เมื่อใดที่เจอคนหรือสัตว์ที่ประสบทุกข์ บอกตนเองว่าได้โอกาสเจริญเมตตาและกรุณาแล้ว เป็นการสร้างกุศลจิตให้เกิดขณะที่อกุศลกำลังให้ผลเจอคนหรือสัตว์มีความสุข ให้ฉวยโอกาสเจริญมุทิตาจิต เพื่อเกื้อหนุนกุศลที่กำลังให้ผลอยู่นั้น มีกำลังยิ่งๆขึ้นขยายตัวกว้างขวางขึ้น

เมตตาธรรม : ภาคสี่ ว่าด้วยอานิสงส์ของเมตตา

     เรื่องของเมตตาธรรมผมว่าไปแล้วหลายตอน ทั้งคุณลักษณะ คุณสมบัติและวิธีการปฏิบัติ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถชวนเชิญให้ท่านทั้งหลายสนใจนำไปปฏิบัติบ้างหรือปล่าว จึงขอสรุปเรื่องด้วย อานิสงส์ของการเจริญเมตตาเป็นการตบท้าย
    
     แบบเมตตาชวนชิมนะครับ

     เมตตา เป็นธรรมที่เหมาะสำหรับในยุคปัจจุบันมาก เพราะคนมีภาวะความเครียดสูง เนื่องภาวะผันผวนทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม จึงทำให้จิตเร่าร้อนตลอดเวลา เป็นคนป่วยไข้ทางจิต ก่อให้เกิดโรคภัยหลายโรคมาเบียดเบียน เช่นโรคกระเพาะ  โรคนอนไม่หลับ โรคหวาดผวา โรคประสาท ลุกลามมาเป็นโรคหัวใจ เป็นต้น


     เชื่อหรือไม่ว่า การเจริญเมตตานั้นสามารถทำให้โรคภัยเหล่านี้บรรเทาและหายขาดได้ในที่สุดเป็นธรรมโอสถ แปลกแต่จริงที่ว่าพอแนะนำให้ปฏิบัติธรรมโดยนัยว่าเป็นยารักษาโรค คนกลับไม่ค่อยเชื่อ เนื่องจากมีอุปทานยึดอยู่ว่า คำว่า ยา นั้นหมายถึงสิ่งที่ต้องกินเข้าไปทางปากหรือใช้ทาตามตัวเท่านั้น

     ไม่รู้ว่ายาที่กินทางใจก็มี โรคทางใจต้องรักษาทางใจ


     ผมจึงคัดเอาอานิสงส์ของการเจริญเมตตามาอวดสรรพคุณ เผื่อว่าท่านทั้งหลายอยากได้มั่ง เล่าความโดยพระอานนท์พุทธอนุชา ที่ได้สดับมาจากพระโอษฐ์พระพุทธองค์ ณ เชตะวันมหาวิหาร ทรงตรัสต่อภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วยการเจริญเมตตาเพื่อความหลุดพ้นแห่งจิตนั้นมีอานิสงส์ถึง 11 ประการ เมื่อถูกทูลถามเรื่องการเจริญเมตตาจิต มีอานิสงส์อย่างไร ?

     พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต.... เจริญเมตตาจิต... ใส่ใจเมตตาจิต... แม้ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าอยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า จะกล่าวไปใยถึงผู้ทำเมตตาจิตให้มากเล่า ?”

    และกล่าวอานิสงส์อื่นๆของเมตตาจิต มี 11 ข้อ ดังนี้...

 1. หลับอยู่ก็เป็นสุขสบาย
 2. ตื่นอยู่ก็เป็นสุขสบาย
 3. ไม่ฝันร้าย
 4. เป็นที่รักของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย
 5. เป็นที่รักของเหล่าอมนุษย์ทั้งหลาย
 6. เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา
 7. ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศาสตราก็ดี ย่อมทำอันตรายไม่ได้
 8. จิตย่อมเป็นสมาธิได้เร็ว
 9. ผิวหน้าย่อมผ่องใส และมีผิวพรรณดี
 10. เป็นผู้ไม่หลงกาลกิริยาตาย (เวลาตายมีสติ)
 11. เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษยิ่งๆขึ้นไป ย่อมไปสู่พรหมโลก (ได้สุคติชั้นสูง)

     ภิกษุทั้งหลาย เมตตาอันเป็นไปแห่งความหลุดพ้นของจิตนี้ อันบุคคลบำเพ็ญจนคุ้นแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้ชำนาญ ให้เป็นยวดยานของใจ ให้เป็นที่อยู่ของใจ ตั้งไว้อยู่เป็นนิตย์ อันบุคคลสั่งสมอบรมให้มากแล้ว ย่อมมีอานิสงส์ 11 ประการ ดังนี้” (สุตตันต.เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๒๒ หน้า ๓๖๑)

