผลทันตาเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าคงไม่ได้ เพราะการศึกษาเป็นการฝึกฝน เพื่อพัฒนาตนเองต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนาน...ประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายจึงล้วนให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อสร้างคนด้วยกันทั้งนั้น...แต่เท่าที่ดู " ไทย " ยังไม่ให้ความสำคัญเท่าไหร่ อย่างนี้จะถือว่าเรา " เจริญ " แล้วหรือยังคะ ?
เข้ามาปั่นเม้นต์ค่ะ ( แหย่เล่าฮูให้ฟิวส์ขาดใหม่ด้วย ^ ^ )
สวัสดีครับคุณเบิร์ด
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่เคยทำๆกันมา ( จนจะเข้าไปแผน ฯ 10 แล้วเนี่ย ) ขาดอะไร ? มีสิ่งใดที่ไม่ครอบคลุม ?
แผนพัฒนาเศรษฐิกจและสังคมแห่งชาติเค้าใช้เวลา 5 ปี / แผน..แล้วแผนพัฒนาชาติไทยล่ะคะ จะใช้เวลาเท่าไหร่ / 1 แผน ?..
.............................................................
แผนหนึ่งปี ไม่มีอะไรดีกว่าปลูกธัญพืช..
แผนสิบปี ไม่มีอะไรดีไปกว่าปลูกต้นไม้ผล
แผนตลอดชีวิต ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างคน
เพราะ...
ปลูกหนึ่งครั้งเก็บเกี่ยวได้หนึ่งครั้งคือธัญพืช...
ปลูกหนึ่งครั้งเก็บเกี่ยวได้สิบครั้งคือต้นไม้ผล ..
และ ปลูกหนึ่งครั้งได้ประโยชน์เกินร้อยครั้งคือ " สร้างคน "...
.............................................................................
สวัสดีครับท่านๆ <table border="0" width="100%" class="plain"><tbody><tr class="plain">
</tr></tbody></table><p>มาฟิวส์เม้นต์ครับ</p><p>อารมณ์เสียจะต้องเป็นพักๆ ไปใช้บ่อยๆเดี๋ยวไม่ขลังตามหลักวิชาการจิตวิทยา</p><p>สภาพัฒน์ วางแผนพัฒนาไม่ใช่ไม่ได้ผล ที่ไม่ได้ผลคือกลไกที่นำไปซึ่งการปฏิบัติการเพื่อให้ได้ผล</p><p>กลไกที่ว่านี้ คือฝ่ายบริหาร คือรัฐบาล และก็คือ นักการเมือง</p><p>เส้นทางที่นักการเมืองเข้าสู่การบริหาร เพื่อที่จะปฏิบัติการเพื่อให้ได้ผลตามแผนพัฒนาฯ</p><p>ฐานความรู้ ปัญญา การรับรู้ รวม วิธีคิด ของนักการเมือง เป็นไง</p><p>ถึงตอนนี้เราก็จะพอรู้ว่าทำไม ทำไม</p><ul>
</ul><p> </p>
ขออีกที
อย่างนี้ดีไหม ถ้าไม่ดีเพราะอะไร
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะเล่าฮู
แล้วใครมีอำนาจสั่งการล่ะคะ ?..เท่าเห็นก็ดูจะ " สั่งการ " ไม่เป็นกันทั้งนั้น เอ ! หรือเป็นแต่ไม่สามารถสั่งการที่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติได้
เอาอีกค่ะเล่าฮู
สวัสดีครับคุณเบิร์ดและคุณพี่เหลี่ยง
สงสัยจะเหนื่อยแน่เรา
พี่เหลียงเคยจับปลาไหลใช่ไหมครับ
หากพี่จะจับปลาไหล โดยพรุ่งนี้เราวางแผนจะไปจับปลาไหล เราต้องวางแผนอย่างไรครับ
แล้วหากเจอปลาไหล เราจะจับตรงไหนของปลาไหลครับ ถึงจะจับได้
หากจับผิด เราก็เหนื่อย
หากจับถูกจุด เราก็สบายครับ
อยู่ที่ว่าเราจะจับที่เหตุหรือปลายเหตุของปัญหา
ผมแตกปลายต้องบำรุงตรงไหนครับ หากต้องไปเล็มปลายผม เราต้องเล็มกันกีปีครับ....
