คลังพร้อมนำเสนอกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2551 วงเงิน 1.66 ล้านล้านบาท เข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรี 5 มิ.ย.นี้ สำนักงบประมาณ เผย กลาโหมขอเพิ่มงบ 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นงบลับเพื่อภารกิจดับไฟใต้และความมั่นคง ขณะที่กลาโหมแจงมีความจำเป็นเพื่อปรับปรุงยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังพร้อมจะนำเสนอกรอบงบประมาณประจำปี 2551 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ โดยจะเป็นการเพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2551 จากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 1.635 ล้านล้านบาท เป็น 1.66 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณอีก 4.5 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มจากเดิมขาดดุล 1.2 แสนล้านบาท เป็น 1.65 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นการขาดดุล 9.9% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายโดยรวม และคิดเป็นการขาดดุลงบประมาณ 1.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ส่วนสมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2551 ยังอยู่ที่ 5% สาระสำคัญของการขาดดุลเพิ่มอีก 4.5 หมื่นล้านบาท มาจาก 2 ส่วนใหญ่ นั่นคือเพิ่มรายจ่ายภาครัฐอีก 2.5 หมื่นล้านบาท และประเมินว่าภาวะเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัว ในปีงบประมาณ 2551 จะจัดเก็บรายได้ได้ต่ำกว่าเป้า 2 หมื่นล้านบาท รายงานข่าวระบุว่า สาเหตุของการตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติม เนื่องจาก ผลการจัดเก็บรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลของกรมสรรพากรลดลง ขณะที่อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2550 ต่อเนื่องถึงปี 2551 ยังไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากการลงทุนและการบริโภคของประชาชนลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้กระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจในปี 2551 น่าจะเติบโตสูงสุดไม่เกิน 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) นอกจากนี้ในการประชุม ครม.เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 สำนักงบประมาณได้ปรับลดงบลงทุน ในปีงบประมาณ 2551 ต่ำกว่าข้อตกลงเดิมที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.พิจารณาเมื่อเดือนมกราคม ในสมัยที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เสนอ โดยกำหนดให้งบลงทุนของรัฐบาลในปี 2551 มีสัดส่วน 25% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด แต่ล่าสุดสำนักงบประมาณลดสัดส่วนงบลงทุนเหลือเพียง 24.2% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับงบประมาณปี 2550 ที่ตั้งงบลงทุนไว้เพียง 24% หรือ 374,648 ล้านบาท ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ทั้งนี้งบลงทุนในปีงบประมาณ 2551 ที่ลดลงนั้น มีสาเหตุมาจากสำนักงบประมาณได้โยกงบลงทุนบางส่วนไปเป็นงบลับทางทหาร หรือเพิ่มเข้าไปเป็นงบรายจ่ายประจำของกระทรวงกลาโหม ทำให้งบลงทุนจากเดิมที่เคยตั้งไว้ถึง 25% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ลดเหลือเพียง 24.2% หายไป 0.8% หรือคิดเป็นวงเงินที่ลดลง 13,000 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของการตั้งงบประมาณขาดดุลจาก 1.2 แสนล้านบาท เพิ่มเติมอีก 4.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 25% เหมือนเดิม แหล่งข่าวจากสำนักงบประมาณ กล่าวว่า หากมองถึงความจำเป็นของกระทรวงกลาโหม ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากขึ้น ก็มีความจำเป็น เพราะตั้งแต่เกิดวิกฤติ งบกระทรวงกลาโหมถูกปรับลดลงต่อเนื่อง แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และต้องตอบคำถามสาธารณชนให้ได้ว่า งบประมาณที่ได้รับนั้น กระทรวงกลาโหมนำไปใช้เพื่อกิจกรรมใหม่ ๆ หรือเปล่า ทั้งนี้เนื่องจากหากพิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจขณะนี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมเท่าใด ที่กระทรวงกลาโหมจะได้รับงบประมาณมากขึ้นมากกว่ากระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข ขณะเดียวกันรัฐบาลมีภาระที่จะกระตุ้นการลงทุนเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ และพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดคือ การใช้งบประมาณของกระทรวงกลาโหม ไม่ควรนำไปใช้ ในส่วนที่อธิบายไม่ได้ และต้องใช้อย่างโปร่งใส โดยเฉพาะการใช้งบลับ แหล่งข่าวกล่าวว่า ในส่วนของงบประมาณกระทรวงกลาโหมที่เพิ่มขึ้น 1.3 หมื่นล้านบาทนั้น กระทรวง กลาโหมรายงานว่า ส่วนใหญ่จะนำไปใช้เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ “การพิจารณาว่าจะให้งบประมาณเพิ่มแก่กระทรวงกลาโหมนั้น เราก็พร้อมจะจัดให้ แต่ประเด็นเพื่อนำไปแก้ปัญหาภาคใต้นั้น กลาโหมขอมา 2 ปีแล้ว เราไม่อยากให้มาขอต่อเนื่องทุก ๆ ปี อยากให้ประเมินให้รอบคอบและขอมาครั้งเดียวเลย” แหล่งข่าวกล่าว แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 กระทรวงกลาโหมได้รับจัดสรรงบประมาณเฉลี่ย 1.6% ต่อจีดีพี ขณะที่งบประมาณของประเทศจะอยู่ที่ 8 แสนล้านบาท แต่หลังจากเกิดวิกฤติ ปี 2540 เป็นต้นมา งบของกระทรวงกลาโหมได้ปรับลดต่อเนื่อง อัตราการขยายตัวอยู่ที่ 1% ของจีดีพีเท่านั้น ทำให้งบประมาณที่ได้มาถูกใช้ไปเพื่อการบำรุงรักษายุทโธปกรณ์ และบางส่วนก็ตกไปอยู่ที่งบประจำ โดยที่ไม่สามารถจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่มาใช้ในกองทัพได้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้กองทัพไม่มีอาวุธใหม่ ๆ หรือปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีของอาวุธให้ทันสมัย นอกจากนี้ยังทำให้การฝึกทหารของกองทัพต่าง ๆ ก็ลดลงไปด้วย แหล่งข่าวกล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีด้านยุทโธปกรณ์ ได้ก้าวล้ำนำหน้าไปมาก โดยเฉพาะของประเทศเพื่อนบ้านทั้งสิงคโปร์และมาเลเซีย ขณะที่กองทัพไทยไม่ได้เสริมเทคโนโลยีด้านนี้เลย นอกจากนี้อายุการใช้งานของอาวุธและยุทโธปกรณ์ มีจำกัด แต่กองทัพก็มีขีดจำกัดในเรื่องงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถปรับปรุงได้มาก จนมาถึงปีงบ 2549-2550 อัตราเพิ่มของงบประมาณกระทรวงกลาโหมได้รับการจัดสรรมากขึ้น เนื่องจากความจำเป็นต้องซื้ออาวุธใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพ และจำเป็นต้องใช้งบเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และความมั่นคง รวมทั้งต้องยกเครื่องอาวุธที่หมดอายุ ทำให้มีความจำเป็นต้องได้รับงบประมาณมากขึ้น นอกจากนี้จำเป็นต้องใช้เป็นงบผูกพันสำหรับการซื้ออาวุธอีก 2 ปีงบประมาณ สำหรับกรอบงบประมาณปี 2551 ที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบไปก่อนที่จะปรับเพิ่มอีก 4.5 หมื่นล้านบาทนั้น หากแยกรายกระทรวงได้ดังนี้ กระทรวงกลาโหม 143,000 ล้านบาท สัดส่วน 8.7% งบกลาง 228,224 ล้านบาท สัดส่วน 14% สำนักนายกรัฐมนตรี 13,463 ล้านบาท สัดส่วน 0.8% กระทรวงการคลัง 175,906 ล้านบาท สัดส่วน 10.7% กระทรวงการต่างประเทศ 7,656 ล้านบาท สัดส่วน 0.5% กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 3,654 ล้านบาท สัดส่วน 0.2% กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 9,079 ล้านบาท สัดส่วน0.6% กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 65,091 ล้านบาท สัดส่วน 4% กระทรวงคมนาคม 67,120 ล้านบาท สัดส่วน 4.1% กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 18,400 ล้านบาท สัดส่วน 1.1% กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3,713 ล้านบาท สัดส่วน 0.2% กระทรวงพลังงาน 2,337 ล้านบาท สัดส่วน 0.1% กระทรวงพาณิชย์ 6,144 ล้านบาท สัดส่วน 0.4% กระทรวงมหาดไทย 189,825 ล้านบาท สัดส่วน 11.6% กระทรวงยุติธรรม14,400 ล้านบาท สัดส่วน 0.9% กระทรวงแรงงาน 25,800 ล้านบาท สัดส่วน 1.6% กระทรวงวัฒนธรรม 4,688 ล้านบาท สัดส่วน 0.3% กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8,370 ล้านบาท สัดส่วน 0.5% กระทรวงศึกษาธิการ 300,136 ล้านบาท สัดส่วน 18.4% กระทรวงสาธารณสุข 65,011 ล้านบาท สัดส่วน 4% กระทรวงอุตสาหกรรม 5,100 ล้านบาท สัดส่วน 0.3% ส่วนราชการไม่สังกัดกระทรวง 77,939 ล้านบาท สัดส่วน4.7% หน่วยงานอิสระของรัฐ 19,018 ล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 56,510 ล้านบาท สัดส่วน 3.5% กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 124,416 ล้านบาท สัดส่วน 7.6% ส่วนกรอบยุทธศาสตร์ 4 กรอบ คือ 1.ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดี มีคุณธรรม นำความรู้และความสามารถปรับตัวสู่สังคมฐานความรู้ 34.4% ของงบประมาณทั้งหมด 2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมืองและการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม 24.5% 3.ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของสังคม 13.4% 4.การจัดสรรงบประมาณตามกรอบยุทธศาสตร์อื่น ๆ และการชำระหนี้เงินกู้27.7% ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2551 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 147,840 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับรายได้ของ อปท. อีก 223,940 ล้านบาท จะรวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น 381,780 ล้านบาท หรือคิดเป็น 25.20% โดยเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2550 ที่ตั้งไว้ 25.17% ส่วนโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 1.18 ล้านล้านบาท หรือ72.7% ของวงเงินงบประมาณ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2550 ที่มีสัดส่วน 72.5% รายจ่ายลงทุน 400,315 ล้านบาท หรือ 24.5% ของวงเงินงบประมาณ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2550 ที่มีสัดส่วน 24% และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 45,775 ล้านบาท หรือ 2.8% ของวงเงินงบประมาณ มีสัดส่วนลดลงจากปีงบประมาณ 2550 ที่มีสัดส่วน 3.5% ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ระบุก่อนหน้านี้ว่า การขาดดุลงบประมาณ 1.65 แสนล้านบาทดังกล่าว ถือว่ายังอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดว่าการขาดดุลงบประมาณ ไม่ควรเกิน 10% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายโดยรวม ส่วนสาเหตุที่ต้องเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากกรอบงบประมาณรายจ่ายเดิมที่กำหนดไว้ที่ 1.635 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2550 เพียง 4.4% เท่านั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย ในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว นายปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่า โดยหลักการแล้วถ้างบประมาณส่วนหนึ่งส่วนใดของหน่วยงานนั้นไม่เพียงพอ ก็สมควรเจียดรายจ่ายจากงบประจำที่ใช้จ่ายไม่หมด ในหน่วยงานของตนเองนั้นมาเสริมแทน ซึ่งจะทำให้ไม่มีปัญหากระทบกับเงินส่วนอื่น เพราะเป็นเงินภายในหน่วยงานเดียวกันเอง “เท่าที่ผมทราบข่าวมา การเพิ่มงบของกระทรวงกลาโหมเป็นการนำเงินงบประมาณจากรายการอื่น ๆ มาเพิ่มในส่วนของงบกองทัพ คือ ไม่ได้เป็นเงินในหน่วยงานเดียวกันเอง ซึ่งถ้าเป็นเงินนอกงบประมาณ ก็จะไม่มีโอกาสรู้ หรือตรวจสอบได้เลย โดยเหตุผลที่ทหารนำมาอ้าง คือ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเมื่อนำเหตุผลนี้มาอ้างก็มักจะไม่มีใครคัดค้าน เพราะสถานการณ์มันรุนแรงจริง ๆ แต่ในความจริงแล้ว กระทรวงกลาโหม มีงบลับที่สามารถใช้กับภารกิจนี้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละเหล่าทัพมีงบมากมายมหาศาล ในแต่ละปี ซึ่งก็น่าจะเพียงพอกับภารกิจในการแก้ไขปัญหาภาคใต้”นายปรีชา ยังแสดงความเป็นห่วงว่า เกรงว่าฝ่ายทหารจะโอนเงินงบประมาณไปอยู่ในส่วนที่เป็นงบลับ ซึ่งถ้าทำเช่นนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และประชาชนทั่วไปจะไม่สามารถตรวจสอบได้เลย เพราะแม้แต่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ก็ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบงบลับ โดยการโอนเงินลักษณะนี้สามารถทำได้เพียงแค่ ใช้มติ ครม.เท่านั้น ซึ่งในยุคนี้ ถ้าจะทำก็ง่าย เพราะรัฐบาลก็มาจากทหาร อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาจึงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในหมวดที่เกี่ยวกับการเงิน การคลัง และการงบประมาณ เพราะมีบัญญัติในหลายมาตรา ที่พยายามกำหนดให้เงินรายได้ที่ไม่ต้องนำส่งคลัง ต้องรายงานให้สภารับทราบ ซึ่งก็ถือว่าดีกว่ารัฐธรรมนูญหลาย ๆ ฉบับในอดีตที่ผ่านมากรุงเทพธุรกิจ ไทยโพสต์ 4 พ.ค. 50
กลาโหมตั้งงบลับดับไฟใต้ 1.3 หมื่นล.
กลาโหมตั้งงบลับดับไฟใต้ 1.3 หมื่นล.
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Dr.Anongpanuch · 4 มิ.ย. 2550
chuleeporn chaipunya · 4 มิ.ย. 2550
chuleeporn chaipunya · 4 มิ.ย. 2550
พิชชา · 4 มิ.ย. 2550
นพ. วัลลภ พรเรืองวงศ์ · 4 มิ.ย. 2550
อุไรวรรณ เอกประยูร · 4 มิ.ย. 2550