ข้อผิดพลาดของนักศึกษาที่สรุปไว้ก็เป็นเรื่องที่อาจารย์ทั้ง หลายต้องช่วยกันดูแล ช่วยสอน ให้นักศึกษาปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านี้
ช่วงนี้เป็นช่วงตรวจข้อสอบปลายภาค ดิํฉันเองก็ได้มีโอกาสตรวจข้อสอบในลักษณะนี้มาเป็น ๑๐ ปีแล้ว ก็เลยมาลองสรุปดูว่าเจออะไรบ่อยๆ บ้างในคำตอบของนักศึกษา
ลายมือที่แย่ลง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะยุคนี้เราไ่ม่มีคัดไทย เขียนไทยกันเท่าไหร่แล้ว และนักศึกษาใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น เลยไม่ได้มีโอกาสเขียนลายมือเท่าใดนัก อันนี้ดูได้จากตัวเองด้วยที่ลายมือก็แย่ลงเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้พิมพ์มากกว่าเขียน
การสะกดคำผิดปัญหานี้น่าจะเกิดจากเทคโนโลยี IM (instant messaging) และ SMS และการไม่ใส่ใจของนักศึกษาที่ต้องการจะเขียนให้ถูกต้องด้วย
นักศึกษา (วิศวฯ) เขียนเรียงความไม่ค่อยเป็น อันนี้เนื่องมาจากการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ค่อนข้างจะเน้นเรื่องเทคนิค หรือการคำนวณเป็นขั้นๆ การอธิบายจะเป็นการอธิบายไปในตัวโดยสมการคำนวณต่างๆ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ แทน เลยไม่ค่อยได้มีการเรียงความอธิบาย หรือไม่มีการเขียนอธิบายประกอบ
บางทีก็พบว่านักศึกษาทำคำนวณเป็นขั้นๆ เลียนแบบได้ แต่ไม่ได้เข้าใจหลักการหรือทฤษฎีเบื้องหลังเท่าใดนัก คล้ายๆ กับรู้วิธีแก้โจทย์แต่ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำแบบนั้น
การแก้สมการ ไม่ชอบแก้สมการที่ติดตัวแปร(คณิตศาสตร์ไม่แม่น) เช่น ที่เวลา t1 รถคันหนึ่งมีความเร็วเท่ากับ v1 กม./ชม. ที่เวลา t2 รถมีความเร็วเท่ากับ v2 ม./นาที อยากทราบว่ารถคันนี้มีอัตราเร่งเ่ท่ากับเท่าใด แต่จะชอบแก้สมการที่มีให้ค่าตัวแปรมาเป็นตัวเลขแล้ว เพราะเอาไปกดเครื่องคิดเลขได้เลย (โดยไม่เขียนหน่วย)
ไม่เข้าใจ/ไม่ได้เรียนรู้ เครื่องมือ (เครื่องคำนวณ)ที่ตัวเองใช้ว่าทำอะไรได้บ้าง ไม่ค่อยรู้ฟังก์ชั่นที่ใช้ในเครื่องคำนวณ เ่ช่น ไม่รู้ว่าถ้าจะถอดรากที่ 5 ของค่าๆ หนึ่งจะต้องกดเครื่องคำนวณอย่างไร ทำให้ทำข้อสอบบางข้อไม่ได้
