ผมเองไม่เคยฝึกจิต ไม่เคยฝึกสมาธิอะไรเป็นเรื่องเป็นราว แต่มาในระยะหลังมีอยู่ช่วงหนึ่ง ได้ศึกษาธรรมะเรื่องการเจริญสติแล้วลองนำมาใช้ในชีวิตประจำวันดู เห็นว่าใช้ได้ผล จึงขอนำมาเล่าประสบการณ์ให้ฟัง (ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนนะครับ ว่าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านสติ ด้านสมาธิ แต่พอมีประสบการณ์บ้าง) ในขั้นแรกของการเจริญสติ ต้องเริ่มที่ความศรัทธาก่อนครับ ศรัทธา คือ ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น เมื่อศรัทธาแล้ว ขั้นที่สอง ผมฝึกทีละเรื่องครับ ว่าจะฝึกสติเรื่องใด (ในขั้นนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญสติเขาไม่ต้องกำหนดครับ มันจะเป็นของมันเองในทุกเรื่อง) อย่างเช่นตัวผมเองจะกำหนดเรื่องสอนเด็ก ผมจะกำหนดไว้ว่า “ไม่มีใครโง่ ไม่มีใครอยากเกเร” หลังจากนั้น ขั้นที่สาม ผมจะสะสมปัญญาในเรื่องดังกล่าวให้มากครับ ศึกษาจนเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ้งในเรื่องสอนเด็ก ว่าไม่มีใครโง่ ไม่มีใครอยากเกเร หลัวงจากนั้นจึงเก็บเข้าแฟ้มปัญญาในสมอง พร้อมที่จะนำมาใช้ ขั้นที่สี่ เป็นขั้นเจนิญสติครับ ทุกครั้งที่สอนเด็ก หากเด็กทำอะไรให้ไม่พอใจ ต้องรีบดึงเอาแฟ้มปัญญามาใช้ให้เร็ว และสิ่งที่ดึงเอามาใช้ คือ สติ ครับ ถ้าสติดึงเอาปัญญามาใช้ไม่ทัน เจ้าตัวจิต ก็จะดึงเอาอารมณ์มาใช้แทนครับ และระหว่างเจ้าตัวจิต กับตัวสติ มันมีความเร็วเท่ากันทั้งคู่ ดังนั้นถ้าจะให้สติมีความเร็วกว่าจิต ในเวลาว่างก็ต้องนำตัวปัญญามาฝึกสติให้เข้มแข็งและมีความเร็วครับ ประสบการณ์ของผมก็มีเรื่องเดียวครับ ที่ได้ผล ส่วนเรื่องอื่น ๆ เจ้าตัวจิตมันแซงหน้าตัวสติทุกที
ประสบการณ์การเจริญสติ
การฝึกเจริญสติจากชีวิตจริง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
chuenapa kanphom · 4 มิ.ย. 2550
พ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช · 4 มิ.ย. 2550
อาจารย์ มุสตอฟา มาหน๊ะ · 4 มิ.ย. 2550
Dr.Anongpanuch · 4 มิ.ย. 2550
สิ่งที่ท่าน ผอ. (อาจารย์) วิชชา แชร์มาน่าสนใจมาก ผมเองก็เพิ่งหันมาสนใจในเรื่องการฝึกสติเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับเรื่องการเรียนรู้ (การศึกษา) ครับ
ในวันเสาร์หน้า (9 มิ.ย.) ผมจะไปบรรยายให้ครูที่โรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์ฟังเรื่อง KM และ LO ครับ ถ้าอาจารย์สนใจลองติดต่ออาจารย์บุญรอด แสงจันทร์ ดูนะครับ
หรือจะเข้ามาเยี่ยมเยียนผมที่ http://gotoknow.org/blog/beyondKM
ผมเคยเขียนบันทึกการไปเป็นวิทยากร KM ที่โรงเรียนบ่อไร่ฯ จ.ตราด ไว้ที่นี่ครับ --> http://gotoknow.org/blog/beyondkm/46793
เรียน ท่านอาจารย์ ประพนธ์ ทีเคารพ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงเลยครับ ที่กรุณาให้เกียรติ ผมติดตามแนวคิดและผลงานของท่านอาจารย์มาโดยตลอดครับ ผมศึกษาแนวคิดของท่านอาจารย์จาก KM ฉบับขับเคลื่อน และ KM ฉบับมือใหม่ขัดขับ และก็ติดตามความเคลื่อนไหวของท่านอาจารย์มาโดยตลอดครับ อีกทั้งได้พุดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่าน ผอ.โรงเรียนบ่อไร่วิทยาคมในสรุปประเด็นความรู้ที่ได้จากท่านอาจารย์ ท่านก็พูดคุยแนวความรู้ที่ได้รับจากท่านอาจารย์ให้ผมฟัง เอาเป็นว่าที่ท่านอาจารย์กรุณาให้เกียรติผมเป็นอย่างสูง ผมจะขออนุญาตเข้าไปรับฟังความรู้และประสบการณ์จากท่านอาจารย์ครับ
มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่าน ผอ.วิชชา หลายครั้ง และชื่นชมท่านที่ใฝ่เรียนรู้ ดูเอาจริงเอาจังกับเรื่องของ KM และ LO ฝันอยากให้มีเพื่อนผู้บริหารโรงเรียนอย่างท่าน ผอ.วิชชา มากๆ
ดีใจที่ได้ทราบว่า ผอ.วิชชา และ ผอ.วีรศักดิ์ เป็นเครือข่ายกันอยู่แล้ว รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสรับใช้ท่านทั้งสองครับ เพื่ออนาคตการศึกษาของชาวตราด