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะคุณเม้งและเล่าฮู
เสริฟน้ำเย็นๆให้ก่อนค่ะ...เอาน้ำชากุหลาบเย็นๆกับชิฟฟอนเค้กส้มนะคะ
เรามาดูกัน...เบิร์ดมองว่าแผน ฯ คือแนวทางการปฏิบัติ ไม่ใช่ " ผล " ของการปฏิบัติ..โดยเฉพาะแผนฯที่เป็นภาพรวมของประเทศจะเป็นแผนกว้างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเท่านั้น...ส่วนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีแผนย่อยๆรองรับลงไปเพื่อเข้าสู่การขับเคลื่อนที่แท้จริง มีหน่วยงานไหนบ้างที่ทำวิสัยทัศน์ และมีแผน ฯ รองรับอย่างชัดเจน ?...ขนาด ก.ศึกษา ฯ วิสัยทัศน์กระทรวงคืออะไรคะ ? และมีแผน ฯ ในการปฏิบัติแค่ไหน ? รวมทั้งสำนักเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆทั่วประเทศมีแผนปฏิบัติอย่างไร ?...ลงไปถึง รร.ในพื้นที่เลย...
ซึ่งหน่วยงานหรือคนที่จะทำแผนย่อยๆเหล่านี้ต้องลงรายละเอียดเพื่อที่จะสามารถวัดผลได้ ยิ่งองค์กรเล็กเท่าไหร่แผนปฏิบัติต้องชัดและสามารถปฏิบัติได้...มีใครทำแผนแม่บทชุมชนบ้าง ?...มีแต่แผนสำเร็จรูปที่ได้จากอำเภอ ก็อปไฟล์กันมาแล้วสิ่งไหนคือความต้องการของประชาชน ?
ที่เล่าฮูบอกว่า " สภาองค์กรชุมชน " ..เบิร์ดขอคำอธิบายค่ะว่ามีสิ่งใดแตกต่างจากประชาคมหมู่บ้าน ? และถ้าไม่มีอำนาจใดๆตั้งขึ้นมาทำไม ? ถ้าเพื่อรวบรวมความเห็นแล้วส่งต่อใช้ไปรษณีย์ก็ได้มั้งคะ ไม่เห็นต้องมีสภาเลย...อรรถาธิบายหน่อยค่ะเล่าฮู ^ ^
สวัสดีดี๋ดี
ท่านผู้รู้ ท่านผู้แก่กล้า ท่านผู้มีวิสัยทัศน์ ท่านผู้มีความรัก ท่านผู้มีจิตศรัทธา และท่าน........................จิตวิทยา
บางครั้งคนเรามองปัญหา การแก้ปัญหา จะใช้มาตรฐานเดียวกันไม่ได้ แม้แต่การดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องคล้ายๆกันก็ยังไม่ได้
ปัญหาชุมชน การแก้ปัญหาชุมชน การยกระดับการรับรู้ของชุมชน วันเวลาผ่านไป ปัญหาก็เปลี่ยนไป
จำได้ไหมว่า ที่คุณพูดถึงประชาคมหมู่บ้าน ลองย้อนหลังถึง เมื่อตะก่อน ไม่มี อบต. อบจ. ปัญหาชุมชนเป็นอย่างไร
วันเวลาเปลี่ยนไป การเคลื่อนไหวทางสังคมเปลี่ยนไป การค่อยเป็นค่อยไป ในชุมชนได้แปรเปลี่ยนสู่การเมืองที่ซับซ้อนขึ้น การได้มาของ อบต. อบจ. กับอำนาจการปกครอง การใช้งบประมาณ การรักษาผลประโยชน์ถูกโยกย้ายถ่ายเท จากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่ง การมองปัญหาก็ได้เปลี่ยนแปลงไป การใช้ผลประโยชน์ในชุมชน จากเป็นลักษณะของประชาคมได้แปรเปลี่ยนสู่อำนาจของการปกครอง
การพัฒนาต่างๆของสังคมเมืองกับสังคมชนบท ได้เชื่อมโยงกัน การพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจชุมชนกำลังไปสู่เศรษฐกิจทุน
อำนาจชี้เป็นชี้ตายกำลังเข้าสู่ระบบ
สภาชุมชน ทำไมน่าจะช่วยได้
บางครั้งเหมือนกับว่าไม่มีอำนาจ ก็ไม่น่าเป็นไปได้ในการนี้
การไปสู่อำนาจของ อบต.อบจ. เป็นยังไง
การเข้าร่วม สภาชุมชน เป็นอย่างไร
เส้นทางเดิน จุดมุ่งหมายต่างกัน เป้าหมายต่างกัน
ปราชญ์ชาวบ้านพอใจในสภาชุมชน
ปราชญ์ชาวบ้านไม่ต้องการแหล่งอำนาจ เส้นทางอำนาจ ไม่ต้องการการเลือกตั้งสู่กองผลประโยชน์
การวางนโยบายความต้องการในชุมชน เป็นสภาพัฒน์น้อยๆ พร้อมกับ วางแนวการพัฒนาชุมชนอย่างมีแบบแผน ความต้องการ 1 , 2, 3, 4 ไม่มีอำนาจสั่งการแต่มีอำนาจตรวจสอบ
ไม่ต้องการสร้างแต่ถนน สร้างที่ทำการหรูๆ ติดแอร์เยอะๆ แต่ต้องการสร้างโรงเรียน ต้องการสร้างห้องสมุด
ผลที่ตามมา การเลือกตั้งครั้งต่อๆไปมีผลแน่นนอน
การมีสภาชุมชนอย่างมีกฏหมายรองรับ ถึงแม้จะไม่ได้ผลเด่นชัดแต่มีผลต่อการพัฒนาการรับรู้ ปัญญาให้แก่ชุมชน ติดอาวุธทางปัญญา
กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆทาง การเมืองก่อป้ญหามากมาย แต่การพัฒนาการทางการเมืองภาคประชาชน และชุมชนจะต้องพัฒนาไป ไม่ใช่อันไหนดีหรือไม่ดีกว่ากัน แต่พัฒนาการการรับรู้และกระบวนการแก้ปัญหาจะต้องตามให้ทัน
ขอบคุ๊ณ ขอบคุณ ข้าผู้น้อยมิบังอาจ
ดื่มน้ำชาสักจอกเป็นไง ..............น้อรก.................
สวัสดีค่ะเล่าฮูแพนด้า
เอาน้ำชามาคารวะ แถมกอดอีกที..เพราะจะถามต่อค่ะ
เบิร์ดชอบคำว่า " อำนาจตรวจสอบของสภาประชาชน "..
ตามร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังเสนอกันอยู่ในขณะนี้ สภาประชาชนมีเงินเดือนให้มั้ยคะ ถ้ามีเงินเดือนมาจากไหน ? และจำนวนสมาชิกเท่าไหร่ ? เลือกอย่างไร ? แล้วชนกลุ่มน้อยล่ะคะจะมีสภานี้ได้มั้ย ?
ขยายความอีกค่ะเล่าฮู..
ไว้ติดตามตอนต่อไป
น้อรก ............................ชื่นใจ......................
