วิถีชีวิต ไอ้เฉื่อย
วันจันทร์ที่ 16 ก.ค. 50 นี้ จะมีสมัชชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ดูรายละเอียดได้ที่นี่
ผมจะไปบอกสังคมว่า สังคมอนาคตจะเผชิญปัญหา คนรุ่นใหม่จะมีวิถีชีวิต “ไอ้เฉื่อย” (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ) คือวันๆ ก็เอาแต่นั่งหรือนอนดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์ เล่นเน็ต กินอาหาร “แดกด่วน” (ขออภัย) เยาวชนส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาด้วยชีวิตแบบนี้
ลูกคนรวย และคนชั้นกลาง ชีวิตที่ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องขวนขวาย เป็นผู้เสพความบันเทิง และความตื่นเต้น โดยไม่ต้องสร้างอะไร ไม่ต้องลงแรงทำ
ลูกคนจน ก็รอความช่วยเหลือ นั่งดูละครทีวีน้ำเน่าปลอบใจว่าอาจมีมรดกเจ้าคุณปู่ลอยมา หรืออาจได้แต่งงานกับ “เจ้าชาย” หรือ “เจ้าหญิง” หรืออาจได้โชครวยจาก “เบญจคามฯ”
ถ้าสังคมเรามีคนรุ่นใหม่ ที่สังคมปลูกฝังเขามาแบบนี้ ใน 20 ปีข้างหน้า ชนส่วนใหญ่ของประเทศจะมี “การเชื่อมต่อใยประสาทสมอง” แบบหนึ่ง ที่ทำให้เขามีค่านิยม วิธีคิด บุคลิก ที่ไม่เหมือนคนไทยในอดีตและปัจจุบัน ที่เราเติบโตมาแบบต้องช่วยตัวเอง ปากกัดตีนถีบ ตะเกียกตะกายสร้างตัวสร้างฐานะ
ท่านผู้อ่านโปรดลองจินตนาการ ว่าคนไทยในอนาคต จะมีลักษณะอย่างไร และควรมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดผลร้ายต่อสังคม ใครควรเป็นผู้ลงมือดำเนินการ ฯลฯ และ ลปรร. กันด้วยนะครับ
วิจารณ์ พานิช
14 ก.ค. 50
ชีวิตผมเลยครับ lol. เว่อร์นิดนึงครับ เพราะไม่ได้นอนดูทีวี กับเล่นเกมส์ เพราะว่าไม่มี :-P. (ไม่ใช่ไม่อยากเล่น) <div>
</div><div>แดกด่วนก็จริงครับ พวก pizza ไม่ใช่อาหารแดกด่วน แต่อย่างใดเพราะต้องอบนาน แฮมเบอร์เกอร์ต้องซื้อ ผมพบว่ากินผักง่าย กับกล้วยด่วนกว่าครับ แต่ก่อนผมราดน้ำสลัดให้มันเปรี้ยวเค็มหน่อย เดี๋ยวนี้ผมเปิดตู้เย็น (สมัยเด็กๆไปเด็ดจากต้น แต่เดี๋ยวนี้ที่อาศัยมันเปลี่ยนไป) เด็ดผัก เดินเข้าห้องน้ำไปล้าง เอามือบีบๆ น้ำออกแล้วเอาเข้าปากเลย. (กล้วยคงไม่ต้องอธิบาย) แล้วก็ดื่นน้ำ๊อกเดียวกับที่ล้างผักตาม. เนื้อกินยากเพราะต้องทำให้สุก หรือต่อให้ไม่สุกก็เหนียว. </div><div>
</div><div>วันๆ ก็เล่นเน็ต(โดยเฉพาะ blog) แต่ก็ต้องอ่านเอกสารวิชาการ เขียนโปรแกรมบ้าง เขียนรายงานได้ ไม่งั้นเดี๋ยวไม่มีเรื่องโพส.</div><div>
</div><div>ไปวิ่ง ไปโยนจานร่อน เล่นเปตอง ก็อาจจะพอแก้เฉี่อยไปได้บ้างหรือเปล่าครับ? อาบน้ำ ซักผ้า ก็น่าจะพอได้.</div>
อันตรายร้ายแรงครับ
คนเฉื่อยนี่ คงเป็นคนละคนกับคนที่ตื่นตี 4 ตี 5 ขึ้นรถเมล์ไปโรงเรียน เรียนพิเศษ แย่งกันเรียน แย่งกันสอบ นะครับ. ผมดูขัดแย้งกันอย่างไรชอบกล? <div>
</div><div>หรือว่าเป็นคนละกลุ่มกัน? </div>
ชื่นชนคนมีวัตถุ มีชื่อเสียง แล้วนอนดูทีวีอยู่บ้าน มันขัดๆ กันหรือเปล่าครับ? ชื่นชมก็น่าจะอยากมีบ้าง? อย่างน้อยที่สุดก็คงไปหาแบบไม่สุจริต เช่น ปล้น ขโมย ฯลฯ แต่จะนอนดูทีวีอยู่บ้าน คงไม่ได้?