เรียน ท่านอาจารย์ ดร.ประพนธ์ และ ท่าน ผอ.วีรศักดิ์ ที่นับถือครับ ตอนนี้ผมได้แนวร่วมมาอีกหนึ่งท่านครับ คือ ท่าน ผอ.สุเอซ สัมโย ผอ. โรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์ 2 เสาร์นี้ผมชวนท่านไปฟังด้วยครับ ก็ต้องเรียนขออนุญาตท่านอาจารย์ประพนธ์ด้วยครับ ส่วนทางโรงเรียนสตรีประเสริฐศิลป์ ผมได้เรียนขออนุญาตกับท่าน ผอ.เพ็ญศรี แล้ว ซึ่งท่านก็ยินดีครับ
อัลเบิร์ต ไอสไตล์ กล่าวถึงพระพุทธศาสนาก่อนเสียชีวิต
ถึงแม้อัลเบิร์ต ไอสไตล์ ได้จากโลกนี้ไปโดยที่เขายังไม่สามารถค้นพบตำตอบตามที่เขากำลังต้องการก็ตาม แต่ไอสไตล์ได้ทิ้งคำพูดที่เป็นปริศนาที่สำคัญมากให้กับมนุษยชาติ ในช่วงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา อัลเบิร์ตได้เริ่มสงสัยแล้วว่า พระพุทธศาสนา อาจจะเป็นศาสนาที่ให้คำตอบต่อคำถามที่เขากำลังพยายามค้นหา ในช่วง 1 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตนั้น มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน ได้ตีพิมพ์งานเขียนชิ้นหนึ่งของเขาชื่อเรื่อง ” The Human Side “ ซึ่งนักฟิสิกส์ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลผู้นี้ ได้กล่าวทิ้งท้ายให้เป็นปริศนาแห่งโลกอนาคตว่า
The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend personal God and avoid dogma and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things natural and spiritual as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that could cope with modern scientific needs it would be Buddhism. (Albert Einstein)
“ศาสนาในอนาคต จะต้องเป็นศาสนาสากล ศาสนานั้นควรอยู่เหนือพระเจ้าที่มีตัวตน และควรจะเว้นคำสอนแบบสิทธันต์ (คือเป็นแบบสำเร็จรูปที่ให้เชื่อตามเพียงอย่างเดียว) และแบบเทววิทยา(คือพึ่งเทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้น เมื่อครอบคลุมทั้งธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมีรากฐานอยู่บนสามัญสำนึกทางศาสนา ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ต่อสิ่งทั้งปวง คือ ทั้งธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมที่มีความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกำหนดนี้ได้….ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความต้องการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ปัจจุบัน ศาสนานั้นก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา”
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักฟิสิกส์ ชาวเยอรมัน ผู้เสนอทฤษฏีสัมพันธภาพ
คำพูดของไอสไตล์นั้นมีความนัยที่สำคัญซ่อนอยู่และรอคอยการค้นพบ และทฤษฎีเอกภาพหรือทฤษฎีสรรพสิ่งที่ต้องการค้นหานั้น ที่จริงพระพุทธเจ้าได้ตอบให้เบ็ดเสร็จก่อนหน้านั้น 2500 ปี http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einsteinhttp://www.mlahanas.de/Privat/quotations.htm Buddhism Answers“The religion of the future will be a cosmic religion. “Buddhism has the characteristics of what would be expected in a cosmic religion for the future: it transcends a personal God, avoids dogmas and theology; it covers both the natural & spiritual, and it is based on a religious sense aspiring from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism.”- Albert Einstein [1954, from Albert Einstein:The Human Side, edited by Helen Dukas and Banesh Hoffman, Princeton University Press]http://members.shaw.ca/sanuja/buddhismquorts.html ๘.วิปัสสนาคืออะไร? ทำไมต้องปฏิบัติ?