     ครับ มาถึงบรรทัดนี้ คงซาบซึ้งใจในพลานุภาพของเมตตาจิตว่า มีอานิสงส์หลากหลายจริงๆ สำหรับคนอย่างเราๆอานิสงส์ในข้อที่ 1 2 3 8 9 10 นั้น คงเป็นที่พึงปรารถนาของทุกคนและจูงใจให้พากันเจริญเมตตากันแล้ว

     โดยเฉพาะในหมู่คุณผู้หญิง อานิสงส์ในข้อ 9 ที่ว่า เจริญเมตตาแล้วผิวหน้าย่อมผ่องใสและมีผิวพรรณดีนั้น คงเป็นแรงจูงใจอย่างดี ว่าดีกว่าใช้เครื่องสำอางประเภทไวท์เทนนิ่งทุกยี่ห้อในโลก ก็ว่าได้

     ในอานิสงส์ข้อที่ 4-7 นั้น นักธุรกิจหรือคนที่ต้องเดินทางบ่อยๆน่าจะมาเจริญเมตตา เพราะไม่ต้องกลัวภัยอันตรายทั้งปวงจะมากล้ำกลาย เนื่องจากเป็นที่รักใคร่ของมนุษย์ อมนุษย์และเทวดาก็คอยปกปักษ์รักษา แถมท้ายด้วยตกน้ำไม่ไหลตกไฟก็ไม่ไหม้เสียอีก

      ยกตัวอย่างผมเองเวลาเดินทางไปไหนมาไหน ก่อนลงจากรถแผ่เมตตาเสร็จสรรพดีแล้ว ลงท้ายด้วยการฝากรถกะเทพ เทวดา พระภูมิเจ้าที่เสียเสร็จสรรพ เพื่อความไม่ประมาท

      ช่วยดูแลรถราให้ผมด้วยนาครับ อย่าให้หายหรือมีอันตรายเน้อ...ได้ผลดีทุกครั้ง :)

      ส่วนอานิสงส์สองข้อสุดท้ายนั้นเหมือนหลักประกันของบริษัทอินชัวรันส์ ที่ให้ความมั่นใจว่าเวลาตายนอนตาหลับ เพราะได้ตระเตรียมส่งเสียเบี้ยประกันครบเป็นกรรมธรรมชั้นหนึ่ง เนื่องจากเจริญเมตตาทุกๆวัน จึงได้ทั้งสติและคติที่ดีแม้ในเวลาช่วงสุดท้ายแห่งชีวิต

      จะหาได้ทีไหนอีก มีของแถมมากมายโดยไม่ต้องส่งสลากชิงโชค

      จบเรื่องของเมตตานั้นเกิดที่จิต กรุณาก็เช่นกันคุณธรรมทั้งสองนี้แทบจะเรียกได้ว่าเหมือนพี่น้องฝาแฝด ต้นเหตุของ กรุณา อยู่ที่การประสบกับอารมณ์ทุกข์ของคนสัตว์เหมือนกัน พบเห็นแล้วเกิดจิตเมตตาอยากช่วยให้สัตว์บุคคลนั้นพ้นไปจากทุกข์แล้วกรุณาก็เกิดติดตามมาคือ การลงมือกระทำทั้งกายวาจาใจช่วยเหลือสัตว์บุคคลนั้นทันที หรือเมื่อมีโอกาส

      ดังนั้น กรุณา จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยเมตตาเป็นตัวนำร่อง แต่ เมตตา นั้นเกิดขึ้นโดยลำพังไม่ต้องมีกรุณาประกอบก็ได้

      สังเกตได้จากคนบางคน พอเห็นขอทานเดินมา เกิดจิตเมตตา ร้องว่า

      “พุทโธ่น่าสงสารจริง” แต่มือกุมกระเป๋าเงินแน่น

      พอขอทานคล้อยหลังไป ก็แสร้งบอกเพื่อนว่า ไม่อยากให้หรอกเดี๋ยวจะได้ใจ ไม่ทำมาหากิน เป็นอันว่ากรุณากรุณาไม่เกิดแม้ว่าเมตตาจะช่วยนำร่องให้แล้วก็ตาม

      ดังนั้น เมตตาและกรุณาสมควรนำมาใช้ควบคู่กัน การใช้นั้นต้องประกอบไปด้วยสติปัญญา คือการรู้เท่าทัน

      การแสดงออกจึงควรต้องเหมาะสมกับบุคคล ชุมชนและเรื่องที่เกิดขึ้นภายในจิตของตน เนื่องจากการแสดงออกของเมตตาจิต ไม่มีส่วนไปกระทบกับผู้อื่นโดยตรง เพราะเกิดที่จิตเราก่อนแล้วค่อยตั้งเป็นความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ต่างกับ กรุณา ซึ่งมีการแสดงออกที่ต้องกระทบโดยตรงกับสัตว์บุคคลอื่น

