หลังสิ้นสุดสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ไม่นาน ที่ตู้ไปรษณีย์สีแดงซีดๆ เก่าๆ หน้าบ้านของผู้เขียนก็มีซองสีน้ำตาลมานอนสงบนิ่งรออยู่ เมื่อเปิดดูจึงรู้ว่าเป็นหนังสือ ๑๐๑ ไทยฟอร์ม ที่ส่งมาจากคุณ วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร (ขอขอบคุณพี่ตู่ ที่กรุณาส่งหนังสือมาให้ค่ะ) หนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วยภาพและบันทึกเรื่องราวของกินของใช้แบบไทยๆ ที่เริ่มสูญหายไปจากความนิยมและความทรงจำ การเดินทางมาของหนังสือ ๑๐๑ ไทยฟอร์ม ในครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนนึกย้อนไปถึงนิตยสารศิลปะ Art Record in Thailand ฉบับแรกที่ริเริ่มจัดทำโดยคุณวิจิตร ในต้นปี 37 Art Record in Thailand เป็นนิตยสารสำหรับคนที่รักงานศิลปะ และเป็นนิตยสารศิลปะเพียงฉบับเดียวที่ปรากฏตัวอยู่บนแผงหนังสือในขณะนั้น ด้วยกลุ่มเป้าหมายที่มีอยู่เพียงน้อยนิดทำให้ยอดจำหน่ายนิตยสารน้อยตามไปด้วย ซึ่งขัดแย้งกับต้นทุนการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้นิตยสาร Art Record in Thailand ปิดตัวไปเงียบๆ โดยปราศจากคำล่ำลาใดๆ ในปี 38 ปล่อยให้ผู้ที่ติดตามอ่านและสมาชิกเหนียวแน่นอย่างผู้เขียนรอคอยด้วยความงุนงง(เพราะสมาชิกจ่ายค่าหนังสือเป็นรายปี ถ้าหนังสือปิดตัวสมาชิกก็ขาดทุนน่ะสิคะ) ปลายปี 43 ข่าวจากคอลัมน์ศิลปะในนิตยสารสีสัน ของคุณทิวา สาระจูฑะ ที่ผู้เขียนติดตามอ่านเป็นประจำแจ้งว่านิตยสาร Art Record จะกลับมาอีกครั้ง (แต่คราวนี้ไม่มีคำว่า in Thailand) ผู้เขียนเฝ้ารอและวนเวียนถามจากแผงขายหนังสือใกล้บ้านอย่างไรก็ไร้วี่แวว จึงตัดสินใจโทรไปสั่งซื้อโดยตรงกับคุณวิจิตร และผลจากการพูดคุยสั้นๆ ทางโทรศัพท์ ในวันนั้นจึงเป็นที่มาของการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครในกองบรรณาธิการ นิตยสาร Art Record ณ ไทยฟอร์ม สตูดิโอในเวลาต่อมา ในฐานะของผู้ที่ติดตามอ่านนิตยสารฉบับนี้มานาน การเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำงานขณะนั้นจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ เนื่องจาก Art Record เป็นนิตยสารที่นำเสนอเรื่องราวที่ผู้เขียนสนใจมากเป็นพิเศษ และที่มาที่ไปของการชักชวนเข้าไปร่วมงานก็ดูลุ้นๆ อยู่ไม่น้อย เพราะทั้งผู้เขียนและคุณวิจิตร ต่างไม่รู้จักมักคุ้นเป็นส่วนตัวกันมาก่อนเลย งานในกองบรรณาธิการ ทำให้ผู้เขียนได้เรียนรู้ขั้นตอนและองค์ประกอบต่างๆ ในกระบวนการผลิต ตั้งแต่เตรียมต้นฉบับ ที่ต้องสัมภาษณ์ ถอดเทป เรียบเรียง ตรวจทานคำผิด เตรียมภาพให้เหมาะสมกับเรื่อง การออกแบบจัดวางอาร์ตเวิร์คและตรวจแก้ไข การนำงานเข้าโรงพิมพ์ซึ่งไม่ใช่ว่าส่งไปก็พิมพ์ได้ทันทีเพราะต้องมีคิวงานของคนอื่นๆ ด้วย จนสำเร็จออกมาเป็นหนังสืองานก็ไม่ได้จบไปแค่นั้นเพราะยังมีขั้นตอนการส่งหนังสือให้กับสมาชิกอีก หรือแม้แต่การหาสปอนเซอร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ (สำหรับตัวผู้เขียน) และเข้าใจมากขึ้นว่าประเด็นผิดพลาดต่างๆ นาๆ เช่นคำสะกดผิด รูปผิด นิตยสารออกช้าไม่ตรงเวลา ฯลฯ ที่เราเคยเห็นและขัดใจในขณะเป็นผู้อ่านนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร (เพราะคงไม่มีคนทำหนังสือคนไหนอยากให้มีความผิดพลาดเหล่านี้เกิดขึ้นหรอกค่ะ) พูดได้ว่านิตยสารหรือหนังสือที่เราใช้เวลาในการอ่านไม่นานแต่ใช้ระยะเวลาไม่น้อยในการจัดทำค่ะ ซึ่งหากผู้เขียนไม่มีประสบการณ์ในงานทำนิตยสารมาก่อนก็คงยากที่จะเข้าใจ ปัจจุบันความเข้าไม่เข้าใจในกระบวนการผลิตสิ่งพิมพ์ยังถูกทับโถมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปหลายต่อหลายโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวก แม้โปรแกรมจะช่วยให้เราทำงานต่างๆ ได้ง่ายขึ้นรวดเร็วขึ้น(ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้หลายๆ คนไม่เข้าใจกระบวนการสร้างสรรค์งานสิ่งพิมพ์คุณภาพจริงๆ หลายต่อหลายครั้งที่ปัญหาของงานสิ่งพิมพ์เกิดขึ้นซ้ำซากโดยมีสาเหตุมาจากได้รับการจัดสรรเวลาและงบประมาณที่ไม่เหมาะสม(ให้เวลาทำน้อยและให้งบประมาณไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง) บางรายถึงกับสั่งเพิ่มเติมแก้ไขข้อความเมื่องานไปถึงขั้นตอนการทำเพลทไปแล้วเสียด้วยซ้ำ(ระยะเวลาตรวจแก้ เพิ่ม และตัดข้อความ ควรจัดการให้แล้วเสร็จตั้งแต่ก่อนการออกแบบจัดวางอาร์ตเวิร์ค)นั่นเป็นเพราะว่าผู้มอบหมายงานหรือผู้ว่าจ้างมีความเข้าใจที่ว่าการทำหนังสือดีๆ สักเล่มหนึ่งนั้น เสมือนการจัดวางตัวอักษรและรูปภาพลงในหน้ากระดาษของโปรแกรมไมโครซอฟ เวิร์ด แล้วสั่งพิมพ์ออกมาจากเครื่องพริ้นเตอร์โดยง่ายดาย ซึ่งความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง หนังสือ ๑๐๑ ไทยฟอร์ม ในมือผู้เขียนเล่มนี้จึงมีระยะเวลาในการก่อตัวมายาวนานเกินกว่าที่ผู้เขียนจะคาดเดา เพราะสิ่งของบางอย่างที่เห็นในหนังสือเล่มนี้ ได้ถูกเก็บภาพเป็นฟิล์มสไลด์เตรียมไว้ก่อนแล้ว และบางอย่างก็ได้ถูกรวบรวมในขณะที่ผู้เขียนยังทำงานอยู่ด้วยเมื่อปี 44 นี่ยังไม่นับรวมถึงขั้นตอนการหาข้อมูล การเรียบเรียงเนื้อหา ฯลฯ ผู้เขียนอยากพูดแทนใจคนทำงานสิ่งพิมพ์ทุกๆ คนว่าการทำสิ่งพิมพ์คุณภาพแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็น นิตยสาร หนังสือ หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ ล้วนแต่มีกระบวนการและระยะเวลาในการผลิตอยู่ แต่จะมากน้อยอย่างไรนั้นก็เป็นไปตามลักษณะและรายละเอียดของงาน