งบปี 51 ขาดดุล 1.65 แสนล. รับมือเศรษฐกิจปีหน้าทรุดต่อ

สืบเนื่องมาจากการใช้จ่ายภายในประเทศ ทั้งภาคการลงทุนและการบริโภคในปี 2550 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงค่อนข้างมาก ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวเพียง 4% ต่อปี ลดลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 5% ต่อปี โดยสาเหตุหลักจะมาจากปัจจัยทางการเมืองและความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.49-เม.ย.50) ต่ำกว่าเป้าหมายไป 6,925 ล้านบาท คาดว่าในปีนี้รัฐบาล  คงจะเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายไปประมาณ 14,200-21,300 ล้านบาท หรือต่ำกว่าเป้าหมาย 1-1.5% ของประมาณการรายได้ 1,420,000 ล้านบาทส่วนการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางมีการอนุมัติ เงินงบประมาณออกไปแล้วประมาณ 853,277 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเบิกจ่ายงบประจำประมาณ 654,406 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.9% ส่วนงบฯ การลงทุนมีการเบิกจ่ายออกไปทั้งสิ้น 120,892 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 24.1%    สาเหตุที่ทำให้งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในปีนี้ส่วนใหญ่เป็นการเบิกจ่ายในส่วนของงบประจำค่อนข้างมากเป็นพิเศษ เพราะกฎหมายงบประมาณมีผลบังคับใช้ล่าช้าออกไปเกือบ 4 เดือน ดังนั้นในช่วงที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้การเบิกจ่ายงบประมาณจะทำได้แต่ในส่วนของงบประจำเท่านั้น งบฯลงทุนในโครงการใหม่ ๆ เบิกไม่ได้ต้องรอกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อน ต่อมารัฐบาลได้มีนโยบายที่จะเข้าไปรับผิดชอบภาระหนี้สินที่เกิดจากการดำเนินนโยบายประชานิยมในอดีตเป็นวงเงิน 85,000 ล้านบาท ด้วยการโอนรายการดังกล่าวเข้ามาอยู่ในงบประมาณรายจ่ายปี 2550 ทำให้ต้องมีการรื้อกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2550 ใหม่อีกรอบ แต่ยังอยู่ภายใต้วงเงินเดิม (1.5662 ล้านล้านบาท) โดยการใช้วิธีการทางงบประมาณโยกหรือเปลี่ยนแปลงงบฯลงทุนในบางโครงการโอนมาอยู่ในวงเงินงบฯ ประจำแทน ฉะนั้น โครงสร้างของงบประมาณรายจ่ายในปี 2550 ใหม่นี้จึงประกอบไปด้วย  1) วงเงินรายจ่ายประจำเดิม 1.1915 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 1.2463 ล้านล้านบาท  2) วงเงินรายจ่ายงบฯลงทุนเดิม 3.747 แสนล้านบาท ลดลงเหลือ 3.196 แสนล้านบาทส่วนผลการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 17 แห่ง วงเงินลงทุนรวม 329,801 ล้านบาท    ได้มีการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนออกไปแล้วประมาณ 79,369 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24.07% ของวงเงินงบฯ ลงทุน  ที่ได้รับการอนุมัติ   ส่วนการเบิกจ่ายงบฯ อุดหนุนขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะนี้ทางกรมบัญชีกลาง ได้มีการโอนเงินงบประมาณไปให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้วประมาณ 123,574 ล้านบาท ปรากฏว่า         มีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมาเบิกเงินกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้วประมาณ 67,499 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 54.62% ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลกลางหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย 93% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2550 คาดว่าจะมีเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าสู่ระบบประมาณ 1.4566 ล้านล้านบาท และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบฯ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจให้ได้ตามเป้าหมาย 85% ของวงเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจ คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบอีก 2.803 แสนล้านบาท และการใช้จ่ายเงินองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 2.982 แสนล้านบาท รวมแล้ว  ในปีนี้จะมีเม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2.1552 ล้านล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้การบริโภคภาครัฐขยายตัวดีขึ้นและเฉลี่ยอยู่ที่ 10.8% ต่อปี และการลงทุนภาครัฐขยายตัวเฉลี่ย 2.2% ต่อปีจากภาพรวมของการจัดเก็บรายได้รัฐบาลในปีนี้ ถึงแม้จะมีทิศทางที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังมีการเร่งรัดการใช้จ่ายเงินภาครัฐเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ร่วมกับภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวดีอยู่ คาดว่าในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีงบประมาณ 2550 รัฐบาลจะมีกระแสเงินสดรับมากกว่ากระแสเงินสดจ่าย ทำให้การขาดดุลงบประมาณปีนี้ใกล้เคียงกับประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 1.2 แสนล้านบาทส่วนการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณในปีหน้า จากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงในขณะนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีหน้า โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรส่วนหนึ่งมาจากมาตรการเพิ่มค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจะมีผลบังคับใช้ในปีหน้า คาดว่าจะทำให้การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลงไป 3,000-3,500 ล้านบาท และการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม  ส่วนการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ เพราะการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บจากผลประกอบการของภาคธุรกิจเอกชนในปี 2550เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  และนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไปหารือกับ 4 หน่วยงานได้แก่ สำนักงบประมาณ, กระทรวงการคลัง, สภาพัฒน์, ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทบทวนกรอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2551 ใหม่ โดยการเพิ่มวงเงินการขาดดุลงบประมาณขึ้นไปอีก         มีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปี 2551 ให้ขยายตัวในระดับ 5% ภายหลังจากการหารือร่วมกับ 4 หน่วยงาน นายฉลองภพเปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลต้องมีการปรับปรุงกรอบการจัดทำงบประมาณปี 2551 ใหม่ว่าสืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รัฐบาลมีงบประมาณรายจ่ายเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยเกินไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มวงเงินใช้จ่ายขึ้นไปอีก 25,000 ล้านบาท เพื่อรักษาสัดส่วนของงบฯลงทุนให้อยู่ในระดับ 25% ของวงเงินงบประมาณ ส่วนการจัดเก็บรายได้คาดว่าจะเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดไว้ประมาณ 20,000 ล้านบาท ทำให้การจัดทำงบประมาณในปีนี้ต้องขาดดุลเพิ่มขึ้นไปอีก 45,000 ล้านบาท   โดยสรุปแล้วในปี 2551 งบประมาณรายจ่ายจะมีวงเงินประมาณ 1,660,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวงเงินรายจ่ายเดิม 25,000 ล้านบาท ส่วนการจัดเก็บรายได้จะอยู่ที่1,495,000 ล้านบาท ลดลงจากประมาณการเดิม 20,000 ล้านบาท ทำให้ดุลงบประมาณขาดดุล 165,000 ล้านบาท โดยสำนักงบประมาณจะนำเสนอกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2551 ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติในวันที่ 5 มิ.ย.นี้ โดยการขาดดุลงบประมาณในครั้งนี้คิดเป็นสัดส่วน 1.8% ของ GDP ยังอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง    ที่กำหนดเอาไว้ว่าการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลจะทำได้ไม่เกิน 2% ของ GDP และไม่เกิน 10% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับ 5% ต่อปีที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นภาพรวมฐานะการคลังปีนี้และปีหน้า กลไกที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล   ที่ยังคงทำงานหนักมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนจะได้ผลเพียงไรคงจะต้องไปติดตามดูกันที่ตัวเลขการลงทุน-การบริโภคกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็คงจะต้องมีมาตรการอะไรกระตุ้นกันต่อไปอีกเรื่อย ๆ จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ประชาชาติธุรกิจ  4  พ.ค.  50</p>