หลังจากที่ห่างหายไปนาน วันนี้มีโอกาสที่จะเข้ามาบันทึกเรื่องต่อไป จริง จริง แล้วเรื่องนี้ได้ทำการบันทึกไว้แล้วครั้งหนึ่ง ช่วงหลังกลับจากการอบรมใหม่ๆ แต่มีความผิดพลาดในการกด mouse ทำให้ข้อความทั้งหมดหายไปในพริบตาครับ ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นก่อนไปอบรมคงมีอาการหงุดหงิดเป็นแน่แท้ครับ เพราะช่วงเขียนนั้นใช้เวลาเกือบ 2 ชม. แต่ในวันนั้นตกใจเล็กน้อยครับ หลังจากนั้นก็คิดว่าไม่เป็นไรเขียนใหม่ได้ครับ ซึ่งถ้ามองไปแล้วมันก็เป็นไปตามหลักของธรรม(ชาติ) ทุกสิ่งที่การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไปในที่สุดครับ
จากการไปฝึกอบรมที่สตึกใน Module: Team Learning มาในครั้งนี้เป็นเรื่องของ EQ ครับ Module: Self Development ที่วัดป่าธรรมอุทยาน ก่อนไปได้ยินการบอกกล่าวจากรุ่นที่1 ว่ามีเดินไปที่เมรุ นั่งที่ป่าช้า หลายคนที่ไปต่างมีอาการลังเลว่าจะไปดีหรือเปล่า กลัวก็กลัว แถมบางคนมีการใจกำลังจากรุ่นที่1 อีกว่า เตรียมพร้อมหรือยังนิมนต์พระไปด้วยนะ (กำลังใจดีมากครับ แต่กำลังสติหายไปเยอะเลย)
การอบรมครั้งนี้ท่านอาจารย์วรภัทร์ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนครับ จะเริ่มฝึกอบรมหลัง 2 ทุ่มเป็นต้นไปครับ ถูกต้องแล้วครับผมเขียนไม่ผิดครับอบรมช่วงกลางคืน
ในคืนวันที่1 จะเป็นเรื่องของการฝึกดูจิตของตัวเองว่าเมื่อจิตเราเกิดขึ้นมา อาการที่แสดงออกมาเป็นอย่างไร
ในคืนวันที่2 หลังจากที่รู้ถึงลักษณะอาการของการเกิดของจิตแล้ว วันนี้จะเป็นการฝึกในเรื่องของสติครับ
ในช่วงเช้าของวันที่1 อาจารย์วรภัทร์จะให้ทุกคนอยู่กับตัวเอง ปล่อยวางทุกอย่างทิ้งกองไว้ ดูจิตตัวเองอยู่ทุกขณะ ทำอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินจงกรม หรือนั่งสมาธิ ทำอะไรก็ได้ครับแต่ให้ดูจิตของตนเอง ลองอยู่สักพัก เเอบไปเดินสำรวจรอบวัด ป่าช้า เมรุอยู่ 1 รอบ เป็นการสำรวจพื้นที่กะว่าถ้าคืนนั่งที่ป่าช้าจะได้วิ่งถูก ไม่หลง เป็นไงครับยังไม่เริ่มเลยการเกิดของจิตมาแล้ว ความคิดปรุงแต่งตามมาช่วยเป็นแรงเสมอ จากการเดินสำรวจได้สังเกตุจากการเดิน พบว่าทำไมเราเดินเร็วจังทั้งที่ไม่ได้เร่งรีบอะไร ครับอาการดังกล่าวท่านอาจารย์วรภัทร์ท่านบอกว่ามันเป็นอาการ Auto Mode ครับ ซึ่งทุกวันนี้ในชีวิตเราจะอยู่ในลักษณะของ Mode นี้มาก ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วจะพบว่าในช่วงของ Mode นี้สติจะน้อยมาก วันนั้นจึงลองพยายามทำทุกอย่างให้ช้าลง ช่วงแรกๆ เกิดลักษณะอาการฝืน ฝืน ครับ แต่ในวันที่2 และ3 เริ่มรู้สึกทำได้สบายขึ้นครับ และก็ถึงเวลาที่รอคอยครับ ในคืนวันที่1 อาจารย์ได้พาทุกคนเดินไปที่เมรุ ซึ่งต้องผ่านป่าช้า (ป่าช้าจะอยู่กลางวัดครับ) เมื่อถึงเมรุก็ให้ทุกคนเอามือเข้าไปจับขาคุณยายที่รอเผาในช่วงเช้า (อาจารย์บอกครับ) คนที่หนึ่งเอามือล้วงเข้าไปที่ช่วงตรงอาการแล้วเงียบ เอาล่ะซิครับอาการของแต่ละคนมากันเลยครับ มือสั่น ตัวเย็น ตัวร้อน ขาสั่น คิดไปเรื่อยครับ หลังจากที่ทุกคนผ่านการจับขาคุณยายแล้ว อาจารย์ก็ให้สำรวจดูอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะที่อยู่บนเมรุ และได้อธิบายให้เราฟังถึงการพิจารณามองดูจิตที่เกิด ซึ่งเมื่อจิตที่เกิดขึ้นจะปรากฏให้เห็นทางกายของเรา เช่นรู้สึกกลัว กายก็จะมีอาการมือเย็น มือสั่น เป็นต้น
ในคืนที่2 ก่อนที่จะเข้าฐานท่านอาจารย์วรภัทร์ได้อธิบายถึงขันธ์5 (ขอติดไว้ฉบับต่อไปนะครับ) และมีการฉายการคลอดลูก และการผ่าศพให้ดูก่อน จากนั้นก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม จับฉลากเลือกจุดที่นั่ง โดยจะให้ทำการนั่งใช้เวลา 1 ก้านธูป (~ 50 นาที) ในขณะนั่งให้สำรวจจิตตัวเองที่เกิด และใช้สติในการควบคุมจิต ครับหลังจากที่ผ่านฐานนี้แล้วแต่ละคนได้ประสบการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายกันได้ครับ ทำให้รู้เรื่องการใช้สติควบคุมจิตที่เกิดขึ้น
หลังจากกลับจากวัดในครั้งนี้จะใช้ประสบการณ์ที่ได้มาใช้กับการดำเนินชีวิต การทำงาน และการอยู่ร่วมกันครับ
ขอขอบคุณท่านอาจารย์วรภัทร์ และอาจารย์ทุกทุกท่าน รวมถึงผู้บริหารของเครือซิเมนต์ที่ได้ให้มีหลักสูตรนี้ขึ้นมาให้กับพนักงาน ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ Nosman
ดีใจจัง บันทึกเกิดขึ้นใหม่แล้ว หลังจากตั้งใจเขียนรอบนี้ ชอบอ่านค่ะ ทำให้นึกถึงบรรยากาศการเรียนรู้ ที่หาได้ยากจริงๆ รู้สึกสนุก มีความสุขทุกครั้ง อยากไปวัดอีกค่ะ ห้ามอยากใช่ไหมคะ ทำให้จิตตกเหมือนกัน ถ้ามีบุญ คงได้กลับไปอีก สงบดีมากๆ
ขอเป็นกำลังใจให้เขียนเรื่องอื่นๆ ต่อไปนะคะ จะคอยติดตามอ่านค่ะ
สวัสดีค่ะ
การฝึกจิตเพื่อให้มีสติ และสมาธิ เป็นเรื่องที่สำคัญมากในชีวิตคนเราค่ะ
ดิฉันเองมีโอกาสได้ฝึกฝนมานานแล้ว และเห็นสัจธรรมหลายๆอย่างด้วยตัวเองจริงๆค่ะ