เกร็ดเทนนิส
เกมไทเบรค คือ การเล่นเกมสุดท้ายอันเป็นเกมตัดสินนั่นเอง ในเกมนี้ผู้เล่นที่ทำคะแนนถึง 7 พ้อยท์ เป็นคนแรกจะชนะเกมเซ็ท ยกเว้นที่ในกรณีทั้งสองฝ่ายทำคะแนนได้ 6 พ้อยท์เท่าซึ่งเกมไทเบรคจะต้องดำเนินต่อไปจนกระทั่งผู้เล่นคนใดคนหนึ่งสามารถทำคะแนนนำอีกฝ่ายหนึ่งไปได้ 2 พ้อยท์รวมเช่น 9-7,16-14 ฯลฯ สำหรับในบางประเทศจะใช้เกมไทเบรคชนิด 5 พ้อยท์ เป็นเกณฑ์ตัดสิน อเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่กำหนดให้มีไทเบรคประเภทนี้ และได้ใช้ระบบนับแต้มที่เรียกว่า "No Ad Scoring" ซึ่งเป็นวิธีการนับเลขแบบก้าวหน้าเรียงขึ้นไปตามลำดับคือ 1,2,3,4 แทนที่จะเป็น 15,30,40 คนที่สามารถทำคะแนนได้ 4 แต้มคนแรกจะเป็นผู้ชนะในเกมนั้น

 

เป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาในการแข่งขันแบบทัวร์นาเมนต์ที่ผู้เล่นทั้งในประเภทเดี่ยวและประเภทคู่จะเปลี่ยนข้างกันในระหว่างการแข่งขัน ซึ่งจะทำกันหลังจากการแข่งขันในเกมที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และต่ไปเรื่อย ๆ เกมเว้นเกม การแข่งขันแต่ละเซ็ทจะแยกออกมาอย่างเด็ดขาด ดังนั้นถ้าหากว่าเซ็ทหนึ่งสิ้นสุดลงด้วยคะแนน 6-3 ก็จะมีการเปลี่ยนข้างกันในทันที แล้วจะมีการเปลี่ยนข้างกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อเกมแรกของเซ็ท ต่อมาสิ้นสุดลง สำหรับในกรณีที่เป็นการแข่งขันไทเบรคผู้เล่นจะเปลี่ยนข้างกันในทุก ๆ 6 พ้อยท์ เมื่อครบไทเบรคหนึ่งครั้งก็เท่ากับจบกันไปหนึ่งเกม

 

การผลิตแร็กเก็ตไม้สมัยใหม่

 

การผลิตแร็คเก็ตไม้ Dunlop Maxply Fort มี 6 ขั้นตอนคือ
1. นำท่อนซุงที่ผ่านการอบไอน้ำ แล้วมาลอกเนื้อออกเป็นแผ่นบาง ๆ
2. ประกบแผ่นไม้ด้วยกาวแล้วนำไปดัดใส่ในเบ้าที่มีความหนาขนาดแร็กเก็ต สามอันวางซ้อนกัน
3. หลังจากเอาไม้มะฮอกกานีและหนังเทียมสอดลงในช่องว่างตรงส่วนคอแล้วก็นำโครงทั้งหมดเข้าเครื่องอัดที่ให้แรงกดหลาย ๆตัน
4. ใช้เลื่อยวงแหวนเลื่อยแบ่งโครงไม้ดังกล่าวออกเป็นแร็คเก็ตสามอัน
5. เข้าเครื่องเจาะรูอัตโนมัติที่ประกอบด้วยสว่าน 32 ตัวเพื่อเจาะรูขึ้นเอ็น และสว่านสองตัวสุดท้ายที่อยู่ใกล้ด้ามที่สุดแยกเจาะทีหลัง
6. หลังจากตบแต่งรายละเอียดและทาสีเสร็จแล้ว ทาแลคเกอร์ก็เป็นอันเรียบร้อย

 

กีฬาเทนนิสนี้มีต้นกำเนิดมาจากเกมการเล่นแฮนด์บอลธรรมดานี่เอง แต่เวลาดังกล่าวอำนาจในการตียังถูกจำกัดอยู่ในระดับที่มือพอจะทนไหวเท่านั้น ภายหลังจึงมีผู้ที่พยายามนำเอาหน้าไม้มาใช้ตีแทน จนกระทั่งถึงกลางทศวรรษของปี 1550 ไม้ตีดังกล่าวก็มีการพัฒนามาเป็นรูปโครงขึงด้วยเส้นเอ็นหรือวัสดุที่ใช้แทนกันได้ แร็คเก็ตรุ่นโบราณเหล่านี้นี่เองที่วิวัฒนาการมาเป็นไม้ตีกะทัดรัด และเพรียวลมอย่างที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ปัจจุบันแม้ว่าแร็คเก็ตส่วนใหญ่ยังทำด้วยไม้ แต่ก็เริ่มนำวัสดุอื่นมาผลิตกันเป็นจำนวนมากแล้ว เดิมทีเดียวนั้นแร็คเก็ตส่วนใหญ่ทำจากไม้เนื้อดีเพียงชิ้นเดียวโดดๆ โดยนำมาทำให้อ่อนแล้วดัดให้เข้ารูปทรงกับแม่แบบ แล้วปล่อยให้มันคงรูปอยู่ในลักษณะนั้นจนกระทั่งอยู่ตัว และแข็งขนาดใช้การได้ มาถึงปลายทศวรรษของปี 1780 จึงได้มีการผลิตส่วนที่เป็นด้ามแยกออกต่างหาก แล้วนำส่วนหัวกับส่วนด้ามมาต่อเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นโลหะถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในระหว่างทศวรรษของปี 1880 แต่เมื่อผลิตออกมาเรียบร้อยแล้วปรากฏว่าน้ำหนักมากและเคลื่อนไหวอืดอาดเกินไป การผลิตแร็คเก็ตด้วยเหล็กน้ำหนักเบาได้เริ่มขึ้นครั้งแรกในย่านการผลิตอุปกรณ์กีฬาของเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในระหว่างทศวรรษของปี 1920 ได้มีการคิดรูปทรงขึ้นใหม่ และตบแต่งด้วยสีสันต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความหรูหราเข้าไป ทศวรรษที่ 8 ของศตวรรษที่ 20 เริ่มมีการเนาเอาอลูมิเนียมมาใช้ทำแร็คเก็ต ช่วยให้ผู้เล่นมีโอกาสเลือกระหว่างเหล็กกับอลูมิเนียม ซึ่งต่างก็คิดค้นขึ้นตามหลักการทางวิทยาศาสตร์และได้รับความนิยมอย่างมาก ปัจจุบันผู้เล่นอาจเลือกใช้แร็คเก็ตที่ใช้ไม้อัดซ้อนกันหลายๆ ชั้น จากเหล็ก อลูมิเนียม ใยแก้ว โบรอน กราไฟท์และวัสดุอื่น ๆ อีกหลายต่อหลายชนิด
ข้อมูลจาก คุณครูสังคม โลกาวิทย์