ให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกับงานสิ่งพิมพ์มากขึ้นอีกสักหน่อย ทุกคนไม่จำเป็นต้องผลิตงานพิมพ์แต่ขอให้เข้าใจขั้นตอนการทำงานนั่นคือสิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้เราพบคุณค่าของงานสิ่งพิมพ์ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คุณคิดว่า “หนังสือเนื้อหาดีๆ รูปเล่มสวยๆ สักเล่มหนึ่งที่คุณกำลังอ่านอยู่ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการอ่าน...และคุณคิดว่าคนทำเขาต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนในขั้นตอนการทำ” นี่เป็นคำถามที่ผู้เขียนอยากถามอยากแลกเปลี่ยนกับผู้อ่านทุกท่านค่ะ หมายเหตุ: ขอขอบคุณพี่ตู่ วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร และฝากความระลึกถึง อากง อาม่า เจ๊ พี่จี กุ๋ยช่าย โป่ง แตม ยา แอน น้องๆ อาสาสมัครอีกหลายคนที่เอ่ยชื่อไม่หมด ที่มาเจอะเจอกัน กินข้าวด้วยกัน ทำงานด้วยกัน คิดถึงทุกๆ คนมากค่ะ รวมทั้งเจ้าลมหวน น้องหมาน่ารักประจำกองบรรณาธิการที่จะเดินตามมาส่งพวกเราเกือบทุกวันที่ป้ายรถเมล์(คิดถึงแม้ว่าลมหวนจะจากไปนานแล้วก็ตาม)
สวัสดีคะพี่แจ๋วคนดี
สวัสดีค่ะครูมิม
ไม่มีใครอยู่ตอนนี้ ไม่มีใครแย่งเป็นที่หนึ่งหรอกจ๊ะ :)
พี่เขียนแล้วปรับแก้หลายรอบเชียวค่ะ รู้สึกมันไม่ได้อย่างใจ
เป็นบันทึกบ่นๆ บอกๆ นะคะ
ขอบคุณที่มาอ่านค่ะ
มาอีกรอบค่ะพี่แจ๋วหลังจากที่อ่านจบเรียบร้อยแล้ว ต้องตั้งใจอ่านอย่างมาก
ปกติแล้วมิมก็ชอบอ่านหนังสือ หนังสือส่วนใหญ่ที่อ่านก็จะเป็นงานเขียนของบุคคลที่ประสบความสำเร็จในสาขาอาชีพต่างๆ เพราะคิดว่าเราน่าจะได้แนวคิด ประสบการณ์จากผู้เขียนมาปรับใช้กับตนเอง และถือว่าการได้อ่านหนังสือของท่านที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็น ทางลัดสู่ความสำเร็จด้วย
ล่าสุดหนังสือ 2 เล่มที่อ่านจบไปแล้วหลายรอบ จนนับไม่ถูกว่ากี่รอบแล้ว คือ หนังสือชื่อ มองซีอีโอโลก โดย คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ในเนื้อหาหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมบุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับโลกไว้มากมายหลายท่าน เช่น บิวเกต ไทเกอร์วู้ด องค์ดาไลลามะ เป็นต้น และอีกเล่มที่อ่านทุกครั้งก็จะอินมาก คือ หนังสือเรื่อง ผมจะเป็นคนดี ของคุณวิกรม อีกเช่นกัน เป็นเรื่องราวของคุณวิกรมตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน อ่านแล้วได้แนวคิดหลายๆ อย่างค่ะ
คนที่ก้าวมาถึงจุดนี้ ไม่ใช่ได้มาโดยง่าย ต้องผ่านอะไรมาเยอะ ลองผิดลองถูก อ่านแล้วแอบร้องไห้ไปกับคุณวิกรมตั้งหลายหนนะคะ อิอิ