……ตอบ. วิปัสสนาแปลว่า เห็น(รู้อย่างเข้าใจ)แจ่มแจ้งในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยินอาการที่เคลื่อนไหว ใจที่คิด เป็นต้นเป็นวิธีการปฏิบัติที่จะนำกายและใจของผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวดับ สงบเย็น(นิพพาน)ได้ ถ้าต้องการสุขแท้สุขถาวรที่ไม่กลับมาทุกข์อีกก็ต้องดำเนินไปตามหนทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น (เอกายโน เอกมคฺโค)
ความรู้สึกของผู้ปฏิบัติหลายท่าน คิดว่า “การปฏิบัติสมถกรรมฐาน ดีกว่าวิปัสสนากรรมฐาน เพราะสมถฝึกแล้วทำให้เหาะได้รู้ใจคนอื่นได้ เสกคาถาอาคมได้ ส่วนวิปัสสนาทำไม่ได้” แต่ถึงอย่างไรก็ตามผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชน ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิหาที่สุดของภพชาติไม่ได้ ยังต้องตกอบายทรมานในนรกอีก ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้นถึงแม้จะเหาะไม่ได้ เสกคาถาไม่ขลัง แต่ก็เหลือภพชาติเพียงแค่ ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่งและตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปก็จะไม่ตกอบายอีกแล้วไม่ว่าอตีดจะเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม
๙.ปฏิบัติวิปัสสนาแล้วจะได้รับผลดีอย่างไรบ้าง?
….ตอบ.ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีมากมายยากที่จะอธิบายให้เห็นจริงได้จนกว่าผู้นั้นได้ลงมือปฏิบัติจนได้เห็นผลจริงด้วยตนเองแต่พอกล่าวเป็นตัวอย่างได้ดังนี้
..๑. ทำให้บรรลุโสดาบันได้ภายใน ๓-๔เดือนทั้งที่มีเวลาพักถึงวันละ ๗ ชั่วโมง
..๒. เมื่อบรรลุโสดาบันแล้วถ้าหากต้องการมีฤทธิ์ มีเดช ก็สามารถฝึกสมถกรรมฐานต่อได้เลยจะสำเร็จได้ในระยะเวลาไม่นาน ในขณะที่การปฏิบัติสมถล้วนๆ ต้องใช้เวลาปฏิบัติกันถึง๒-๓ปี หรือนานกว่านั้น จึงจะได้ผล
..๓. เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาถึงสังขารุเปกขาญาณ (ญาณที่ ๑๑) จนแก่กล้าแล้ว ทำให้โรคบางอย่างหายได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจต่อมไทรอย โรคเกี่ยวกับลม เส้นเอ็นและกระดูก (..นี้เป็นตัวอย่างจริงที่พบเห็นจากผู้ร่วมปฏิบัติ ) เป็นต้น
..๔.ถ้ามีเหตุให้ปฏิบัติไม่สำเร็จ ไปติดอยู่เพียงแค่ญาณ ๑๑ ก็ไม่เสียเวลาเปล่าเพราะจะเกิดปัญญาญาณ ที่จะใช้ในการแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกได้ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางโลกหรือทางธรรม โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวระหว่างสามีภรรยา ลูก หลาน ญาติพี่น้อง (คิดค้นวิธีเอายานไวกิ้งลงบนดาวอังคารได้ก็ด้วยการนั่งสมาธินี่แหละ)
..๕. ล้างอาถรรพ์ มนต์ดำได้ ไม่ว่าจะถูกของหรือโดนยาพิษ ยาสั่งมา เมื่อปฏิบัติจนถึงสังขารุเปกขาญาณแล้วอาถรรพ์จะหายไปจนเกลี้ยง ( เรื่องนี้ขอท้าให้พิสูจน์)
๑๐.ปฏิบัติวิปัสสนาทำไมต้องกำหนดท้อง “พองหนอ-ยุบหนอ” พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดลมหายใจเข้าออกมิใช่หรือ?