      หากปฏิบัติไม่ถูกต้องแทนที่จะเกิดคุณ คือกุศล อาจพลัดไปเป็นบาปคืออกุศลได้

      เช่น เห็นงูกำลังจับกบกินเป็นอาหาร

      จึงเกิดจิตเมตตาสงสารกบ โธ่เอ๋ยกบที่น่าสงสาร แล้วแสดงความกรุณาออกไปด้วยการเอาไม้ตีหัวงูดังป๊อก….งูเลยใจน้อยหัวแตกมันสมองกระจาย


      ตายสิครับ! ถามได้

      คงเป็นความกรุณาที่ไม่เหมาะกับกาลและการกระทำ

      ดังนั้น กรุณาจึงเป็นแบบฝึกหัดที่ท้าทายปัญญาชาวพุทธไม่น้อย ที่ได้เกิดปัญญายิ่งขึ้นทุกครั้งที่มีจิตเมตตาจะได้ระมัดระวังความกรุณาให้แสดงออกด้วยสติและปัญญาเข้ากำกับ จึงจะเกิดผลอย่างมหาศาลและไม่มีโทษ ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์จึงเห็นค่าในคำสอนที่ลึกซึ้งและแยบคายนั้น สมกับคำกล่าวที่ว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของผู้ที่มีปัญญา เพราะยิ่งปฏิบัติตามคำสอนยิ่งเกิดปัญญาไปตามลำดับ

      เมตตาและกรุณาจึงเป็นโลกนาถธรรม คือเป็นธรรมที่เป็นที่พึ่งของโลก

      สังคมใดที่ขาดเมตตาและกรุณา หลับตาคิดดูก็รู้ว่าสังคมนั้นน่าอยู่หรือไม่

      ยังมีคุณธรรมอีกสองข้อที่ยังไม่ได้กล่าวถึง คือ มุทิตาและอุเบขา

      ครับ ก็มีข้อแตกต่างที่น่าสนใจประการแรกนั้นมุทิตาคือ จิตที่พลอยยินดีไปกับวาระหรือเหตุที่ทำให้เกิดผลของความสุขเกิดขึ้น

      มุทิตาจึงมี สุขเป็นอารมณ์

      ไม่ว่าจะเป็นสุขของเราหรือสุขของผู้อื่น

       เมื่อความสุขนั้นเกิดขึ้น เราก็เกิดจิตพลอยยินดีไปกับเขาด้วย เป็นจิตที่ชื่นชมโสมนัสที่ประกอบด้วยปัญญา ที่รู้ในเหตุแห่งความสุขนั้นเกิดขึ้นต้องเป็นกุศลเหตุ คือ ต้องกระทำความดีงามมาแน่ๆในอดีต เรียกว่าอดีตเหตุ

       ปัจจุบันผล เขาจึงได้รับผลของกุศลเหตุนั้น

       เราในฐานะสักขีพยาน จึงมีหน้าที่ไปแสดงความชื่นชมยินดีด้วยในโอกาสนั้น ด้วยวาจาหรือข้าวของ

       เช่น ฝรั่งก็ร้องว่า “Congratulations” แถมด้วยการจูบแก้ม

       ส่วนเราคนไทยก็กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยนะ” ก็เพียงพอ แก้มไม่ต้องหอมก็ได้...รึจะเสี่ยงหอมก็ตัวใครตัวมัน

       หรือเป็นคนใกล้วัดหน่อยก็กล่าวคำ “ขออนุโมทนาด้วย” พร้อมประนมมือไหว้

       เป็นอันจบบทหมดพิธีการแสดงความมุทิตาจิต ซึ่งการแสดงมุทิตาจิตนั้นสะท้อนถึงปัญญาของชาวพุทธที่มีศรัทธาเชื่อว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นั่นเอง


       เมื่อบุคคลกระทำความดี ความดีนั้นย่อมส่งผลให้เกิดภาวะของสุข เมื่อเรามาประสบพบเห็นในสัตว์บุคคลที่กำลังได้รับผลของความดีนั้น เราจึงพลอยยินดีไปกับเขาด้วย เพิ่มเติมสติปัญญาว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามมาแล้วและในขณะนี้นั้นเราก็กำลังทำสิ่งที่ถูกต้องดีงามสมเหตุอีกด้วยคือเป็นกุศลเหตุ

       ไม่ใช่ไปยืนค้อนควัก นินทาเขาอยู่ว่า ไม่เห็นได้ทำอะไรเลยทำไมได้สองขั้น ฮึ่มฮั่มอยู่ยังงั้นแล้วก็ลงมือเขียนบัตรสนเท่ห์