มองตามความเป็นจริง บางทีอาจจะยากที่ต้านทานจะไม่ให้เกมส์ หรือ สิ่งบันเทิงสมัยใหม่เข้ามาสู่เยาวชน หรือคนไทยปัจจุบัน ซึ่งเป็นตามยุคตามสมัย
ที่สำคัญคือ มันเป็นธรรมดาสิ่งเหล่านี้ไปผูกติดกับธุรกิจและ เศรษฐกิจ ที่ต้องมีผู้ผลิต และผู้ซื้อ ผมเพียงมองว่าเกิดความไม่สมดุล (ยังไม่เป็นสังคมที่พอเพียง เพราะเรามีความสามารถผลิตน้อยมาก (ก็คงเหมือนที่อาจารย์ว่า เราเฉื่อย) ดังนั้นเราก็ต้องซื้อเพื่อบริโภคมากกว่า (ผมไม่ต้านการบริโภคที่พอดี) แต่ผมเพียงอยากหวังว่าเรามีความสามารถ ผลิตและสร้างสรรค์ที่ดีขึ้น
สร้างสวนสาธารณะ สนามกีฬา ปรับปรุงทางเท้า จัดบริเวณสำหรับ แสดงดนตรี. ถ้าคนเรามีที่ทางจะทำอะไรบ้าง คงไม่ขลุกนั่งเล่มเกมส์อยู่. แต่ดูเมืองไทยเดินๆ ไปรถก็จะชน. สนามฟุตบอลเล็กนิดเดียวคนเล่น ครึ่งร้อย. อนาถๆ.
Take Two ครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว
Take Three ครับ ถึงแม้ความเห็นผมจะเหลวไหล เพ้อเจ้อ เลอะเลือนจนใช้ไม่ได้ และสิ่งต่างๆที่เขียนก็เป็นเพียงแค่ความเห็น แต่ก็ยังดีใจที่มีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นครับ
กราบเรียน อ.หมอวิจารณ์ที่เคารพ
ผมหมายมั่นปั้นมือไว้ดิบดี ว่างานนี้ต้องไปให้ได้ แต่แล้ว มีรายการอบรมเป็นวิทยากรเดี่ยว ที่การรถไฟ3 วัน16-18 กค. ครับ
สุดแสนเสียดายแต่ก็คิดว่าสิ่งที่จะไปร่วมแจม ร่วมนำเสนอ โดยแนวคิดแล้ว สอดคล้องกับที่ท่านอาจารย์นำเสนอในบันทึกนี้และที่อื่นๆทุกประการ
ผมจึงคิดว่าจะขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ตอกย้ำสิ่งที่ เคยคิด พูด ทำ มาแล้วด้วยความคิด ความเชื่อดังกล่าวไว้ตรงนี้ เท่าที่พอจะนึกได้ครับ .. แน่นอนว่า คำ ในวาทกรรม คงไม่อาจใช้คำอ่อนหวาน นุ่มนวลได้สักเท่าไร เพราะคงไม่เหมาะกับเรื่อง
..........................