…..ตอบ.การปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดพอง-ยุบ เผยแผ่โดยท่านมหาสีสยาดอ (โสภณะมหาเถระ)ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งปริยัติและปฏิบัติ ในประวัติของท่านเล่าว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก อรรถกถา และฎีกามากต่อมาท่านต้องการปฏิบัติวิปัสสนาซึ่งเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาที่แท้จริงจึงเที่ยวสืบค้นหาสำนักปฏิบัติวิปัสสนาที่มีหลักการสอดคล้องกับคัมภ์ที่ได้ศึกษามาในที่สุดท่านได้เลือกปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนด “พองหนอยุบหนอ”กับพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านหนึ่ง จนเห็นผลจริงว่าวิปัสสนามิใช่มีอยู่แต่ในตำรา การกำหนดดูอาการท้องพอง ท้องยุบอย่างจดจ่อ ต่อเนื่องนี่แหละ เป็นการเจริญวิปัสสนาให้บรรลุถึงมรรคผลได้จริงอีกวิธีหนึ่ง ( ที่สำคัญคือปฏิบัติง่าย ได้ผลเร็วในระยะเวลาเพียง๓-๔เดือนเท่านั้นเอง)
….ความสอดคล้องกันระหว่างการปฏิบัติสติปัฏฐานที่กำหนดดูอาการพอง-ยุบของท้องกับหลักการในพระคัมภีร์ผู้สนใจหาอ่านได้จากหนังสือเรื่อง “วิปัสสนานัย”ซึ่งเขียนโดยตัวท่านเองอ้างหลักฐานที่มาของแต่ละข้อความไว้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะเล่มที่แปลเป็นภาษาไทยโดยพระคันธสาราภิวังส์ (วัดท่ามะโอจังหวัดลำปาง)นั้นได้ระบุเชิงอรรถไว้ด้วยว่าข้อความนั้นๆ นำมาจากคัมภีร์ชื่ออะไรเล่มที่เท่าไหร อยู่หน้าไหน? ท่านผู้ใคร่ในการศึกษาและปฏิบัติโปรดพิสูจน์สอบสวนเอาด้วยตนเองเถิด..
๑๑.ทำไมไม่ปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ)ซึ่งมีผู้ปฏิบัติกันแพร่หลายอยู่แล้ว?
….ตอบ.ยังไม่มีพระอาจารย์ท่านใดกล้ากล่าวว่าตนสามารถสอนวิปัสสนาแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออกให้เห็นมรรคเห็นผลได้ภายในระยะเวลาเพียง ๓-๔ เดือนและสามารถอธิบายสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงด้วยทฤษฎีญาณ ๑๖ได้
(ลมหายใจเข้า-ออก กับอาการท้องพอง-ท้องยุบที่หน้าท้องเป็นลมอัสสาสะปัสสาสะอันเดียวกัน อาการพองเกิดจากลมหายใจเข้าอาการยุบเกิดจากลมหายใจออก เพียงแค่ย้ายฐานลมจากที่จมูกมาจับกำหนดรู้อาการพองอาการยุบที่หน้าท้องแทนพร้อมเพิ่มคำบริกรรมเพื่อกำหนดรู้อาการพอง-อาการยุบให้ทันปัจจุบันและตรงตามสภาวะ )
๑๒.ปฏิบัติวิปัสสนาแบบกำหนดพอง-ยุบกับแบบกำหนดลมหายใจเข้าออกแบบไหนดีกว่ากัน?