พี่แจ๋วเล่าถึงเบื้องหลังของการทำหนังสือว่าเป็นมาอย่างไรได้ดีจังเลยค่ะ การเล่าเรื่อง น่าติดตามอ่านแล้วเข้าใจคนทำหนังสือเลยค่ะว่าต้องใช้ความละเอียดแค่ไหน แต่ก็หนังสือที่ติดตลาดหลายเล่ม ที่นึกถึงแต่ผลกำไร นึกถึงแต่เวลาวางแผงจนไม่สามารถทำให้หนังสือที่ออกมามีคุณภาพเท่าที่ควร ย้ำนะคะว่าบางเล่ม เท่านั้น
ไม่ผิดหวังเลยค่ะที่รอติดตามบันทึกใหม่ของพี่แจ๋ว คุ้มค่าจริงๆค่ะ ขอกล่าวคำนี้ได้ไหมค่ะ "แจ๋วจริงจริง" อิอิ
คิดถึงจังเลยค่ะ
ครูมิม
ขอบคุณจ๊ะ
เรื่องตลาดของหนังสือ มันมีเรื่องของการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ
หนังสือบางเล่มขายคนเขียนมากกว่าเนื้อหา เป็นแฟชั่นเกินไป
แต่ก็มีผู้อ่านที่รู้เท่าทันอย่างครูมิมไงคะ ที่ไม่ได้หลงไปกับกลยุทธ์การตลาด
แต่ที่ว่าต้องตั้งใจอ่านมากเพราะอ่านยากหรือเปล่าคะ หรือว่าเนื้อหาเยอะเกินไปคะ
สวัสดีค่ะ คุณแจ๋วจริงๆ jaewjingjing
“หนังสือเนื้อหาดีๆ รูปเล่มสวยๆ สักเล่มหนึ่งที่คุณกำลังอ่านอยู่ ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการอ่าน...และคุณคิดว่าคนทำเขาต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนในขั้นตอนการทำ”
ชอบจังเลยค่ะ กับประโยคนี้ และสงสัยอ๋อต้องขอคำปรึกษาเรื่องงานบรรณาธิการกับคุณแจ๋วแล้วหล่ะค่ะ ปัจจุบันหัวโขนอีกใบที่อ๋อดูแลอยู่คือเป็นบรรณาธิการวารสารทันตภูธร เป็นวารสารแจกฟรีไปยังหน่วยงานรัฐและสมาชิกที่เป็นทันตบุคลากรทั่วประเทศราย 3 เดือนค่ะ ซึ่งก็ทำงานเองหมดเลย ทั้งรวบรวมบทความ ปรับแต่ง จัดหน้า วางภาพ อ๋อทำเองทุกอย่างจนขั้นสุดท้ายส่งโรงพิมพ์ กว่าจะทำได้ออกมาแต่ละเล่มนั้นใช้เวลานานพอสมควรเลยค่ะ ในฐานะของคนอ่านแล้วมาเป็นคนเขียนคนทำหนังสือแล้ว ยิ่งทำให้รักหนังสือมากขึ้นค่ะ และเห็นคุณค่าของหนังสือมากยิ่งขึ้นค่ะ
ถือโอกาสแลกเปลี่ยนยาวเลยค่ะ อ๋อเป็น power puff girl ปลอมตัวมาค่ะ ทำอะไรนักไม่ทราบวันนึงๆ :)
สวัสดีค่ะคุณดาวลูกไก่
แสดงว่าคุณดาวลูกไก่ได้อ่านประวัติแจ๋วไปแล้วนะคะเนี่ย
สวัสดีค่ะคุณอ๋อ
ดีใจที่ทราบว่าคุณอ๋อก็ทำอะไรเกี่ยวกับงานสิ่งพิมพ์อยู่ด้วย
จากการพูดคุยผ่าน G2K คุณอ๋อเป็นคนน่ารักและมีความสามารถมากอีกคนหนึ่งค่ะ
แจ๋วเองทำงานหนังสือ ทำโน่น ทำนี่ แบบเป็ดน่ะค่ะ ทำไปเรื่อยๆ ที่มีโอกาส
แล้วสาขาที่เรียนต่อก็มาบอกอีกว่า คุณต้องเป็นเป็ดนะ และต้องเป็นเป็ดที่ดี...
หากคุณอ๋อคิดว่ามีอะไรที่แจ๋วจะช่วยได้ ก็ยินดีค่ะ ไม่ต้องเกรงใจค่ะ
ถ้าแจ๋วไม่รู้ ก็จะหาผู้รู้มาให้คำแนะนำต่อไปค่ะ
ขอบคุณมากๆ ค่ะ :)
สวัสดีครับ แจ๋วจริงจริง
มาสมัครเป็นคนอ่านหนังสืออีกคนครับ แจ๋วจริงจัง
สวัสดีค่ะคุณแจ๋ว
ชอบจังพี่แจวเขียนดี คนคอมเม้นท์แยะด้วน้องอิจฉานนะนี่
จริงแอบได้ความรู้ด้วยละจ๊ะ
พี่แจ๋วคนดี
ก่อนหน้านี้ฝนตกฟ้าแรงจนต้องปิดเครื่องไป
แต่จู่ๆ ฟ้าก็โปร่ง แดดเปรี้ยง แม่บอกว่า...กินสินบนไปแล้ว...