กาีรคำนวณมักไม่ค่อยเขียนหน่วยประกอบ ซึ่งเป็นข้อเสียอย่างมาก ทำให้ผลการคำนวณผิดไปได้เยอะ เช่น อาจารย์ให้โจทย์หน่วยเป็น ซม. แต่เวลาเอาไปใช้เอาค่า ซม. ไปคิดเป็น ม. ค่าที่ได้ต่างกันมาก และถ้านำไปใช้จริงก็อาจเกิดโศกนาฎกรรมหรือความเสียหายรุนแรงมากๆ จากการแปลงหน่วยได้ วิธีแก้ปัญหาความผิดพลาดแบบนี้คือการเขียนหน่วยประกอบการคำนวณทุกครั้งในสมการ ถ้าทำได้ถูกต้องหน่วยจะตัดกัน เหลือเป็นหน่วยสุดท้ายที่ถูกต้องเอง เช่น
เดินทางด้วยความเร็ว ๖๐ กม./ชม. ถ้าใช้เวลาเดินทาง ๓๐ นาที จะเดินทางได้ระยะทางเท่าใด
๖๐ กม./ชม. x ๑ ชม./๖๐ นาที คือ ๑ กม./นาที
-
ดังนั้น เดินทาง ๓๐ นาที x ๑ กม./นาที จะได้ระยะทาง ๓๐ กม. นั่นเอง จะเห็นได้ว่าใช้หน่วยตัดหน่วยไปแบบนี้ การคำนวณจะไม่ผิดพลาด เพราะมีหน่วยคุมอยู่ตลอด
ฯลฯ
สวัสดี คะ อาจารย์
เห็นด้วยกับอาจารย์เป็นอย่างยิ่งเลย คะ นอกจากจะลายมือแย่ลงๆ แล้ว สะกดคำ เขียนหนังสือไม่ถูก และที่พบบ่อยๆ กับนักเรียนชั้น ม.ปลายด้วยคือ เขียนไม่เป็นประโยค อ่านแล้วไม่ได้ใจความ เหมือนกับนักเรียนไม่สามารถจัดระเบียบความคิดของตนเองออกมาให้เป็นประโยคได้ ตรวจงานนักเรียนแล้ว งง ไม่รู้เขาเขียนตอบเรื่องอะไร นักเรียนทุกวันนี้ไม่สามารถแปลโจทย์คำถามให้ตัวเองเข้าใจก่อน แล้วจึงตอบ
สวัสดีค่ะอาจารย์
เรื่องการไม่เขียนหน่วยนี่ พบเห็นบ่อยมากๆ ที่บริษัท พนักงานบัญชี มาแปลก ไม่ชอบเขียนหน่วยกำกับ เขียนแต่ตัวเลขเฉยๆ
เขียนหนังสือ ก็เอาใจความไม่ค่อยได้ รูปประโยคสับสน
สอนหลายหน ดีขึ้นนิดหน่อยค่ะ
มีความรู้สึกว่า เด็กสมัยนี้ ไม่ค่อยแน่นวิชา
สวัสดีครับ...
ผมเองก็ตั้งข้อสังเกตในระยะหลังและนำไปวิพากษ์ในเวทีที่เป็นวิทยากรมาบ้างแล้ว นั่นคือ
นิสิต ขาดทักษะในเขียนสะกดคำ (การเขียนคำถูกทำผิด)... และเขียนไปภาษาวัยรุ่นมากกว่าการคำนึงถึงหลักภาษาที่ถูกต้อง (ทั้ง ๆ ที่ภาษาเป็นวัฒนธรรมหลักของความเป็น "ชาติ" )
แต่ภาพเช่นนี้ก็ไม่แปลกนะครับ เพราะการฝึกเขียนคำในหลักสูตร หรือในกระบวนการเรียนการสอนก็ไม่ได้เคี่ยวกรำมาเท่าใดนัก ...
และอีกประการ คือ ลายมืออ่านยากมาก เคยถามนิสิตมาบ้างเหมือนกันว่า เคยได้คัดลายมือมาบ้างหรือเปล่า ... ซึ่งเขาก็บอกว่าไม่ค่อยได้ปฏิบัติในเรื่องพรรค์นี้เลย ...
.....
ตอนนี้ผมเคร่งครัดนี้มาก เวลาเสนอโครงการฉบับพิมพ์ ผมจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากพอสมควร แต่ก็ไม่ปล่อยวางเรื่อง "แนวคิด" ยกตัวอย่างเช่นนิสิตมักพิมพ์คำว่า "อาคารพลศึกษา" เป็น "อาคารพละศึกษา" ...เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ หรือสถานที่เช่นนี้พบเห็นทุกวัน แต่ก็ยังพิมพ์ผิด เขียนผิดอย่างน่าเจ็บใจ ...