คนญี่ปุ่น โชคดีที่ธรรมชาติโหดร้าย แปรปรวน เอาแน่ไม่ค่อยได้ คนจึงคุ้นชินกับการ มีวินัย ทำงานเป็นทีมได้ดี ตื่นตัวอยู่เสมอ และ ไม่ประมาท .. ฯลฯ
กล่าวคือ ระบบสังคม เศรษฐกิจ แบบทุนนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม มันเข้ามา ตอบสนอง ความง่ายๆ ของคนไทย ให้เป็นนักบริโภคที่ยิ่งใหญ่ด้วยความเคยชินเดิมๆ .. พอเทคโนโลยีอันหลากหลายเข้ามาอีก มันมาพร้อมความง่ายไปทุกอย่าง ทั้งง่าย ทั้งเร็ว ทั้งสะดวก รวมๆกันแล้ว กลายเป็นสันดานของ คนรุ่นใหม่ส่วนมาก ที่ วิ่งเข้าหาของง่าย หนักหน่อยไม่ได้ ไม่รักการเรียนรู้ ไม่สู้สิ่งยาก ก็วิถีชีวิตล้วนแต่แวดล้อมด้วยของที่ง่ายๆ เร็วๆ สะดวกๆ คนเป็นพ่อ-แม่ไม่น้อยแก้ปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยการ โยน ของสะดวกสบายให้เขา จนร่างกาย - จิตใจ และทักษะชีวิตหลายอย่าง สูญหายไป ไม่ได้รับการพัฒนาในวัยอันสมควร
ตัวอย่างเช่น เด็กบ้านนอกที่ยังพูดไม่ค่อยชัด เอาเงิน 100 บาทเดินไปซื้อแผ่น Cd เกมส์ หรือหนังรบราฆ่าฟัน จากตลาดนัดหน้าบ้าน ได้ 3 แผ่น ขึ้นบนบ้าน ใส่แผ่นเข้าเครื่อง Vcd เปิดเล่นเอง นั่งจ้องทีวีได้หลายชั่วโมง
ร่างกาย-จิตใจ ขาดโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาไปมากมายด้วยเหตุทำนองนี้ แทนที่จะมีเวลาวิ่งเล่น สมาคมกับเพื่อนเด็กวัยเดียวกัน เรียนรู้ความสุข ความทุกข์ ความสนุก ความเจ็บปวด ตามธรรมชาติ ธรรมดา
สุดท้าย สิ่งที่ได้คือ ความมักง่าย ของคนในชาติครับ ... ผมเลยพูดเป็นคำคล้องจองไว้นานแล้วว่า ...
