เมื่อวานผมไปนำเสนอโครงการวิจัยต่อสกว.ในชุดโครงการ มาเลเซียนัยสำคัญต่อไทย ในการนำเสนอเขาแบ่งโครงการออกเป็นสามกลุ่ม นำเสนอทีละคนและเมื่อครบในแต่ละกลุ่มก็มีผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อแนะนำ เดิมทีผมได้รับมอบหมายจากหัวหน้าทีมวิจัยให้เป็นผู้นำเสนอ 1 โครงการครับ แต่บังเอิญด้วยอุบัติเหตุจากความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้นำเสนอโครงการอีกชุดหนึ่งไม่สามารถมาถึงที่มหาวิทยาลัยได้ทันตามกำหนด (รถของท่านโดนเรือใบที่ไม่ยอมอยู่ในน้ำแต่มาอยู่บนบก) ผมเลยต้องเป็นผู้นำเสนอโครงการแทน สรุปผมต้องนำเสนอสองโครงการ ซึ่งโครงการที่ผมต้องไปแทนเนี๊ยะดันเป็นโครงการในกลุ่มแรกที่ต้องนำเสนอ และสุดท้ายก็ก่อให้เกิดปัญหากับผมจนได้

โครงการนี้ผมไม่ได้เป็นทีมวิจัยอยู่ด้วยครับ แต่ที่รู้เรื่องเนื่องจากเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการให้เกิดโครงการขึ้น รายละเอียดของโครงการทั้งหมดผมเป็นคนพิมพ์เหมือนโครงการของผมเอง

แต่ปัญหาคือ ที่ประชุมเค้าไม่มีปลั๊กให้เสียบโน้ตบุคเลย ผมจึงไม่สามารถดึงข้อมูลทั้งหมดมาได้ เมื่อโดนซักจากโครงการนี้ หลังจากที่ผมนำเสนอเสร็จ มันจึงทำให้ความมั่นใจในโครงการของผมเองเสียไปด้วย ทั้งๆ ที่โครงการที่สองผมเตรียมข้อมูลมาอย่างดี (จริงๆ ขอผู้จัดแล้วให้เอาโครงการผมขึ้นมาก่อนแต่เขาไม่ยอม)

แต่หลังจากการนำเสนอโครงการที่สอง ด้วยโปรแกรม macromedia authorware ก็ได้ผลอย่างที่คิดครับ คือ ทีมงานชมว่าดีมากกกก.. (ตัวลอยเลยครับ)

ผู้ทรงคุณวุฒิหลักมีสองท่านครับ คือ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และศ.ดร.เกื้อ (ขออภัย ลืมนามสกุลของท่านแล้ว)

รศ.ดร. ชัยวัฒน์ พูดแนะนำเข้าใจง่ายมากครับ ว่า โครงการต้องปรับอะไร และข้อเสนอของท่านสอดคล้องกับความรู้สึกส่วนตัวที่มองเห็นโครงการที่ได้เสนอไป คือ ขาดความเข้มแข็งในการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้กระบวนการอื่นๆ ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร

แต่ผมพบว่า ข้อเสนอหลายข้อที่ทั้งสองท่านเสนอแนะนำกลุ่มแรกไปนั้น ผมมีคำตอบให้ครบทุกอย่างในการนำเสนอโครงการของผม เช่น ทำไมเลือกพื้นที่นี้ หรืออะไรก็ตาม เพียงแต่ในเอกสารไม่ปรากฏ ด้วยเหตุผลของเวลาในการค้นเอกสารอ้างอิงเท่านั้นเอง

อ.ชัยวัฒน์ มีคำพูดที่เกริ่นนำการแนะนำของท่านได้น่าประทับใจครับว่า ฟังยังงัยให้ได้ยินในสิ่งที่คนอื่นพูด

ท่านบอกว่า ถ้าได้เริ่มที่มุมมองนี้ก็จะทำให้การปรับปรุงโครงการทำได้ดีขึ้นทีเดียว 

ผมมาตีโจทย์จากสิ่งที่อาจารย์ได้พูดต่อไปว่า เช่นเดียวกันกับการเขียนโครงการวิจัย การศึกษาเอกสารงานวิจัยหรือวรรณกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นกระบวนการที่สำคัญมากสำหรับการทำวิจัย เพราะนั่นก็หมายถึงการฟังและตรึกตรองคำพูด การกระทำของผู้ที่ได้ทำไปก่อนหน้าเรา ซึ่งหากเรานำสิ่งดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ก็ย่อมทำให้งานวิจัยของเรามีคุณค่าขึ้น ในมุมกลับกัน หากเราปิดตาปิดหูไม่ฟังไม่ดูคนอื่นเลย เราก็จะกลายเป็นคนไร้ค่าไปโดยอัตโนมัติเหมือนกัน

ส่วนท่านอาจารย์เกื้อนำเสนอ ในประเด็นของการนำ data ไปสู่ information และแปลงไปสู่ mis เป็นหัวใจหนึ่งของงานวิจัย

ผมว่าสุภาษิตไทย สุภาษิตหนึ่งที่ยังใช้ได้ตลอดคือ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล อันนี้จริงๆ ครับ ได้นั่งร่วมวงกับผู้รู้ ความรู้ก็เพิ่มขึ้นครับ