.....
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์...ตุ๋ย
ดีที่ผมไม่ได้เป็นครู อิอิ
ความจริงก็ปวดหัวกับอัยการรุ่นน้องที่เขียนแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง คือตัวหนังสือไม่เป็นระเบียบ วิเคราะห์ไม่เป็นวกวน บางเรื่องก็ไม่รู้จะเขียนทำไมในเมื่อไม่เกี่ยวกับคดีที่กำลังสรุป เป็นต้น ผมว่ามันไม่ใช่เฉพาะนักเรียนอย่างเดียวเสียแล้ว พอนักเรียนพวกนี้จบไปทำงาน ก็จะเป็นพนักงานที่ด้อยคุณภาพ ด้อยความฉลาดทางอารมณ์ด้วย เหมือนกันหมดทุกวงการนั่นแหละครับเฮ้อ..ขอคนแก่บ่นหน่อย
สวัสดีค่ะคุณครู
supercat 007
ชื่อคุณครูทำให้นึกถึงเจมส์ บอนด์ กับ ซุปเปอร์แมน กับ แคท วูแมน เลยค่ะ ^ ^
ตอนนี้ปัญหาลายมือคงเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่ง แต่ปัญหาสะกดคำผิดน่าจะเป็นปัญหาระดับชาติขึ้นไปอีกค่ะ เพราะเห็นปัญหานี้ได้ในทุกระดับเลยค่ะ จะมีนักศึกษาหลายคนมากที่สะกดคำผิด หรือใช้ภาษาแบบวัยรุ่นเขียน เช่น "อาจารย์คับ ขอคะแนนด้วยนะคับ" หรือ เขียน"น่าจะ" เป็น "หน้าจะ" หรือคำว่า"ผลลัพธ์" ก็อาจะเีขียนเป็น "ผลลับ" ประมาณนี้น่ะค่ะ
แล้วก็พบแบบที่คุณครูพบเลยค่ะคือเขียนไม่เป็นประโยค เรียบเรียงไม่เป็นน่ะค่ะ
ก็เป็นส่วนที่เราต้องช่วยกันต่อไปค่ะ ขอบคุณคุณครูที่แวะเข้ามา ลปรร นะคะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
เรื่องหน่วยนี่เป็นสิ่งที่คนทำผิดพลาดเยอะมากเลยค่ะ เคยเจอนักศึกษาเขียนค่า 8% เป็น 0.08% ซึ่งมันต่างกันร้อยเท่าก็เจอมาแล้วค่ะ
บางทีเคยให้โจทย์เศรษฐศาสตร์เช่นอัตราดอกเบี้ย 0.5% ต่อเดือน นักเรียนบางคนเอาค่านี้ไปใช้เป็นต่อปีเลย คือเห็นคำว่า % ปุ๊บก็จะทึกทักไปเองเลยว่าเป็นต่อปี ไม่อ่านดูให้ดีว่าเป็นต่อเดือน แล้วก็มีบางคนแปลง 0.5% เป็น 0.05 (หรือ 5%) เสียอีกค่ะ สรุปแล้ว ไม่ค่อยใส่ใจในรายละเอียด แล้วก็ยังไม่มี sense ว่ามีอะไรผิดปกติเวลาคำนวณออกมาแล้วค่าใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปน่ะค่ะ ส่วนใหญ่ sense พวกนี้จะเิกิดเมื่อทำเยอะๆ มีประสบการณ์มากๆ เท่านั้น
เวลาสอนต้องคอยพร่ำสอน เหมือนเป็นเทปเลยค่ะ ^ ^ ถ้าเขาฟังคำเตือนเรา ก็จะได้ผลบ้างค่ะ
สวัสดีค่ะ น้องแผ่นดิน