ไม่ได้เข้ามาบันทึกนี้นานแล้ว แหมออกรส ๆ
ผมเห็นด้วยกับ สภาองค์กรชุมชน หรือถ้า อ.ประเวศเสนอว่าให้เป็น สภาผู้นำชุมชน ก็คงชัดเจนขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องตีความว่าองค์กร คำว่าผู้นำชัดเจนกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำทางการแต่งตั้ง เลือกตั้ง แต่ผู้นำทางธรรมชาติ หรือผู้ที่ประชาชนทัวไปให้ความเคารพเช่น ไวยาวัจกรในวัดก็น่าจะใช่
การเมืองภาคประชาชนอย่างไรเสียก็ต้องเกิด เพื่อ
1. สร้างระบบอำนาจที่สมดุลให้ได้ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เห็นมั้ยครับมันสามเศร้า มันเศร้าครับ ระบบการปกครองประชาธิปไตยพวกนักเลือกตั้งอ้างว่าเป็นอำนาจตัวแทนคือการเลือกตั้ง แต่ปัญหาคือการผูกขาดตามมา ยิ่งในสังคมที่ระบบตรวจสอบอ่อนแอด้วยแล้ว ก็เป็นใบ้ เป็นง่อยกันไปหมด คราวนี้เราจะไปหาช่องทางไหนที่จะดูแลผลประโยชน์เรา ประเทศเรานอกจาก สส.ไม่กี่คนนั่น
มีสภาที่มาจากภาคประชาชน แม้ไม่ใช่อำนาจในระบบโดยตรง หรอกครับเพราะโดนตัดข้อความที่เป็นอำนาจของสภานี้ออกหมดแล้ว แต่อำนาจความคิดเห็น กับอำนาจความถูกต้อง ( เชื่อว่าในสภาที่ไร้ผลประโยชน์คงมีคนเสียสละซะส่วนใหญ่ ) ของประชาชน ก็จะช่วยให้สังคมมีทางออกได้ครับ
2. สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบก้าวกระโดดและเป็นรูปธรรม ตรงนี้ผมว่าก็ดีกว่าการไปสังกัดพรรคการเมืองได้บัตรมา แล้วก็ได้ค่าจ้างเวลาต้องการมวลชนจัดตั้ง
3. สร้างเครือข่ายความรู้ทางการเมืองการปกครองและความรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย รวมทั้งการศึกษา วัฒนธรรม เพราะว่าเนื้อหาเรื่องราวในสภานี้ถกกันได้ครอบคลุมทั้งหมดครับ แม้ว่าข้อสรุปจะไปบังคับสั่งการอะไรได้ แต่ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนจะถ่ายทอดออกมาได้
ปัจจุบันแม้มีประชาคมหมู่บ้านแต่ก็ถูกเคลื่อนโดยระบบราชการสุดท้ายกลายเป็นเครื่องมือซักฟอกผู้บริหารให้ตัวเองสะอาด เป็นข้ออ้างความชอบธรรมโดยมีลายเซนต์กับบันทึกการประชุม ประชาชนในประชาคมไม่กล้าพูดเสียงดังมากเต็มที่นักครับเพราะไม่มีเอกสิทธิคุ้มครองใด ๆ
4. เป็นการจัดการเครือข่ายภาคประชาชนต่าง ๆ ครับ เพราะทุกวันนี้มั่วมากๆ ครับ นั่นก็องค์กรนี่ก็องค์กร ถูกกฎหมายบ้างไม่ถูกบ้างนึกตั้งกันเอาเองก็มี
ต่อไปองค์กรภาคประชาชนต่าง ๆ จะมีระบบการตรวจสอบกันเองและเปิดเผยมากขึ้น
เมื่อ จ. 11 มิ.ย. 2550 @ 14:21 จาก 222.123.212.77 ลบ [289191]
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
เกี่ยวเนื่องมาจาก blog ของคุณภีม ที่ได้เกริ่นนำในเรื่องนี้ไปแล้ว จึงขอนำเสนอในส่วนของเนื้อหาของ พรบ. นี้กันเลยนะคะ เนื้อหาของ พรบ.ฉบับนี้ได้แบ่งหมวดไว้ 4 หมวด คือ หมวด 1 สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นตำบล หมวด 2 สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นจังหวัด หมวด 3 สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นแห่งชาติ หมวด 4 สำนักงานสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นแห่งชาติ ขอนำเสนอเนื้อหาสาระของ ร่าง พรบ. เป็นหมวด ทั้ง 4 หมวด แบ่งเป็นตอนทั้งหมด 4 ตอน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายในเนื้อหาสาระ(ที่ค่อนข้างเป็นวิชาการ) ท่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านได้ทั้ง 4 ตอนคะ
วันนี้มาเริ่มตอนแรกกันเลย คือ หมวด 1 ว่าด้วยเรื่อง สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นตำบล ประกอบไปด้วยมาตรา ๕ ถึง มาตรา ๒๐ เนื้อหาใจความหลัก กำหนดให้ในตำบลหนึ่ง มีสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น 1 สภา ต้องมีผู้เข้าร่วมจากหมู่บ้านในตำบล อย่างน้อยร้อยละ 60 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมดในตำบล สมาชิกของสภาฯ ประกอบด้วย