….ตอบ.ปฏิบัติแบบกำหนดลมหายใจเข้า-ออกดีกว่า เพราะมีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกชัดเจนกว่าและเมื่อปฏิบัติสำเร็จแล้วทำให้เกิดคุณวิเศษต่างๆได้เช่น รู้ใจผู้อื่นได้แสดงปาฏิหาริย์ได้ เป็นต้น แต่ต้องปฏิบัติกันหลายปีจึงจะสำเร็จได้และสำหรับบางคนปฏิบัติไม่ได้ผลเลย เพราะเป็นวิสัยของผู้มีปัญญาเท่านั้นส่วนการปฏิบัติแบบกำหนดพอง-ยุบถึงจะให้เกิดคุณวิเศษต่างๆไม่ได้ แต่สามารถปฏิบัติได้ทุกคน เห็นผลได้ภายใน ๑ เดือน สำเร็จได้ภายใน ๓-๔ เดือน
๑๓.การปฏิบัติวิปัสสน มีวิธีการอย่างไรบ้าง?
…..ตอบ มีขั้นตอนปฏิบัติเบื้องต้นดังนี้
…………๑) เดินจงกรม เดินกลับไปกลับมา ก้มหน้าเล็กน้อยส่งจิตกำหนดดูอาการของเท้าแต่ละจังหวะที่เคลื่อนไป อย่างจดจ่อ ต่อเนื่องรับรู้ถึงความรู้สึกของเท้าที่ค่อยๆยกขึ้น ค่อยๆย่างลงและความรู้สึกสัมผัสที่ฝ่าเท้า(อ่อน แข็ง เย็น ร้อน ฯลฯ)ส่งจิตดูอาการแต่ละอาการอย่างจรด แนบสนิทอยู่กับอาการนั้น ไม่วอกแวกจนรู้สึกได้ถึงอาการที่เปลี่ยนไป ดับไปของสภาวนั้นๆ เช่น ขณะย่างเท้าก็รู้สึกถึงอาการลอยไปเบาๆ ของเท้า พอเหยียบลงอาการลอยๆ เบาๆ เมื่อ๒-๓วินาทีก่อนก็ดับไป มีอาการตึงๆแข็งเข้าแทนที่ พอยกเท้าขึ้นอาการตึงๆแข็งๆด็ดับไปกลับมีอาการลอยเบาๆ โล่งๆเข้าแทนที่ เป็นต้น ยิ่งเคลื่อนไหวช้าๆ ยิ่งเห็นอาการชัดและในขณะที่กำลังเดินอยู่นั้น หากมีความคิดเกิดขึ้นให้หยุดเดินก่อนแล้วส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆๆ” จนกว่าความคิดจะเลือนหายไป จึงกลับไปกำหนดเดินต่อ อย่ามองซ้ายมองขวาพยายามให้ใจอยู่กับเท้าที่ค่อยๆเคลื่อนไปเท่านั้น ถ้าเผลอหรือหลุดกำหนดให้เอาใหม่เผลอเริ่มใหม่ ๆๆๆ ไม่ต้องหงุดหงิด การปฏิบัติเช่นนี้ เรียกว่า “เดินจงกรม” ต้องเดิน ๑ ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย
…………๒) นั่งสมาธิ นั่งตัวตรงแต่ไม่ต้องตรงมาก ให้พอเหมาะสมกับสรีระของตนเอง นั่งสงบนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอวัยวะส่วนใดทั้งสิ้นจนสังเกตได้ว่าอวัยวะที่ยังไหวอยู่มีแต่ท้องเท่านั้นให้ส่งจิตไปดูอาการไหวๆนั้นอย่างต่อเนื่อง แค่ดูเฉยๆ อย่าไปบังคับท้องปล่อยให้ท้องไหวไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ นั่งกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่อง ไม่หลุดไม่เผลอ ถ้ามีเผลอสติบ้างก็ไม่ต้องหงุดหงิด เผลอ..