เห็นด้วยเลยค่ะว่าการเขียนเป็นเรื่องของทักษะ ไม่ใช่ความรู้เพียงอย่างเดียว และทักษะเป็นเรื่องของการฝึกบ่อยๆ หัดบ่อยๆ หรือใช้บ่อยๆ จึงจะทำได้ดี และมี"ฝีมือ"ในการทำสิ่งนั้นๆ ถ้าไม่ค่อยได้ทำ ไม่ค่อยได้ใช้ โอกาสที่จะทำผิดหรือเีขียนผิด สะกดผิดในกรณีนี้มีสูงมากเลยค่ะ
เรื่องของการสะกดผิดในเอกสารข้อเสนอโครงการต่างๆ นั้น พี่ก็เคร่งครัดเหมือนกันค่ะ บางทีร่างจดหมายมาให้เราลงนาม ถ้าเขียนผิดๆ ถูกๆ มาก็ไม่ลงลายมือชื่อให้ค่ะ บางทีสะกดชื่อภาควิชาผิดก็มีค่ะ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความละเอียดรอบคอบค่ะ ไม่ค่อยมีการทบทวน (ซึ่งเป็นวิสัยที่ไม่ค่อยดีของวิศวกรเลย) ทำให้เรารู้สึกเหมือนว่าเขาจะรีบทำให้เสร็จๆ ไปเท่านั้น
ถ้าได้คุมสอบอยู่บ้างจะสังเกตเห็นได้เลยว่า นักศึกษาถ้าทำข้อสอบเสร็จแล้ว เหลือเวลาก็จะไม่ทบทวน แต่ขอออกนอกห้องสอบเลย หรือถ้าทำไม่ได้ก็จะนั่งจ้องข้อสอบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเวลาที่อนุญาตให้ออกนอกห้องสอบได้... เห็นแล้วก็เห็นเลยว่านักศึกษาเหล่านี้จะออกไปเป็นคนทำงานแบบไหนค่ัะ T_T
วันก่อนเจอนักศึกษาชายผมยาวเกินบ่า ซอยยาวๆ เหมือนนักร้อง แถมย้อมสีทองด้วย มาเข้าห้องสอบ ก็แซวๆ เขาไปว่าแบบนี้น่าจะเป็นนักร้องมากกว่าเป็นวิศวกรนะ เขาตอบสวนมาเลยค่ะว่ายังไม่ได้เป็นวิศวกรเสียหน่อย.. ก็..ไม่รู้จะทำอย่างไรค่ะ จะไม่ให้สอบก็เหมือนตัดอนาคตเขา ก็ได้แต่เตือนแล้วก็ทนฟังคำตอบแบบไร้เหตุผลแบบนี้ ตอนหลังก็คุยกับเขาอีก บอกว่าไว้ผมแบบนี้ ถ้าอยู่โรงงานหรือหน้างานจะโดนเครื่องมือเครื่องจักรดึงผมได้ง่าย ถ้าอยู่ในห้องปฏิบัติการก็จะทำให้เกิดปัญหาในการทำการทดลองได้ง่าย .. ก็ได้แต่ยกเหตุผลให้ฟัง..หวังว่าเขาจะเห็นความหวังดีค่ะ ^ ^ เล่าให้ฟังนอกเรื่องค่ะ
สวัสดีค่ะครูอ้อย
น่าสงสัยมุมมองของเด็กๆ บางคนเหมือนกันนะคะ ทำไมถึงเขียน ตัวเล็กตัวใหญ่เอียงไปเอียงมาแบบนั้น เทอมที่ผ่านมามีนักศึกษาคนนึง ลายมือแย่มากๆ อ่านเกือบไม่ออกเลย แม้กระทั่งตัวเลข ดีว่าเป็นคนเก่งพอควร ทำข้อสอบมาได้ขั้นตอน ได้ตัวเลขถูกต้อง เราเลยเดาได้ว่าเขาเขียนอะไร เรียกได้ว่าถ้าให้คะแนนความเรียบร้อยหรือการอ่านได้ของสิ่งที่เขียนก็คงได้ศูนย์ แต่ถ้าให้คะแนนความถูกต้องของข้อมูลก็ถือว่าเต็มได้ แล้วก็มีบางคนเขียนเลข 3 หรือเลข 5 ไม่ต่างกันนัก บางทีก็เขียนหวัดเีสียจนเลข 6 กลายเป็น 0 มีเยอะเลยค่ะ เวลาตรวจต้องตั้งใจมาก เพื่อให้โอกาสก่อน (benefit of the doubt ค่ะ)
