วัณโรค

ดิฉันขอให้คุณพัชราสรุปการไปฟังเรื่อง Tuberculin test for infection ที่ไปฟังจากสถาบันโรคทรวงอกมาให้อ่านค่ะ

เป็นการฝึกการเขียนในภาคบังคับที่เราสัญญากันไว้ก่อนไปค่ะ 

สรุปการอบรมหลักสูตร  พัฒนาศักยภาพงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ เรื่อง Tuberculin test for Infection control  

นพ.ทวีเกรียติ  ดุจหนึ่งคุณนากร  กล่าวถึง สถานการณ์วัณโรคในปัจจุบัน  เป้าหมายของการรักษา  cure rate อย่างน้อย  85%   การค้นหาผู้ป่วย case detection  rate อย่างน้อย 70%  การนำ “DOTS” มาใช้จะทำให้วัณโรคลดลง    แต่ในปัจจุบันโรคเอดส์เป็นสาเหตุที่ทำให้วัณโรคไม่ลดลง  ซึ่งในปัจจุบัน MDR TB มีแนวโน้มจะมีมากขึ้นหากยังมีภาวะนี้  และมีการดื้อยา Second line ขึ้นอีก จะเกิดภาวะ XDR TB (Entermely Drug Resistant TB) ขึ้นได้ ซึ่งจากการศึกษาตั้งแต่ปี คศ.2000 2004 พบ 20% ของผู้ป่วยวัณโรคที่มีภาวะ MDR TB และ 2% ที่พบภาวะ XDR TB ได้มีการคิดยาตัวใหม่สำหรับใช้ในราย MDR TB คือ Octanoyl – protein transferase (Lip B) ดังนั้นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ หาผู้ป่วยให้เจอ และรักษาให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งยาตัวใหม่ที่จะใช้รักษา MDR TBซึ่งในอนาคตวัณโรคลดลง แต่ MDR TB และ XDR TB มีแนวโน้มจะสูงขึ้น หากเป็นจริงต้องหาที่อยู่เป็นนิคมให้แก่บุคคลเหล่านี้เพื่อแยกออกไปต่างหาก 

พญ.กัลยา  ปัญจพชผล  กล่าวถึง  Tuberculin Skin Test (PPD) บุคคลที่สมควรทำได้แก่ ผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น ญาติ หรือเจ้าหน้าที่ของ PPD คือ เทคนิคการทำและเทคนิคการอ่าน  ซึ่งจะอ่านผลภายใน 48-72 ชม. หลังทำ  และอ่านค่าเป็น mm. ไม่อ่านว่า Neg. หรือ Post. ซึ่งต้องประกอบด้วยอาการทางคลินิกประกอบด้วย  ถ้าหาก Neg. แล้วยังสงสัยให้ทำ Two-step-testing คือ ทำ Boster หลังครั้งแรก 1-3 สัปดาห์ Quanti Feron-TB Gold คือ การทดสอบวัดระดับอิมมูนวัณโรคในเลือด ซึ่งจะมาแทน TST ในอนาคต  ซึ่งสามารถบอกผลเลยว่าเป็น Desiese หรือ Latent ใน 24 ชม. 

นพ.เจริญ  ชูโชติถาวร  กล่าวว่า  การทำ TST นั้น  ควรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือชำนาญ  โดยผ่านการอบรมมีใบประกาศนียบัตรรับรอง  ซึ่งจะทำให้การอ่านการทำมีคุณภาพได้มาตรฐาน  เชื่อถือ ยอมรับได้  หลังจากนั้นได้เล่าถึงความเป็นมาของการค้นพบเชื้อโรคและวิธีนำเชื้อมาทดสอบทางผิวหนัง ซึ่งมีมากมายหลายวิธี เช่น Mentone test, Tine Test, Heaf test และ Multiple puncture test ซึ่งวิธีที่ใช้ในปัจจุบัน คือ Mantouse test การแปรผล False positive และ False negative tuberculin test นั้น  อาจเกิดจากเทคนิคการทำและปฏิกิริยาของตัวผู้ป่วยเองด้วย 

ทีมงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อของสถาบันโรคทรวงอก  ได้มาสาธิตและแนะนำวิธีการทำ TST และการอ่านผลโดยพยาบาล ICN  เป็นผู้ทำทุกรายตาม Flow ของสถาบันฯ ซึ่งสมัยก่อนใช้พยาบาลประจำ ward เป็นผู้ทำ  ซึ่งใช้เทคนิคทางการพยาบาล ซึ่งมีวิธีต่างจากการทำ TST  โดยผ่านการอบรม  จะเชี่ยวชาญและถูกต้องมากกว่า ดังนั้นทางสถาบันฯ จึงพัฒนาคุณภาพโดยใช้ Flow ดังกล่าวให้ ICWN รับผิดชอบ 

ข้อเสนอแนะ  สถาบันบำราศนราดูรเป็นสถานพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคด้วยเช่นกัน  มีแผนกที่ทำ TST  คือ ER และ IPD  หากบุคลากรดังกล่าวยังต้องปฏิบัติงานนี้อยู่น่าจะได้การอบรมหลักสูตรดังกล่าว  เพื่อพัฒนางานคุณภาพทางการพยาบาลให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น  หรือปรับเปลี่ยนขั้นตอนการปฏิบัติงานตามแต่จะเห็นสมควรตามสภาพการณ์ของสถาบันฯ

ขอบคุณคำแนะนำของหนูพัชราค่ะ   จะนำไปบอกพยาบาลไอซีให้ค่ะ