เมื่อวานเย็น ดิฉันกลับบ้านเร็วทันดูข่าวในช่วงเย็น 5 ครึ่งทางทีวีช่อง 7 รู้สึกสลดใจเมื่อได้ยินข่าวฆ่ากันตายติด ๆ กันถึง 3 ข่าว โดยคนร้ายในแต่ละข่าวต่างใช้มีดเป็นอาวุธทั้งสิ้น…. อะไรกันหนอ…..สังคมไทย
ข่าวแรกเป็นการรายงานความคืบหน้าที่สามารถจับฆาตกรฆ่าปาดคอน้องฟลุ๊ก ที่เป็นข่าวดังเมื่อไม่นานผ่านมานี้ได้ โดยฆาตกรไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นเพื่อนสนิทของแม่เด็กนั่นเอง เข้านอกออกใน คลุกคลีสนิทสนมอยู่กับเด็ก ส่วนสาเหตุของการฆาตกรรมคือเด็กไปเห็นว่าคนร้ายกำลังจะขโมยของในบ้าน แล้วกลัวว่าเด็กจะไปฟ้องแม่
ข่าวต่อมาฆาตกรเป็นวัยรุ่นอายุ 19 ปี ใช้มีดแทงนักเรียนชายอายุ 14 ปี เสียชีวิต โดยให้การว่าไม่พอใจที่ให้เบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนสาวรุ่นพี่ผิดไป ประกอบกับเมาสุราและมีเพื่อนยุให้ทำร้ายผู้ตาย
ข่าวที่สามเป็นเรื่องของการทะเลาะกันด้วยเหตุหึงหวง ของชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง ทั้งคู่ทำงานที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เหตุเกิดในบริเวณสถานที่ทำงาน โดยฝ่ายชายเป็นคนใช้อาวุธมีดแทงฝ่ายหญิงจนถึงแก่ความตาย จากนั้นคงจะเกรงกลัวความผิด หนีขึ้นไปชั้นบนของตัวตึกใช้มีดแทงตัวเองหวังจะตายตามตัดสินปัญหา แต่เพื่อนนำส่งโรงพยาบาล ไม่ตาย จึงไม่พ้นถูกดำเนินคดี
ทั้งสามข่าวนี่ยังไม่รวมถึงข่าวฆ่ากันตายด้วยวิธีและอาวุธอื่น เช่น ข่าวจับตัวคนร้ายที่ฆ่ามารดาของ สส.คมคาย ได้หรืออื่น ๆ …. ทำให้ต้องมานั่งนึกว่าคนที่กระทำความผิดเหล่านี้เขามีวิธีคิดอย่างไรกันหนอ จึงทำให้ตัดสินใจทำความผิดถึงขั้นลงไม้ลงมือกันอย่างรุนแรงเพียงนี้....เคยได้รับการฝึกคิดในทางที่ดีมาบ้างหรือเปล่า
เมื่อพิจารณาแล้วดิฉันมีความเห็นว่า คนเหล่านี้ใช่ว่าจะไม่มีความคิด คนเราทุกคนมีความคิดกันทั้งนั้น แต่คนกลุ่มนี้เป็นพวก “คิดไม่เป็น” มีความคิดในทางลบทำให้ส่งผลต่อพฤติกรรมในด้านลบ ส่วนใหญ่คนที่กล้าทำผิดร้ายแรงนั้น มักมาจากคนที่เคยทำผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาก่อน และกระทำความผิดซ้ำ ๆ จนจิตใจหยาบกระด้าง นำไปสู่การกระทำความผิดที่มากขึ้นได้
“ครู” เราอีกแล้วล่ะค่ะที่จะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญอีกแรงหนึ่ง ช่วยกันกล่อมเกลาเด็ก ๆ เยาวชนให้เป็นคนมีความคิดในทางบวก ซึ่งจะทำให้ส่งผลต่อการกระทำในทางบวกด้วยเช่นกัน ในการฝึกคิดนี้จะนำหลักวิธีคิดของกรมสุขภาพจิตเขาไปใช้ฝึกลูกศิษย์ของเราดูก็ได้ค่ะ และควรจะเริ่มที่เด็กเล็ก ๆ เลยจะดีมาก