พูดถึงคำว่า"โอกาส" เคยเจอเด็กคนนึงเขียนขอคะแนนว่า อาจารย์ครับ ผมจะไทร์แล้วครับ ขอ"โอกาศ"ผมด้วยนะครับ เล่นเอาเราขำไม่ออกเลยค่ะ T_T สุดท้ายก็ตรวจไปตามเกณฑ์ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ
บัณฑูร - ทองตัน
งานเป็นอัยการก็ต้องอยู่กับตัวหนังสือเยอะเลยนะคะ โดยเฉพาะภาษากฎหมายซึ่งโดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าอ่านยาก เข้าใจยากพอควร แต่ถ้าอ่านบ่อยๆ ก็จะคุ้นขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตีความได้ครบอยู่ดีค่ะ ^ ^
เ็ห็นด้วยนะคะที่สังคมไทยมีบุคคลด้อยคุณภาพ(ในส่วนที่ไม่ควรจะด้อย) เป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นเลยว่าการพัฒนาของบ้านเราจะทำได้ค่อนข้างช้า เพราะมัวแต่สื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แล้วก็มานั่งแก้งานกันอยู่เรื่อยๆ ประสิทธิภาพตก เพราะใช้เวลาทำงานเยอะเกินไป ส่วนประสิทธิผลก็ต่ำ เพราะผลงานส่วนหนึ่งใช้ไม่ได้เพราะมีข้อผิดพลาดในระดับใดระดับหนึ่ง
เขียนบันทึกที่สมุดนี้ทีไร ก็รู้สึกว่าเป็นครูแก่ๆ ทุกทีเลยค่ะ เพราะเหมือนจะบ่นอย่างเดียวทุกที ^ ^ เวลาเขียนตอนหลังๆ ก็พยายามจะเสนอทางแก้ด้วย โดยเฉพาะในระดับที่เราสามารถทำได้
ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ต้องบอกว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งเหมือนกัน ที่ลายมือสวย(ออกแนวคิกขุ หัวกลมๆ ตัวยาวๆ) เขียนหนังสือเป็นระเบียบ และเขียนไม่ผิด เพียงแต่จะจำนวนน้อยกว่ากลุ่มแรกเท่านั้นค่ะ
ขอบคุณที่แวะมา ลปรร นะคะ ทำให้ทราบว่าเป็นกันในหลายวงการจริงๆ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
สวัสดีครับ อาจารย์กมลวัลย์
สวัสดีค่ะคุณ
naree suwan
ดีจังค่ะที่ช่วยกันเตือน เรื่องโดนสวนกลับก็มีโดนอยู่บ้างค่ะ เหมือนที่เล่าให้คุณแผ่นดิน
ฟังน่ะค่ะ
เรื่องภาษาวิบัตินี้สำหรับตัวเองคิดว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปค่ะ เพียงแต่ว่าเราเรียกว่าวิบัติหรือเพี้ยนมากเพี้ยนน้อยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตอนเราแก่ๆ แล้ว ภาษาอาจเปลี่ยนเป็นภาษาโอเกะ หน่อมแน้ม ไทยคำอังกฤษคำจีนคำไปหมดแล้วก็ได้ค่ะ ^ ^
