ด้วยความโมโหที่ถูกต่อว่าและรู้สึกเสียหน้า แม่ก็คว้าไม้เรียวไปฟาดลูกของตัวเอง


               นึกย้อนถึงชีวิตเมื่อตอนเด็ก ๆ ถ้าให้ชั่งว่าระหว่างป๊ากับแม่ใครตีลูกบ่อยกว่ากัน ดิฉันและน้อง ๆ ลงความเห็นว่า เป็นแม่แน่นอน แต่ถ้ากรณีหนัก ๆ แม่ถึงจะยกให้ป๊า ที่เรียกว่าใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ตอนได้ยินเสียงแม่เหลาไม้เรียว (เวลาจะตีลูกแม่เหลาไม้เรียวใหม่เกือบทุกครั้ง เพราะไม้เก่าลูกจะแอบเอาไปทิ้งหมด) ยังไม่เท่าเห็นตอนป๊าเดินถือไม้เรียวตรงรี่เข้ามา

               แม่จะตีหลายที แต่ไม่แรงเท่าป๊า ส่วนป๊าตีน้อยที แต่ละทีหนัก ๆ เน้น ๆ หลายครั้งที่ไม้เรียวหักไปเลย แต่ทั้งป๊ากับแม่จะไม่ตีลูกที่อื่นนอกจากก้น ขนาดมีกางเกงนอก-กางเกงในกันไม่ให้โดนไม้เพียว ๆ ยังไม่วายขึ้นเป็นแนว ๆ หลังถูกตี และถ้าทั้งสองคน (ป๊า-แม่) เห็นญาติพี่น้องตีลูกหลานตรงอื่นที่ไม่มีผ้ารองรับ ก็มักจะห้ามไม่ให้ตี แต่ใช่ว่าจะไปตีหลัง-ไหล่-แขน เพราะถือว่ามีเสื้อกันแล้วก็ไม่ได้นะคะ บอกว่าอันตราย ยิ่งตีหัว ไม่ได้เด็ดขาด

               พวกเราทุกคนไม่เคยวิ่งหนีเวลาจะถูกตี เพราะรู้ตัวว่าผิดจริง ๆ แม้บางทีไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัว แต่เป็นความผิดโดยรวม กรณีหลังนี้ดิฉันโดนบ่อยเพราะเป็นพี่คนโต แม่บอกว่าไม่รู้จักดูแลน้อง ๆ ก็เลยถูกตีไปพร้อมกับน้อง ๆ ด้วย แต่บางทีจะถูกตีน้อยทีกว่าน้องที่เป็นเจ้าของเรื่อง คิดดูว่าดิฉันมีน้อง
5 คน ซน ๆ ทั้งนั้น จะถูกตีบ่อยไหม นี่ไม่รวมความผิดของตัวเองอีกนะคะ

               ที่พวกเราพี่ ๆ น้อง ๆ จดจำคำสอนของป๊ากับแม่ได้ตลอดมา นอกจากการไม่ให้ตีลูกตีหลานที่อื่น ที่ไม่ใช่ก้นแล้ว ทั้งสองคนยังสั่งนักสั่งหนาว่า เป็นพ่อเป็นแม่คน
อย่าตีลูกอวดแขก ดิฉันจะยกเรื่องอธิบายความหมายค่ะว่า….

               สมมุติมีเด็กคนหนึ่งเล่นซนอยู่ในบ้าน แม่กำลังจะเก็บกวาดบ้าน ก็เลยไล่ให้ไปเล่นหน้าบ้าน หรือจะไปเล่นชิงช้าหน้าบ้านของบ้านข้าง ๆ ก็ตามใจ ลูกก็ย้ายไปเล่นที่ใหม่ที่แม่บอก เวลาผ่านไปไม่นานเจ้าของบ้านข้าง ๆ ก็เดินมาต่อว่าแม่ที่ไม่ดูแลลูกปล่อยให้ไปเล่นทำชิงช้าของเขาเลอะเทอะ ด้วยความโมโหที่ถูกต่อว่าและรู้สึกเสียหน้า แม่ก็คว้าไม้เรียวไปฟาดลูกของตัวเอง แล้วบอกว่า
แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาเล่นแถวนี้…อย่ามาเล่นชิงช้าของเขา