1. ฝึกให้คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น โดยฝึกการละวาง ผ่อนหนักผ่อนเบา ลดทิฐิมานะ รู้จักให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง หัดลืมเรื่องที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวเสียบ้าง ไม่จ้องจับผิดหรือตัดสินผิดถูกผู้อื่นและตัวเองอยู่ตลอดเวลา
2. ฝึกคิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรใครง่าย ๆ พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ไตร่ตรองให้รอบคอบ คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน จะทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของตัวเอง หรือถูกใครชักจูง ยุยง หลอกลวงได้ง่าย ๆ
3. ฝึกคิดหลาย ๆ แง่มุม โดยลองคิดหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ไม่มองอะไรเพียงด้านเดียว ซึ่งอาจทำให้ใจเราเป็นทุกข์เพราะ กิเลส รัก-โลภ-โกรธ-หลง คนเราหรือเรื่องใด ๆ นั้น ย่อมมีทั้งส่วนดีและส่วนเสียร่วมกันไปทั้งนั้น เราไม่ควรคิดในมุมของเราด้านเดียว ฝึกหัดการคิดในมุมของคนอื่นบ้าง จะทำให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. ฝึกคิดแต่เรื่องดี ๆ ถ้าคอยคิดถึงแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องไม่เป็นสุขทั้งหลาย รังแต่จะทำให้เครียดนำพาไปสู่พฤติกรรมในทางลบได้ จึงควรคิดถึงแต่เรื่องดี ๆให้มากขึ้น เช่น คิดถึงประสบการณ์เรื่องราวที่ผ่านมาที่ทำให้ตัวเองมีความสุข คิดถึงความสำเร็จที่ผ่านมาในชีวิตของตัวเอง แม้จะเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ก็ตาม คิดถึงความดีของเพื่อนรอบข้าง ความดีที่เราเคยทำซึ่งไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ก็ได้ เป็นต้น ฝึกให้คิดแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้เด็ก ๆ มีจิตใจสบายค่ะ
5. ฝึกคิดถึงคนอื่นบ้าง โดยไม่คิดหมกมุ่นอยู่กับตัวเองเท่านั้น ต้องเปิดใจกว้าง รับรู้ความเป็นไปของบุคคลใกล้ชิด และให้ความใส่ใจที่จะช่วยเหลือ รวมถึงสนใจปัญหาของผู้คนในสังคมบ้าง
วิธีฝึกคิดทางบวก 5 วิธีนี้ ดิฉันมองว่านอกจากจะทำให้คนที่ได้รับการฝึกฝนให้คิดอย่างนี้บ่อย ๆ เป็นคนคิดดีปฏิบัติตนไปในทางที่ดีเรียกว่าเป็นคน "คิดเป็น" แล้ว ยังช่วยให้คลายความเครียดได้ด้วย…. คุณครูลองนำไปใช้กันดูนะคะ…. ได้ผลอย่างไรอย่าลืมนำมาเล่าสู่กันฟังบ้าง…. หรือท่านใดที่มีหลักการฝึกคิดในแนวทางอื่น ขอท่านได้ช่วยนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันค่ะ…
ทำอย่างไรให้คิดเป็น
วิธีฝึกคิดทางบวก 5 วิธีนี้ ดิฉันมองว่านอกจากจะทำให้คนที่ได้รับการฝึกฝนให้คิดอย่างนี้บ่อย ๆ เป็นคนคิดดีปฏิบัติตนไปในทางที่ดีเรียกว่าเป็นคน "คิดเป็น" แล้ว ยังช่วยให้คลายความเครียดได้ด้วย....