เคยลองกลับไปอ่านวรรณคดี กาพย์ในสมัย ร.๔ ร.๕ ก็จะเห็นเลยว่าภาษาที่เราใช้ทุกวันนี้เราใช้พยัญชนะหรูหราขึ้น มี ฐ มี ฎ ฏ นอกเหนือจาก ต แล้วก็ปัจจุบัน ฃ กับ ฅ ก็แทบไม่ได้ใช้เลย (บอกความลับว่า กว่าจะหาสองตัวนี้เจอบนคีย์บอร์ด ใช้เวลาแป็บนึง คือต้องสแกนหาเลยค่ะ ^ ^)
ทุกอย่างคงจะเปลี่ยนไป ภาษาก็เป็นอย่างหนึ่งที่ต้องเปลี่ยนด้วย แต่ที่น่าสนใจคือ จะเปลี่ยนเร็วขนาดไหน แล้วเปลี่ยนเนื่องจากความสัพเพร่า ความไม่ใส่ใจ ความไม่รู้ อย่างไรเท่านั้นเองค่ะ
อีก ๒๐ ปี ย้อนกลับมาดูบันทึกเหล่านี้ ภาษาที่เราใช้ อาจจะโบราณเลยนะคะ ^ ^
สวัสดีค่ะอาจารย์
Wasawat Deemarn
ดิฉันเปิดประเด็นเยอะไปเหรอคะ ^ ^ ขออภัยค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ นึกประเด็นอะไรหลักๆ ออก ก็เขียนเลยค่ะ แยกเป็นหัวข้อๆ ไป แต่อาจมีข้อเกี่ยวข้องกันในแต่ละประเด็นบ้างค่ะ
สำหรับเรื่องที่เด็กเขียนผิดแล้วไม่ได้รับการตักเตือนนั้น ดิฉันยอมรับว่าจริงค่ะ เพราะตัวเองก็เป็นค่ะ ตรวจงานให้ไม่ทัน นักศึกษารวมกันเป็นร้อยกว่าคน บางทีต้องดูแต่หลักการ บางทีก็เก็บคะแนนว่าทำส่งเท่านั้น เพราะต้องการให้เขาได้ลองสัมผัสการแก้ปัญหาผ่านโจทย์ที่ให้เป็นการบ้าน แต่ปรากฎว่าท่านนักศึกษาทั้งหลายลอกกันมา แถมบางคนลอกเพื่อนไม่ครบค่ะ ปัญหามีหลากหลาย ทั้งจากอาจารย์และจากลูกศิษย์ค่ะ
ที่น่าเสียใจคือนักศึกษาเหล่านี้ไม่ใช่คนขาดโอกาส ส่วนใหญ่มีพื้นฐานครอบครัวดีพอควร มีเลข๑๓ หลักประจำตัวแน่ๆ บางคนมีมือถือรุ่นล่าสุด แต่ไม่มีความใส่ใจในผลงานของตัวเองเท่าไหร่
ลูกศิษย์ของอาจารย์โชคดีนะคะที่มีอาจารย์ที่"ย่อย" อาจจะรู้สึกห้อยตอนได้รับรายงานแดงเถือกกลับมา แต่ถ้าเขาสนใจกลับไปดูสิ่งที่ผิดพลาด เขาจะได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดของเขาอย่างแน่นอนค่ะ
สำหรับเรื่องลายมือนี่ยอมรับตั้งแต่ต้นเลยค่ะ ว่าด้อยลงไปเยอะ เพราะเดี๋ยวนี้พิมพ์มากกว่าเขียน แล้วเวลาตรวจอะไรมากๆ ก็เขียนหวัดขึ้นๆ ทุกทีเหมือนกันค่ะ ^ ^ โดยรวมแล้วก็คงคล้ายๆ กันค่ะ 55555
น้องรองคะ
คิดถึงน้องรองเสมอค่ะ
พี่หญิงใหญ่.