อันว่าความง่าย กับ ความมักง่ายนั้นอยู่ใกล้กันจนน่ากลัว
สิ่งนั้นคือ การถอยหลังกลับไปใช้ กระบวนการ วิธีการ ตลอดจนเทคโนโลยี เก่าๆ อย่างมีเป้าหมาย ให้คน คือนักเรียน นักศึกษาได้ทดลองทำ ทดลองใช้ โดยให้เขาได้มีโอกาส พบความยาก ความท้าทาย รู้จักคิด ดัดแปลง หาวิธีการแก้ปัญหา หาทางออก เกิดความคิดสร้างสรรค์ ที่เป็นของตัวเอง และนำมาถ่ายทอด แลกเปลี่ยนกัน โดยไม่ต้องแข่งกันทันสมัย ไม่ต้องสนใจว่าของใครจะเร็วกว่า สะดวกกว่า มองคุณค่าของสิ่งที่คิด ที่ทำให้หลายด้าน หลายมิติ ชื่นชมความรู้ความสามารถอันหลากหลายที่เขาได้แสดงออก .. ฯลฯ ซึ่งมีเรื่องให้ทำได้มากมาย ไม่รู้จบ
กิจกรรมที่ต้องมีการบันทึกเสียง .. ลองให้เขาอัดเสียง โดยใช้เครื่องมือ ที่หาได้รอบๆตัว ตั้งเป็นโจทย์ว่า จะนำเสียงที่บันทึกไว้มาฟังกันให้ได้ นั้นจะทำวิธีไหน ใช้วัสดุอุปกรณ์อะไรได้บ้าง ... เราจะได้เห็นอะไรแปลกๆ เช่นเสียงที่มากับกล้องดิจิตอล โดยเขาตั้ง Mode ถ่าย Video แต่ใช้เป็นเครื่องอัดเสียง อาจจะมีบางคนได้เทปโบราณ แบบ Reel to Reel บันทึกเสียงมา อาจมีบางคน ทุลักทุเล อัดเสียงเข้าเครื่อ VTR แบบม้วน VHS ที่กำลังเป็นขยะ ที่มีราคาหลายพันล้านบาท และรอการทิ้ง-ทำลาย อย่างน่าเสียดาย ทั้งๆที่ยังใช้งานได้ เพราะใครต่อใครก็หันไปเล่น VcD และ DVD
หรือจะลองปัดฝุ่นเรื่อง สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ผมเคยทดลองทำและเผยแพร่ จนมติชน นำไปลงด้วยความชื่นชมมาแล้วเมื่อ 7-8 ปีก่อน มาให้เขาได้ฝึกทำกันก็น่าจะดี เอาของเก่าที่มี มาใช้งานแบบผสมผสาน แม้จะโบราณ แต่ในกระบวนการ เราได้ฝึกคนไปด้วยครับ
ระบบดังกล่าวคือการสร้างสื่อภาพนิ่งประกอบเสียง โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วย
ไม่ต้องล้างฟิล์มให้สารเคมีต้องเปื้อนโลก กล้องดิจิตอลสักตัว แค่ 0.3 Megapixel ก็ได้แล้ว เอาที่มีช่อง Video out คือต่อดูภาพนิ่งทางทีวีได้
เครื่องเล่น/บันทึก Video ชนิดม้วน VHS เป็นตัวบันทึกภาพนิ่ง .. กดภาพนิ่งจากกล้องใส่เข้าไป อัดเสียงบรรยาย+เสียงดนตรีประกอบเข้าไป .. เอาเทปวิดีโอมาเปิดใหม่ ได้เป็นสไลด์ประกอบเสียง ที่ผมเรียกมันว่า สไลด์อิเล็กทรอนิกส์ นั่นเอง
เรื่องสนุกและท้าทายยังมีอีกมาก ในด้านการทำอย่างไรให้ได้เสียงชัด โดยใช้เครื่องมือประหยัดรอบตัว ทั้งใช้โดยตรง และดัดแปลง ผสมผสานกัน FM. Wireless Mic. ทำเอง สักตัว มูลค่า 40-50 บาท วิทยุเทปสักเครื่อง ซาวด์อเบ้าท์โบราณสักเครื่องไว้เล่นเพลงประกอบ สุดท้าย ระบบการบันทึกเสียงที่หลากหลาย ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการทำ ในการแก้ปัญหา ได้อดทน ได้มีสมาธิ และอะไรอีกมากมาย .. และที่สำคัญได้พิสูจน์ว่าเขา คิดได้ ทำได้ .. แล้วนำมาช่วยกันยกย่อง ชื่นชม ให้เขามีพลัง มีใจรักที่จะเรียนรู้ สร้างสรรค์ต่อไป
Take Four ครับ คงเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อกี้ไปโดนเจี๋ยนมา (ผ่าตัดย่อย) เดี๋ยวจะนอนพักก่อนยาชาหมดฤทธิ์ครับ