เอาใหม่ ๆจนเห็นอาการพองอาการยุบค่อยๆชัดขึ้น ขณะเห็นท้องพองกำหนดในใจว่า “พองหนอ” ขณะเห็นท้องยุบกำหนดในใจว่า “ยุบหนอ” บางครั้งท้องนิ่งพอง-ยุบไม่ปรากฏก็ให้กำหนดรู้อาการท้องนิ่งนั่น “รู้หนอๆๆ” หรือ “นิ่งหนอๆๆ” บางครั้งพอง-ยุบเร็วแรงจนกำหนดไม่ทัน ก็ให้กำหนดรู้อาการนั้น “รู้หนอๆๆ” ถ้าขณะนั่งกำหนดอยู่มีความคิดเข้ามาให้หยุดกำหนดพองยุบไว้ก่อนส่งจิตไปดูอาการคิด พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “คิดหนอๆๆ” แรงๆ เร็วๆโดยไม่ต้องสนใจว่าคิดเรื่องอะไร พออาการคิดจางไปแล้ว หรือหายไปโดยฉับพลันให้กำหนดดูอาการที่หายไป “รู้หนอๆๆ” แล้วรีบกลับไปกำหนดพอง-ยุบต่อทันทีอย่าปล่อยให้จิตว่างจากการกำหนดเด็ดขาด ขณะที่กำหนดอยู่นั้น ถ้าเกิดอาการปวดขาหรืออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นมา ให้ทิ้งพอง-ยุบไปเลย แล้วส่งจิตไปดูอาการปวดนั้นบริกรรมในใจว่า “ปวดหนอๆๆ” พยายามกำหนดดูอย่างติดต่อ ต่อเนื่องแต่อย่าเอาจิตเข้าไปเป็นทุกข์กับอาการปวดนั้น ภายใน ๕ หรือ ๑๐วันแรกให้กำหนดดูอาการปวดอย่างเดียว ไม่ต้องสนใจอารมณ์อื่นมากนักจนกว่าอาการปวดจะหาย หรือลดลง วันแรกๆ อาการปวดจะไม่รุนแรงมากนัก นั่งได้ ๑ชั่วโมงแบบสบายๆ พอเรามีสมาธิมากขึ้น มีญาณปัญญามากขึ้น อาการปวดจะค่อยๆรุนแรงขึ้นจนทนแทบไม่ไหว จากที่เคยนั่งได้ ๑ ชั่วโมง พอวันที่ ๕-๖ เป็นต้นไป นั่ง ๑๐ หรือ ๒๐นาทีก็ทนแทบไม่ไหวแล้ว ให้พยายามนั่งกำหนดต่อไปจนกว่าจะครบชั่วโมง (เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการกำหนดบัลลังก์ต่อๆไป) ยิ่งปวดมากก็ยิ่งกำหนดถี่ๆเร็วๆแรงๆ นั่นแสดงว่าสมาธิของเราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน๑๐-๒๐วันเวทนาก็จะหายขาดไปเอง หรืออาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อยช่วงท้ายบัลลังก์ถึงต้อนนี้วิปัสสนาญาณของคุณก้าวเข้าสู่ขั้นที่ ๔ แล้ว ขั้นต่อไปไม่ควร/ห้ามปฏิบัติด้วยตนเอง(อย่างเด็ดขาด) ต้องมีพระอาจารย์คอยควบคุมอย่างใกล้ชิดมิฉะนั้นแล้วจะเกิดผลเสียมากว่าผลดี ..ขอเตือน..ที่อธิบายมานี้เป็นเพียงหลักปฏิบัติเบื้องต้นมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่จะต้องเรียนรู้ผู้ต้องการปฏิบัติให้เห็นมรรคเห็นผลแสวงหาสำนักปฏิบัติที่เห็นว่าเหมาะสมกับตนเอาเองเถิด..
๑๓.ปฏิบัติวิปัสสนาแบบพอง-ยุบ ทำไมต้องมีคำบริกรรมผมชอบปฏิบัติแบบไม่มีคำ
บริกรรม?
……ตอบ.ปฏิบัติแบบไม่มีคำบริกรรมแล้วทำให้บรรลุมรรค ผล ภายใน ๓-๔เดือนได้ไหมละ? คำบริกรรมมีไว้เพื่อช่วยให้สติเจาะจงต่ออารมณ์ที่กำหนดมากขึ้นทำให้เห็นอาการดับของอารมณ์ต่างๆที่กำหนดได้อย่างชัดเจนทำให้ปัญญาญาณเกิดขึ้นและก้าวต่อไปอย่างรวดเร็วจนสามารถบรรลุธรรมได้ภายในระยะเวลาเพียง ๓-๔ เดือนเท่านั้น จากหัวขัอคำถาม-ตอบทั้งหมด ๑๗ ข้อ โดย พระมหาประเสริฐมนฺตเสวี
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: 28.15pt 36.0pt" class="MsoNormal"> </p>