สวัสดีค่ะพี่หญิงใหญ่
โอ้...ถ้าเจอกรณีคำสั่งแพทย์อ่านไม่ออกเนี่ย ก็น่าเป็นห่วงมากๆ เลยนะคะ แต่เรื่องนี้เคยได้ยินเสมอว่าลายมือหมอจะขึ้นชื่อมากๆ เลย คงเป็นเพราะไม่่ค่อยมีเวลาเขียนนะคะ ต้องสรุปเร็วๆ จะได้ตรวจคนไข้ได้อีก แต่ก็อันตรายค่ะ ถ้าเขียนแล้วไม่มีใครอ่านออกได้ถูกต้องเลย T_T
ดีที่เปลี่ยนมาใช้เป็นงานพิมพ์บ้างนะคะ อีกหน่อยถ้าพัฒนาเป็นฐานข้อมูลการสั่งยาหรือการวินิจฉัยได้ คงได้ประโยชน์จากฐานข้อมูลแบบนี้อีกต่อค่ะ
ตอนนี้หลานที่บ้านที่กำลังเรียนอนุบาลก็ต้องคัดลายมือค่ะ แต่พบว่าเด็กๆ สมาธิสั้น และไม่ค่อยอยากเขียน บางทีเขาตอบมาเลยนะคะว่าสวยแล้ว ทั้งๆ ที่มันคดไปคดมาไม่ตรงเส้นประเลย ก็ต้องสอนกันต่อไปค่ะทั้งลูกหลานและลูกศิษย์ค่ะ ^ ^
คิดถึงพี่ติ๋วเช่นกันนะคะ
สวัสดีอีกครั้งนะครับ อาจารย์กมลวัลย์
เดี๋ยวนี้หาเด็กเขียนหนังสือเป็นและถูกต้องยากมาก เด็กบางคนลำดับเรื่องราวไม่ได้เลย เล่าได้เป็นประโยคสั้นๆ ยังกล้ามาสมัครเป็น copy writer คลังคำศัพท์ก็น้อยนิด เคยไล่ให้ไปทำหน้าที่เด็กประสานงานระหว่างแผนกด้วย บอกแค่ตำแหน่งนั้นยังกลัวว่าเขาจะไม่มีปัญญาทำเลย เพราะการสื่อสารก็ไม่ดี
เด็กสักแต่จบออกมา บรรดาเจ้าของบริษัทปวดหัว ไม่รู้จะรับใครเพราะเลวร้ายเหมือนกันหมด ไม่อดทน แถมความคาดหวังสูงกว่าความสามารถตัวเองอีกต่างหาก ถ้าระบบยังผลิตเด็กแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ ไว้จบปริญญาตรีก็ทำหน้าที่ได้แค่ธุรการนั่นแหล่ะ ระบบการศึกษาเดี๋ยวนี้หวังเงินเยอะเลยปล่อยปะละเลยเรื่องคุณภาพ ชั้นปีนึงในแต่ละภาควิชารับเข้าไป 200-300 อาจารย์จะสอนกันยังไงทั่วถึง
เห็นเด็กแถวบ้านหลายคนก็ปวดหัวแล้ว เรียนปริญญาตรีวันๆ ยังคิดแค่ว่าจะไปลอกงานจากเน็ตส่งอาจารย์ จะได้จบๆ ไป ไม่เคยเห็นซื้อหนังสืออื่นนอกจากหนังสือเรียนมาอ่าน นั่งดูเกมส์โชว์ ดูละคร แล้วก็ไปเดินสยาม ความรู้รอบตัวไม่มีสักนิด คุยด้วยแล้วเซ็ง นึกว่าคุยกับเด็กม.ต้น หรือพวกคนทำงานบ้าน นี่ล่ะอนาคตบัณฑิตที่จะจบออกมาในไม่กี่ปี
ที่ว่าจบตรีจะทำได้แค่ธุรการยังน้อยไป ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อเรื่อยๆ งานระดับโรงงาน พนักงานขายตามห้าง ลูกจ้างรายวันก็สงสัยจะมีวุฒิปริญญาตรีไปแย่งกันทำ เพราะไม่มีความสามารถในวิชาชีพที่เรียนมาจริง พอเจอของจริงก็จอดไม่ต้องแจว คราวนี้ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะไม่มีใครเขารับ มาตรฐานก็จะถูกกดลงเรื่อยๆ ปริญญาตรีทำงานระดับปวช. ปริญญาโท เอก มาแย่งงานปริญญาตรี พ่อแม่ส่งเสียแทบตาย ผลกลายเป็นแบบนี้ สงสารคนส่งให้เรียน เข้าตำราขายนาส่งควายเรียนจริงๆ
Hi Ajarn Kamolwan,
The Vietnamise students are growing up but the young Thai going down it's it?
from Hue city Vietnam
I will come back tomorow.