เมื่อไหร่บ้านเมืองเราจะถึงเวลา สร้างเอง ผลิตเอง ใช้เอง

เมื่อไหร่บ้านเมืองเราจะถึงเวลา สร้างเอง ผลิตเอง ใช้เอง สนับสนุนกันเองบ้างหนอ

      โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติทั้งหมด หรือเกือบครึ่งหนึ่งของสินค้าและอื่นๆ ไม่ว่าจะโปรแกรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ

ทั้งๆที่คนไทยเราก็ไปเรียนจบกันมาก็เยอะแยะไปหมด กลับไปก็น่าจะสร้างอะไรได้เยอะแยะเหมือนกัน จริงๆแล้วบ้านเรามีทรัพยากรที่ดีมากๆ ในภาคเกษตรที่กระจายทั่วไปทั้งประเทศ  จริงๆ แล้วการเรียนในบ้านเรานำไปสู่การแก้ปัญหารอบตัวเราอย่างแท้จริงหรือเปล่าหนอ การเรียนรู้ในปัญหาที่เรามีรอบตัว มันก็นำไปสู่การแก้และติดเป็นปัญหาการวิจัยที่นำมาใช้งานในรอบตัวเรา มีหลายๆ ครั้งที่เรานำเข้าเทคโนโลยีเข้ามาแล้วใช้กับบ้านเราไม่ได้ เพราะมันไม่เข้ากันอย่างแท้จริง หากเป็นเช่นนี้ทำไมเราไม่คิดที่จะสร้างเองบ้างหนอ

      ปัจจุบันที่เห็นชัดเรื่องซอฟแวร์ต่างๆ ส่วนใหญ่เราก็มักจะนำเข้าโดยเฉพาะโปรแกรมทางด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัยผสมกับเทคโนโลยี ซึ่งควรจะเป็นการสร้างในบ้านเราแล้วก็แก้ไขปรับปรุงไปอย่างสม่ำเสมอ ก็น่าจะนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนได้เป็นอย่างดี  บ้านเมืองเราน่าจะกลับมาทบทวน โดยเลี้ยวกลับไปดูเส้นทางเดินที่เคยเดินมาแล้วเพื่อนตรวจสภาพและศักยภาพของคนไทยกันก็น่าจะดีว่าใคร ถนัดอะไรด้านไหนอย่างไร แล้วจัดกลุ่มหมวดหมู่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักพัฒนา นักคิด แล้วคนเหล่านี้น่าจะมีบทบาทในการพัฒนาประเทศไม่แพ้คนในรัฐบาล โดยมีผลส่งผลต่อกันในเชิงพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

      จริงๆ แล้วปัญหาการขัดแย้งกัน ว่าการที่คนเก่งแล้วทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มไม่ได้ ต้องเด่นคนเดียว น่าจะมีทางออกได้ด้วยการบริหารที่ดี ผ่านการบริหารคนด้วยจิตวิทยาด้วย เพราะคนเก่งแต่ละคนที่จบกลับไปในเมืองไทยทุกคนก็ต่างรู้ตัวเองกันดีเสมอว่า ตัวเองเก่งหรือสามารถทำงานในส่วนใดได้ดี แต่ไม่มีใครที่จะเก่งทุกด้านได้อย่างแน่นอน การพัฒนาหรือการแก้ปัญหาในปัจจุบัน ไม่สามารถทำได้ในตัวผู้เดียวแล้ว เพราะปัญหาเหล่านี้มันซับซ้อนกว่าเมื่อก่อน ทุกอย่างเกี่ยวพันกันเป็นระบบนิเวศน์ มีวงจรของมันซึ่งในวงจรเหล่านี้ มันต่างมีสิ่งอื่นๆ ในด้านอื่นมาเกี่ยวข้องเสมอ

       การสอนการศึกษาในเมืองไทย ก็ควรจะมีการปรับเปลี่ยนไปในแนวทางการสร้างแรงจูงใจให้เกิดกระบวนการคิดตามนอกจากกระบวนการรับอย่างเดียวฝ่ายเดียวมาเป็นเวลายาวนาน เด็กไทยต้องกล้าที่จะแสดงออกในทางที่สร้างสรรค์ ในทางที่มีความคิดริเริ่ม เห็นสังคม มองสังคมเป็นเรื่องของตัวเอง ไม่ใช่สังคมไม่ใช่เรื่องของเรา ช่างมัน แต่เราก็อยู่ในสังคม  ดังนั้น โรงเรียนจะมีบทบาทมากๆ ที่จะใส่ชิพขั้นพื้นฐานทางด้าน จิตและกายลงไปเพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตใจดีแล้วก็ก่อเกิดมาตั้งแต่เด็กๆ มองสังคมเป็นเรื่องของเรา และเป็นเรื่องสำคัญ ผมเชื่อว่าทุกอย่างมันจะไปได้สวยแน่ๆ อย่างที่พวกเราทราบปณิธานของพระราชบิดา ดังข้อความที่ว่า

       ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง   ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง

       ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง   ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์

ผมว่าสองบรรทัดนี่มีความถูกต้องเสมอและใช้ได้ทุกโลกทุกที่หากคนเราประกอบไปด้วย กายและจิตใจ สื่อสารกันผ่านลมหายใจ สองบรรทัดนี่ก็จะถูกต้อง

        หากเราไม่คิดสร้าง    เราก็ไม่มีโอกาสได้ใช้       หากเรามัวแต่จะรอใช้    เราก็ต้องเป็นทาสของคนสร้างเสมอ

        การจะเป็นคนสร้าง    เราต้องคิดและใส่ปัญหา    ไว้ในสมองของเรา        เพื่อรอวันสุกงอมจนกลายเป็นความรู้ใหม่

เรามาศึกษากันอย่างแท้จริงเพื่อเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆให้เกิดในบ้านเรากันเถิด คิดเองใช้เองแก้ปัญหาเอง สนับสนุนกันเอง

หากชาวบ้านมีกินมีใช้ มีไฟฟ้า สร้างพลังงานเองได้ นอนหลับ ยิ้มได้ คิดต่อได้ สร้างต่อได้ ใช้กันภายในบ้านและในวงละแวกบ้าน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ครบวงจรแบบยั่งยืนที่ทำให้ชาวบ้านเป็นชาวบ้านที่สมบูรณ์ผ่านการเรียนรู้จากของจริงและทดลองใช้กันเอง โดยมีที่ปรึกษาจากคนที่มีความรู้ที่ได้ยืมเงินหรือได้รับเกียรติจากชาวบ้านมาเรียนกันเพื่อกลับไปพัฒนาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้ชาวบ้าน  ตอนนี้พวกท่านรอกันอยู่และรอกันมานานแล้ว แล้ววันหนึ่งท่านคงไม่ต้องรอต่อไป

ด้วยความนับถือ

สมพร ช่วยอารีย์