       เรียกว่าเจอกุศลเหตุแท้ๆ เอามาทำอกุศล จนได้

       อย่าทำอย่างที่ว่านะครับ เพราะนอกจากจะผลักให้เราไกลจากปัญญาของชาวพุทธแล้วยังปล่อยให้เจ้าตัวอิจฉาริษยามันเข้ามายึดครองจิตอีกด้วย ทำให้เราคิดผิด พูดผิด ทำผิดสืบต่อไป หากปล่อยตัวหลงเชื่อตามมันไปจะหลงทางกลับบ้านไม่ถูกกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปในที่สุด

       ดังนั้น เมื่อใดที่เจอคนหรือสัตว์ที่ประสบทุกข์ บอกตนเองว่าได้โอกาสเจริญเมตตาและกรุณาแล้ว เป็นการสร้างกุศลจิตให้เกิดขณะที่อกุศลกำลังให้ผลเจอคนหรือสัตว์มีความสุข ให้ฉวยโอกาสเจริญมุทิตาจิต เพื่อเกื้อหนุนกุศลที่กำลังให้ผลอยู่นั้น มีกำลังยิ่งๆขึ้นขยายตัวกว้างขวางขึ้น

       นี่เป็นแบบฝึกหัด ให้เกิดคุณธรรมของชาวพุทธ

       ไม่ใช่ไปเที่ยวพูดว่า คุณธรรม (อ่านว่า คุณ นะ ทำ) แล้วชี้นิ้วไปที่ผู้อื่น

       คุณธรรมข้อสุดท้ายคือ อุเบกขา ข้อนี้ค่อนข้างปฏิบัติได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยปัญญาและประสบการณ์ในขั้นสูงหน่อย ที่เข้าใจในเรื่องของชีวิตและโลกว่าสัตว์ทั้งหลายนั้นมีกรรมเป็นของๆตน จะประสบทุกข์และสุขนั้นย่อมอาศัยกรรมตนเป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัย

      จะอาศัยความรักใคร่เมตตากรุณานั้น หาได้ช่วยเหลือเขาให้หมดไปจากความทุกข์ทั้งหมดได้ไม่ เนื่องจากไม่ได้แก้ที่เหตุ เพราะเหตุนั้นกระทำมาแต่อดีตเสร็จสิ้นไปแล้ว ฉะนั้นจึงอาศัยเมตตาจิตและกรุณาเป็นการช่วยบรรเทาคลายสภาพทุกข์เท่านั้น

      ภาษาฝรั่งเรียก First Aid  ไทยเรียกว่า ปฐมพยาบาล

      บาลี จะเรียกว่าอะไร  ผมไม่รู้เพราะไม่ได้เป็นมหาเปรียญ

      เรื่องของอุเบกขาจึงเป็นเรื่องของปัญญาในระดับสูง ที่เข้าใจในเรื่องกรรมที่เรียกว่า “กัมมสกตาปัญญา” คือ ปัญญาที่รู้ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้นมีกรรมเป็นของตน ปัญญาที่รู้เห็นอย่างนี้จะทำให้เกิด อุเบกขาจิต คือจิตที่วางเฉย

      วางเฉย ต่อ เมตตา กรุณา และมุทิตาที่กระทำไปแล้ว

      ว่าทำดีที่สุดแล้ว ชอบแก่เหตุแล้ว สมควรในผลแล้ว

      จะได้วางเฉยในผลที่เกิดขึ้นติดตามมา ถึงไม่เป็นไปอย่างที่คิดและหวังก็ยังทำจิตวางเฉยได้ ไม่พลอยทุกข์ร้อนไปกับผลนั้นๆ

      อุเบกขาก็คือคุณธรรมในการกำกับกรรม การกระทำทั้งหลายให้ถูกต้องตรงทาง

      ทั้งหมดนี้คือ เรื่องของคุณธรรมที่เป็นคุณค่าแห่งชีวิต...พรหมวิหารสี่

      ในระดับของการอยู่อาศัยในโลกได้อย่างผาสุกพอสมควร ในระดับที่เป็นพื้นฐานของชีวิตที่ต้องดำเนินอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆรอบๆตัว เพื่อที่จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะมีการผิดพลาดมาบ้างแต่ก็เป็นประสบการณ์ชีวิต ที่ทำให้รู้จักแก้ไขและพัฒนา

      จนสภาพจิตมีคุณธรรมมั่นคงในระดับพื้นฐานขึ้นมาตามลำดับ มีสติเกิดเป็นหัวหน้า ประกอบด้วยศรัทธาและปัญญาที่ทัดเทียมกัน ประกอบด้วยความพากเพียรที่เสมอด้วยจิตที่ตั้งมั่น

      สามารถเข้าถึงคุณธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไปอีกในอนาคต