ไม่ได้เข้ามาบันทึกนี้นานแล้ว แหมออกรส ๆ
ผมเห็นด้วยกับ สภาองค์กรชุมชน หรือถ้า อ.ประเวศเสนอว่าให้เป็น สภาผู้นำชุมชน ก็คงชัดเจนขึ้นไปอีก เพราะไม่ต้องตีความว่าองค์กร คำว่าผู้นำชัดเจนกว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำทางการแต่งตั้ง เลือกตั้ง แต่ผู้นำทางธรรมชาติ หรือผู้ที่ประชาชนทัวไปให้ความเคารพเช่น ไวยาวัจกรในวัดก็น่าจะใช่
การเมืองภาคประชาชนอย่างไรเสียก็ต้องเกิด เพื่อ
1. สร้างระบบอำนาจที่สมดุลให้ได้ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ เห็นมั้ยครับมันสามเศร้า มันเศร้าครับ ระบบการปกครองประชาธิปไตยพวกนักเลือกตั้งอ้างว่าเป็นอำนาจตัวแทนคือการเลือกตั้ง แต่ปัญหาคือการผูกขาดตามมา ยิ่งในสังคมที่ระบบตรวจสอบอ่อนแอด้วยแล้ว ก็เป็นใบ้ เป็นง่อยกันไปหมด คราวนี้เราจะไปหาช่องทางไหนที่จะดูแลผลประโยชน์เรา ประเทศเรานอกจาก สส.ไม่กี่คนนั่น
มีสภาที่มาจากภาคประชาชน แม้ไม่ใช่อำนาจในระบบโดยตรง หรอกครับเพราะโดนตัดข้อความที่เป็นอำนาจของสภานี้ออกหมดแล้ว แต่อำนาจความคิดเห็น กับอำนาจความถูกต้อง ( เชื่อว่าในสภาที่ไร้ผลประโยชน์คงมีคนเสียสละซะส่วนใหญ่ ) ของประชาชน ก็จะช่วยให้สังคมมีทางออกได้ครับ
2. สร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบก้าวกระโดดและเป็นรูปธรรม ตรงนี้ผมว่าก็ดีกว่าการไปสังกัดพรรคการเมืองได้บัตรมา แล้วก็ได้ค่าจ้างเวลาต้องการมวลชนจัดตั้ง
3. สร้างเครือข่ายความรู้ทางการเมืองการปกครองและความรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย รวมทั้งการศึกษา วัฒนธรรม เพราะว่าเนื้อหาเรื่องราวในสภานี้ถกกันได้ครอบคลุมทั้งหมดครับ แม้ว่าข้อสรุปจะไปบังคับสั่งการอะไรได้ แต่ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนจะถ่ายทอดออกมาได้
ปัจจุบันแม้มีประชาคมหมู่บ้านแต่ก็ถูกเคลื่อนโดยระบบราชการสุดท้ายกลายเป็นเครื่องมือซักฟอกผู้บริหารให้ตัวเองสะอาด เป็นข้ออ้างความชอบธรรมโดยมีลายเซนต์กับบันทึกการประชุม ประชาชนในประชาคมไม่กล้าพูดเสียงดังมากเต็มที่นักครับเพราะไม่มีเอกสิทธิคุ้มครองใด ๆ
4. เป็นการจัดการเครือข่ายภาคประชาชนต่าง ๆ ครับ เพราะทุกวันนี้มั่วมากๆ ครับ นั่นก็องค์กรนี่ก็องค์กร ถูกกฎหมายบ้างไม่ถูกบ้างนึกตั้งกันเอาเองก็มี
ต่อไปองค์กรภาคประชาชนต่าง ๆ จะมีระบบการตรวจสอบกันเองและเปิดเผยมากขึ้น