               คุณว่าเด็กจะสับสนไหมล่ะคะว่า ตกลงแม่จะเอายังไงกันแน่ เมื่อกี๊บอกให้มาเล่นที่นี่ แต่พอถูกต่อว่า ก็พูดสวนทางกัน อย่างนี้แหละที่ป๊ากับแม่ของดิฉันเรียกว่า
ตีลูกอวดแขก ซึ่งการทำอย่างนี้ลูกจะเสียใจและไม่เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใหญ่อย่างพ่อแม่

               ดิฉันคิดว่า คำสอนของป๊ากับแม่ เรื่องการตีลูก สามารถนำมาใช้ได้กับการทำงานของเราได้ด้วย เมื่อไม่นานนี้ดิฉันเห็นตัวอย่างที่พ้องกับเรื่องนี้จากหัวหน้าของดิฉันเอง เรื่องมีอยู่ว่า….

               ท่านและดิฉันพร้อมด้วยคุณครูตัวแทนส่วนหนึ่งเคยไปรับความรู้ในเรื่องหนึ่งมา เมื่อกลับมาคุณครูอยากให้ท่านมาเป็นผู้นำการถ่ายทอดให้ความรู้ในเรื่องนั้นกับเพื่อนครูในโรงเรียนโดยมีดิฉันเป็นผู้ช่วยด้วย จนวันหนึ่งมีตัวแทนจากเจ้าของเรื่องเดิมมาติดตามเรื่องนี้ ท่านบอกว่าที่ผ่านมาคุณครูยังทำกระบวนการไปไม่ถูกต้องนัก เรื่องนี้หัวหน้าของดิฉันรีบรับว่า ที่ครูทำเช่นนี้ ก็เพราะเรามาช่วยบอกและพาเขาทำเช่นนี้ ครูไม่ผิดแต่เป็นเพราะพวกเรารับข้อมูลมาเช่นนี้เราก็ถ่ายทอดไปเช่นนี้

               การรับเอาความผิดพลาดในครั้งนี้ไว้ของหัวหน้า โดยไม่ปล่อยให้แขกเข้าใจว่า ครูทำไม่ถูกต้อง ทำให้ครูเชื่อมั่นและอบอุ่นใจในตัวศึกษานิเทศก์ ว่าเรายืนอยู่เคียงข้างเขา และไม่สับสนว่าทำไม ศน.บอกให้ทำอย่างนี้แล้วกลายเป็นไม่ใช่ การไม่ตีลูกอวดแขกของหัวหน้า ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้แง่มุมของการทำงานร่วมกับครู เรียนรู้ภาวะผู้นำของหัวหน้า ดิฉันโชคดีและอุ่นใจที่หัวหน้าของตัวเองมีลักษณะของผู้นำที่ดี แต่ก็ไม่โชคดีไปเสียทั้งหมดเพราะดิฉันไม่แน่ใจว่าผู้บังคับบัญชาท่านอื่น ๆ ของดิฉัน จะลืมตัวตีลูกอวดแขกหรือเปล่า
?

               เช้านี้ดิฉันต้องรีบเดินทางไป จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเข้าร่วมการอบรมการสอนภาษาไทย ที่มรฏ.พระนครศรีอยุธยา ในวันนี้กับพรุ่งนี้ หากมีอะไรดี ๆ จะเก็บเกี่ยวมาฝากกันค่ะ

               ทิ้งท้ายเรื่อง
อย่าตีลูกอวดแขก ฝากไว้ให้คิดต่อ ท่านใดมีเรื่องที่จะกรุณาแลกเปลี่ยนกันในทำนองนี้ขอเรียนเชิญค่ะ