1. สมาชิก ซึ่งเป็นผู้แทนขององค์กรหมู่บ้าน ชุมชน ในตำบล ไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับถึงวันเลือกสมาชิก และได้มาโดยการเลือกกันเองของที่ประชุมสมาชิก / ตามจารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี / ตามวิถีของชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีอยู่เดิม ให้มีจำนวนตามที่ชุมชนท้องถิ่นเห็นว่าเหมาะสม แต่ไม่เกิน 100 คน
2. สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ ให้สมาชิกตาม (1) ดำเนินการสรรหาและแต่งตั้ง ให้มีจำนวนตามที่สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นเห็นเหมาะสม แต่ไม่เกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกในข้อ (1) ทั้งนี้การสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องพิจารณามาจากบุคคลซึ่งเป็นข้าราชการ ปราชญ์ชาวบ้าน พระภิกษุ ผู้นำทางศาสนา หรือบุคคลที่เป็นที่เคารพของชุมชน
วาระ: กำหนดให้สมาชิกอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกสมาชิก เมื่อตำแหน่งสมาชิกว่างลง จากการครบวาระ ให้สรรหาสมาชิกใหม่ภายใน 45 วัน หากว่างจากเหตุอื่น ให้สรรหาภายใน 60 วัน
อำนาจหน้าที่: ให้สภาฯ มีประธานสภา 1 คน และรองประธานสภา 2 คน โดยเลือกจากสมาชิกในคราวที่ประชุมสภาฯ ครั้งแรก โดยอำนาจหน้าที่ของประธานสภา มี 6 ประการ คือ เรียกประชุมสภาฯ และดำเนินการประชุม, ควบคุมและดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับและมติของสภาฯ , ออกคำสั่งเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในการประชุม , เป็นผู้แทนสภาในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก , แต่งตั้งเลขานุการสภาโดยความเห็นชอบของสมาชิก และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้ สำหรับอำนาจหน้าที่ของรองประธานสภา คือ ช่วยประธานสภาในกิจการอันเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานสภา หรือปฏิบัติการตามที่ประธานสภามอบหมาย ส่วนอำนาจหน้าที่ของเลขานุการ คือ รับผิดชอบงานธุรการ จัดการประชุมและงานอื่นใดตามที่สภามอบหมาย
ทางด้านอำนาจหน้าที่ของ สภาฯ ประกอบด้วย 10 ประการ คือ 1) จัดทำแผนแม่บทชุมชนในเขตพื้นที่ตำบล 2) ให้คำปรึกษา แนะนำ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำแผนปฏิบัติการ และข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติ 3) จัดประชุมสมัชชาชุมชนท้องถิ่นตำบล เพื่อพิจารณายับยั้ง ยกเลิก แผนงาน โครงการ กิจกรรม หรือการกระทำใด ๆ ที่ส่งผลกระทบเสียหาย หรือพิจารณาเรื่องอื่นที่สภาเห็นสมควร 4) พัฒนาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง รวมถึงรับรองหรือยกเลิกสถานภาพองค์กรชุมชนท้องถิ่นในตำบล 5) ประสานและร่วมมือกับสภาฯตำบลอื่น สภาฯจังหวัด และสภาฯแห่งชาติ 6) วางระเบียบ ข้อบังคับ ในการดำเนินกิจการของสภาฯตำบล 7) ติดตามผลการดำเนินงานตามแผนงาน โครงการที่ดำเนินการอยู่ในท้องถิ่นตำบลนั้น 8) จัดทำรายงานประจำปีของสภาฯ ตำบล รวมถึงสถานการณ์ชุมชนท้องถิ่นตำบลด้านต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปทราบ 9) เสนอรายชื่อสมาชิกสภาฯ ตำบล ให้เป็นสมาชิกสภาฯ จังหวัด จำนวนไม่เกิน 2 คน 10) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ตาที่สภาฯแห่งชาติ และสภาฯ จังหวัดมอบหมาย ทั้งนี้สภาฯตำบล อาจมีหนังสือเชิญส่วนราชการ / หน่วยงานของรัฐ / รัฐวิสาหกิจ / ราชการส่วนท้องถิ่น / องค์กรอื่นของรัฐ มาร่วมแสดงความคิดเห็น หรือให้เอกสารได้ตามที่เห็นควร
การประชุม: สภาฯ ต้องจัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง และประชุมในกรณีที่สมาชิกเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ร้องขอให้เปิดการประชุม การประชุมต้องมีสมาชิกเข้าร่วมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด การลงมติให้ถือเสียงข้างมาก สมาชิกสภาตำบลคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน หากมีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมมีสิทธิออกเสียง เป็นเสียงชี้ขาด