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
กฤษณา สำเร็จ (Krisana Sumret) · 30 พ.ย. 2549
ที่ประชุมวิชาการ · 30 พ.ย. 2549
นาย ธวัชชัย พานแก้ว · 30 พ.ย. 2549
นางสาว อรวรรณ เจะสนิ · 30 พ.ย. 2549
ครูอ้อย แซ่เฮ · 30 พ.ย. 2549
หลานเจ้าตาก · 30 พ.ย. 2549
เมื่อเช้าตรู่วันนี้ ......มีโอกาสเปิดดูข่าวภาคเช้า มีรายการโทรทศน์..... ได้วิจารณ์ข่าวที่คุณครูกล่าวข้างต้น.....เนื้อหาสาระค่อนข้างจะพาดพิงไปที่ครอบครัว ผนวกรวมกับสภาพสังคมที่ส่งผลให้ผู้กระทำความผิด.....ก่อเหตุรุนแรง....
ครอบครัว 1. เลี้ยงลูกแบบไม่ให้รู้จักคำว่า"ลำบาก" ลูกต้องการอะไร ข้าพเจ้าผู้เป็นพ่อ เป็นแม่จัดหาให้โดยมิได้ลังเล
2. เลี้ยงลูกโดยใช้ "เงิน"เป็นอาหารหลักและเป็นพี่เลี้ยงแทนตนเอง
3. ใช้เกมส์คอมพิวเตอร์เลี้ยงลูกแทน ตนเอง เพราะเกมส์ที่วัยรุ่นชอบ จะเป็นเกมส์ที่ยั่วยุทางอารมย์
สภาพสังคม 1.สังคมที่ขาดความอบอุ่นทางคุณธรรม ไม่มีความรักแท้จริงให้กันและกัน ขาดความเห็นอกเห็นใจ
2.สังคมที่เน้นบริโภควัตถุ ทุกคนต้องไขว่คว้าหาวัตถุที่ต้องการ มาเป็นของตนเองให้ได้ทุกวิธีการ
3.สังคมแข่งขัน แบบใครพลาดต้องเจ็บช้ำ ถูกเหยียบย่ำเป็นฐานรองรับต่อไป
จึงมีคำถามที่น่าคิดว่า .....ตัวเราจะช่วยให้สภาพปัจจุบันหล่อหลอมคนไทยให้ดีขึ้น....อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข.....ได้อย่างไร
สวัสดีค่ะ..คุณปวีณา
ไปเที่ยวNew School online เจอคอลัมนิสต์ แกะรอยต่อ กลับมาเจอบทความนี้ โดนใจที่ในการนำ การคิดไปใช้เรื่องการเรียนการสอน เพราะกำลังจะออกแบบเกม จากเรื่องรามเกียรติ์ ตอนปราบนนทก ในชื่อหมวกหกใบใส่พฤติกรรม
ประเด็นการฝึกคิดทั้ง ๕ ของอาจารย์ก็น่าสนใจดี อาจจะนำไปประยุกต์กับการคิดวิเคราะห์แบบหมวกหกใบได้
จ๊ะจ๋า
ไม่แสดงตน
นาง กฤษณา สำเร็จ
ห้องเรียนสีชมพู
ครู ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย คงต้องช่วยกัน ปรุงแต่ง แปลงสาร อย่างไรก็ได้ เพื่อให้สำนึกในความจริง ขั้นปรมัตถ์ เข้าไปอยู่ในหัวใจพวกเขา ทีละน้อย ทำได้ตั้งแต่ปฐมวัยไปจนตลอดชีวิตครับ ความจริงที่ว่า ได้แก่
ความ ไม่รู้จักคิด หรือ คิดไม่เป็น ก็อาจลดน้อยลงได้บ้าง
Handy
13 ขอบคุณและเห็นด้วยกับความคิดเห็นของทุกคน