วัดใกล้บ้านจะมีงานบุญค่ะ โต๊ะจีนมาตั้งกลางลานวัดรอแขกในเย็นนี้
ถ้าไม่กินสินบน ก็คงมีสาวพรมจรรย์ไปปักตะไคร้ 555
แต่ทำให้กลับเข้ามาได้อีกครั้งค่ะ งั้นขอตอบจดหมายเลยนะคะ :)
คุณสิทธิรักษ์ ----> สวัสดีค่ะ แอบตกใจเล็กน้อย(เลียนแบบพี่คนไม่มีราก) ขอบคุณที่ตามหาบันทึกนี้ตั้งแต่ยามดึก และขอบคุณอีกครั้งที่ตามมาอ่านในบ่ายวันนี้ค่ะ
พี่คนไม่มีราก ----> สวัสดีค่ะ มาช้าไม่เป็นไร ขอให้มานะคะ งานเตรียมต้นฉบับก่อนส่งเข้าโรงพิมพ์ก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากค่ะ จะเพิ่มจะลดจะขยายความใดๆ ทำให้จบเรียบร้อยก่อนส่งเข้าโรงพิมพ์ รับรองว่าปัญหาวุ่นวายใจน้อยลงมากแน่นอนค่ะ ขอบคุณที่ช่วยให้กำลังใจกันมาตลอดนะคะ ขอบคุณมากค่ะ :)
น้องอี๋ที่รัก ----> ดีใจๆ วันนี้ไม่ไปทำงานที่ไหนหรือคะ คิดถึงๆ ที่เขียนบันทึกนี้เพราะตอนที่พี่ทำงานที่เกี่ยวข้องเจอปัญหามาก และปัญหาต่างๆ ล้วนมาจากความเข้าใจที่ไม่ตรงกันนะคะ ส่วนเรื่องคอมเม้นท์...เคล็ดลับที่ไม่ลับและนำไปใช้ได้กับทุกอย่างก็คือ การสร้างเครือข่าย คำนี้อี๋ก็ใช้ในการทำงานอยู่ใช่มั้ยคะ แล้วพบกันค่ะ
ครูมิมจ๋า ----> ไม่งงๆ เพราะว่า คนเขียน เขียนเพราะใจสั่งให้เขียน ส่วนคนอ่านก็อ่านด้วยใจ ใช่มั้ยคะ จะให้เล่าเรื่องลมหวนหรือคะ ได้แน่นอน (รับปากทุกคนเลย) แต่ขอไปหารูปประกอบก่อนนะคะ ต้องรื้อบ้านกันเลยค่ะ เพราะรูปที่มีเป็นภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มหายากนิดนึง แต่อยากให้ครูมิมเห็นหน้าเค้าด้วยค่ะ หาเจอแล้วมาเขียนแน่นอน :)
แปะไว้ ก่อนคิด ... แต่ ... อยากได้มั้งอ่ะครับ
ขอบคุณครับ พี่ jaewjingjing :)
สวัสดีค่ะอาจารย์ Wasawat
ที่ว่าอยากได้มั่งนั้น คือ ๑๐๑ ไทยฟอร์ม ใช่มั้ยคะ
กำลังจะส่งลิ้งค์ให้คุณวิจิตร เจ้าของหนังสืออ่านค่ะ
พี่เค้าอาจจะมาตอบเองนะคะ ...ดีมั้ย :)
ขอบคุณค่ะ
ลุ้นค่ะพี่คนไม่มีราก แล้วคุยกันค่ะ :)
สวัสดีค่ะ
พี่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการทำหนังสือมาบ้าง ทั้งในด้านส่งต้นฉบับให้สำนักพิมพ์ และคุยกันเรื่องการตลาด
และจะทำหนังสือขึ้นมาใหม่เอง ยอมรับว่า การทำหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ไม่ใช่ของง่ายค่ะ เข้าใจที่เขียนทุกอย่างเลยค่ะ
หนังสือทีจะยืนหยัดอยู่ได้จนติดตลาดจริงๆ มีไม่มากนักค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
ขอบคุณที่แวะมาอ่านบันทึกนี้ค่ะ
การทำหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ไม่ใช่ของง่ายจริงๆ ค่ะ
และต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ มากมาย
แต่หลายๆ คนก็คิดว่ามันช่างง่ายดายซะเหลือเกิน
ตรงนี้ล่ะค่ะ ที่คนทำงานท้อใจ เหมือนไม่มีคุณค่า
ดีใจที่มีพี่ศศินันท์อีกคนที่เข้าใจค่ะ :)
ขอบคุณค่ะ