สุดท้ายในเนื้อหาสาระของหมวด 1 กล่าวถึง คณะกรรมการสภา ให้สภาฯตำบลเลือกกันเอง ตามจำนวนที่เหมาะสม ไม่เกิน 25 คน และให้คณะกรรมการสภา เลือกกันเอง เป็นประธานคณะกรรมการสภา รองประธานคณะกรรมการสภา และกรรมการเลขานุการ คณะกรรมการสภา ต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อที่ประชุมสภาฯในคราวที่มีการประชุมทุกครั้ง และให้มีการประชุมคณะกรรมการสภาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง http://gotoknow.org/blog/rviolet/101814
หมวด 2 ว่าด้วยเรื่อง สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นจังหวัด ประกอบไปด้วย มาตรา 21 ถึง มาตรา 25 เนื้อหาสาระกล่าวถึงการจัดตั้งสภาฯ จังหวัด ได้นั้น มีหลักเกณฑ์ คือ จังหวัดนั้นต้องมีการจัดตั้งสภาฯ ตำบล ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนตำบลที่มีอยู่ในจังหวัด จังหวัดหนึ่งให้มีสภาฯ จังหวัดได้ 1 คณะ และในสภาฯ จังหวัด ประกอบด้วย
1) สมาชิก ได้รับการเสนอชื่อมาจากสภาฯ ตำบล ตำบลละไม่เกิน 2 คน
2) สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มาโดยสมาชิกตาม 1) ดำเนินการสรรหาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสภา จำนวนไม่เกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกตาม 1) ทั้งหมด โดยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาสมาชิกให้เป็นไปตามระเบียบที่สภาฯ จังหวัดกำหนด โดยความเห็นชอบของสภาฯ แห่งชาติ
การประชุม สภาฯ จังหวัดต้องจัดให้มีการประชุมอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง
อำนาจหน้าที่ของสภาฯ จังหวัด ประกอบด้วย 9 ประการ ดังนี้ 1) จัดทำแผนแม่บทชุมชนระดับจังหวัด เพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการระดับจังหวัดนำไปทำแผนปฏิบัติการ 2) ให้คำปรึกษา แนะนำ แก่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการระดับจังหวัดในการจัดทำแผนปฏิบัติการ 3) จัดประชุมสมัชชาชุมชนจังหวัดเพื่อพิจารณา ยับยั้ง ยกเลิกแผนงานโครงการ กิจกรรม หรือการกระทำใด ๆ ที่ส่งผลกระทบ เสียหายแก่ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดมากกว่าหนึ่งตำบล หรือพิจารณาเรื่องอื่นใดที่สภาเห็นสมควร 4) ประสานและร่วมมือกับสภาฯ ตำบล สภาฯ จังหวัดอื่น และสภาฯ แห่งชาติ 5) วางระเบียบ ข้อบังคับ ในการดำเนินกิจการของสภาฯ จังหวัด 6) ติดตามผลการดำเนินงานตามแผนงานโครงการที่ดำเนินการอยู่ในท้องถิ่นจังหวัดนั้น 7) จัดทำรายงานประจำปีของสภาฯ จังหวด รวมถึงสถานการณ์ชุมชนท้องถิ่นจังหวัดด้านต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปทราบ 8) เสนอรายชื่อสมาชิกเพื่อเป็นสมาชิกสภาฯ แห่งชาติจังหวัดละ 2 คน 9) ปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตาม พรบ. นี้การพ้นจากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ของ ประธานสภา รองประธานสภา เลขานุการสภา การประชุมสภาฯ จังหวัด การเลือก และการดำเนินงานของคณะกรรมการสภาฯ จังหวัด ที่มิได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๑ มาบังคับโดยอนุโลม http://gotoknow.org/blog/rviolet/102401
หมวด 3 สภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นแห่งชาติ ประกอบด้วย มาตรา ๒๖ ถึง มาตรา ๓๐ กล่าวถึงเรื่องการจัดตั้งสภาฯ แห่งชาติ เมื่อจัดตั้งสภาฯ จังหวัดไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนจังหวัดที่มีอยู่ ให้จัดตั้งสภาฯ แห่งชาติได้ และให้มีสภาฯ แห่งชาติ ได้ 1 คณะ ประกอบด้วย
1) สมาชิก ได้รับการเสนอชื่อจากสภาฯ จังหวัด จังหวัดละ 2 คน
2) สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ ได้มาโดยสมาชิกตาม 1) ดำเนินการสรร จำนวนไม่เกิน 1 ใน 5 ของสมาชิกตาม 1) ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาให้เป็นไปตามระเบียบที่สภาฯ แห่งชาติกำหนด
การประชุม สภาฯ แห่งชาติต้องจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
อำนาจหน้าที่ของสภาฯ แห่งชาติ ประกอบด้วย 11 ประการ คือ 1) ส่งเสริม สนับสนุนการจัดตั้ง และพัฒนาสภาฯ 2) จัดทำแผนแม่บทชุมชนท้องถิ่นระดับชาติ 3) ให้คำปรึกษา เสนอแนะ คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม ในการบริหารราชการแผ่นดิน 4) จัดประชุมสมัชชาชุมชนท้องถิ่นระดับชาติ เพื่อกำหนดแนวนโยบายของสภาฯ แห่งชาติ 5) ประสานและร่มมือกบสภาฯ ตำบล และจังหวัด 6) วางระเบียบ ข้อบังคับ ในการดำเนินกิจการของสภาฯ แห่งชาติ หรือตามที่ พรบ.นี้กำหนด 7 ) วางระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติงานของสำนักงานสภาฯ แห่งชาติ 8) วางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินและการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานสภาฯแห่งชาติ 9) วางระเบียบการพิจารณาอนุมัติจ่ายเงิน เพื่อสนับสนุนสภาองค์กรชมชนท้องถิ่น 10) ติดตามผลการดำเนินงานของส่วนราชการ องค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ 11 ) จัดทำรายงานประจำปีของสภาฯ แห่งชาติ รวมถึง สถานการณ์ชุมชนท้องถิ่นด้านต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ
การพ้นจากตำแหน่ง และอำนาจหน้าที่ ของประธานสภา รองประธานสภา เลขานุการสภา การประชุมสภาฯแห่งชาติ การเลือก และการดำเนินงานของคณะกรรมการสภาฯ แห่งชาติ ที่มิได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 มาบังคับใช้โดยอนุโลม http://gotoknow.org/blog/rviolet/102425
หมวด ๔ สำนักงานสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่นแห่งชาติ ประกอบด้วยมาตรา ๓๑ ถึง มาตรา ๔๑ มีสำระสำคัญ ดังนี้สำนักงานฯ ถือเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ และกิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์อำนาจหน้าที่ของสำนักงานฯ 1) ปฏิบัติงานธุรการของสภาฯ แห่งชาติ 2) ประสานและดำเนินการให้มีการจัดตั้งสภาฯท้องถิ่นระดับต่าง ๆ รวมทั้งเผยแพร่ กิจการของสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น 3) รวบรวมข้อมูล ศึกษาวิจัย/พัฒนาเกี่ยวกับงานของสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น 4) ประสานและร่วมมือกับราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น องค์กรภาคเอกชนและภาคประชาคม ในการดำเนินการตาม พรบ. 5) จัดทำงบประมาณเสนอเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเกี่ยวกับภารกิจของสภาฯ แห่งชาติ จังหวัด และตำบล
ทุนและเงินทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงานได้มาจาก 1) เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม 2) เงินอดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี 3) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และเงิน/ทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้ 4) ค่าธรรมเนียม บำรุง ตอบแทน บริการหรือรายได้จากการดำเนินการ 5) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน 6) รายได้อื่น ๆ
นอกจากนี้ยังมี บทเฉพาะกาล ที่ระบุถึง คณะกรรมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่แทนสภาฯ แห่งชาติ ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาฯแห่งชาติ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกรรมการ ให้สำนักงาน พอช. ทำหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น และให้ผู้อำนวยการ พอช. เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนท้องถิ่น จนกว่าจะมีการจัดตั้งสำนักงานสภาฯ แห่งชาติ
http://gotoknow.org/blog/rviolet/102435