เขียนบันทึกไม่ได้อย่างใจครับ  นั่งในรถ เที่ยว กินข้าวกว่าจะถึงที่พักก็ 4-5 ทุ่ม พิมพ์  2-3 คำก็หลับคาเครื่องคอมที่เอาไปด้วย เช้าตื่นขึ้นมาทำต่อก็ได้แป๊บเดียวก็เดินทางต่ออีกแล้ว รูปที่ถ่ายไว้มากมายก็ไม่มีเวลาตัดต่อและเอาลงครับ 

พูดถึงเรื่องอาหารหน่อย สองวันมานี่ผมที่อ้วนอยู่แล้วย้ำหนักมากขึ้นไปอีก เพราะอาหารเขาจัดเต็มที่ครับ อาหารแม้จะจืดๆ แต่เราก็เติมแต่งให้ถูกปากเราได้บ้างแม้จะไม่เหมือนบ้านเรา แต่เรามาเที่ยวบ้านเขาก็ต้องการชิมรสอาหารบ้านเขา อร่อยหรือไม่อร่อยไม่ใช่เป้าหมายการมาเที่ยว การมาดูบ้านเมือง มาสัมผัสประวัติศาสตร์ ชีวิตของเขานี่ซิ มันได้ย้อนกลับมาดูตัวเรา สังคมเรา ประเทศชาติเรา 

 แน่นอนการมาแบบท่องเที่ยวมันก็แค่ผิวเผินที่ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมายนัก แต่ก็ได้ภาพรวมๆและสัมผัส First attractive ที่รับรู้ได้ว่าเขากำลังเติบโตจริงๆ และทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ทำงาน ทำงาน ทุกอย่างที่ทำได้ และมีหลายอย่างที่เป็นมุมดีของประเทศสังคมนิยม ตรงข้ามเราก็ย้อนไปเห็นมุมที่เป็นจุดอ่อนของ ประเทศประชาธิปไตย อย่างบ้านเรา 

อย่างเช้าวันที่สองเราลงเรือมังกรไปตามแม่น้ำหอมทวนกระแสลอดสะพายไปขึ้นกราบพระที่วัด “เทียนมู่” หากสำเนียงผิดพลาดไปขออภัยด้วยนะครับ ก่อนจะเล่าถึงวัดที่สำคัญแห่งนี้ ขอเล่าเรื่องราวในแม่น้ำหอมขณะนั่งเรือมังกร เพราะว่าผมเห็น เรือ กลางแม่น้ำกำลังใช้วิธีง่ายๆขุดทรายจากท้องแม่น้ำหอมแล้วเอาไปขายที่ริมตลิ่ง ซึ่งมีพ่อค้ามารับซื้อไปอีกต่อหนึ่ง  ทำไมไม่ใช้เรือขุดที่มีประสิทธิภาพแบบบ้านเรา   

ผมได้รับคำตอบว่า เป็นอาชีพที่ครอบครัวธรรมดาสามารถมาทำการขุดได้  ตรงข้าม ห้ามมิให้ใช้เครื่องจักรทันสมัยขุด  การทำเช่นนั้น ช่วยในเรื่องการอนุรักษาทรัพยากรธรรมชาติในท้องน้ำที่ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปทันทีหากทำการขุดด้วยเครื่องจักร  เจ้าถิ่นอธิบายต่อว่า เป็นรายได้พิเศษสำหรับครอบครัวทั่วไปโดยตื่นแต่เช้ามืดพาครอบครัว 3-4 คนมาขุดทรายพอสายนิดก็เต็มลำเรือเอาไปขายริมตลิ่ง แล้วก็ไปทำงานปกติต่อได้ ตกเย็นก็มาทำอีกสักรอบสองรอบก่อนค่ำ  แต่ละรอบจะได้เงินประมาณ 300 บาท เจ้าถิ่นบอกว่านี่คือรายได้พิเศษของเขา   ถ้าเป็นเมืองไทยก็เรียบร้อย มีนายทุนเข้ามาผูกขาดการขุดทรายและไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หวังจะขุดเอาแต่ทรายอย่างเดียวจนมีข่าวบ่อยๆว่า ตลิ่งพัง 

เราขึ้นไปกราบพระที่วัดเทียนมู่ เป็นวัดที่สำคัญเพราะจักพรรดิ์ในราชวงศ์เหงียนเป็นผู้สร้าง มีอายุมากกว่า           400 ปี เทียนมู่แปลว่า เทวดาผู้หญิง ตำแหน่งที่ตั้งวัดถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยมากที่สุด  วัดนี้มีความสำคัญต่อสถาบันพุทธศาสนาของชาวเวียตนามมาตลอดเพราะวังจักรพรรด์ทรงอุปถัมภ์ และมาดังที่สุดเมื่อปี พ.ศ. 2506 เมื่อประธานาธิบดีโงดินเดียมขึ้นดำรงตำแหน่งแล้วใช้นโยบายไม่ดีต่อพุทธศาสนา พระที่วัดนี้จึงเป็นหัวแรงที่สำคัญต่อต้านผู้ปกครองที่มาลิดรอนสิทธิการนับถือศาสนาและกีดกันต่างๆ มีการเดินขบวนครั้งใหญ่ๆหลายครั้ง (แหมเหมือนประเทศหนึ่งในขณะนี้เลย)   

และที่สำคัญที่สุดคือ ท่านเจ้าอาวาสของวัดเทียนมู่ชื่อ “พระอธิการกวางดึก” ท่านตัดสินใจขับรถออสตินเข้าไปที่เมืองไซ่ง่อนอันเป็นเมืองหลวงในขณะนั้น แล้วเอาน้ำมันรถออกมาราดตัวเองแล้วให้พระลูกศิษย์จุดไฟเผาตัว ขณะที่ให้พระลูกศิษย์ล้อมวงท่านไว้ ท่านนั่งสมาธิเผาตัวเองโดยไม่ดิ้นรนเลย  แปลกไปกว่านั้น เมื่อแพทย์ตะวันตกนำร่างของท่านไปผ่าพบว่าหัวใจท่านไม่ไหม้ไฟ ยังปกติ ขณะที่ทุกอย่างในร่างกายท่านไหม้ไฟหมด 

พุทธศาสนาในเวียตนามมีหลายนิกาย และแตกต่างจากบ้านเรา เพราะพระที่นี่สามารถขับรถได้ ถูกต้องสตรีได้ และเคลื่อนไหวทางการเมืองเสมอหากท่านเห็นว่าสังคมพุทธศาสนาและสังคมประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม รัฐบาลจึงระมัดระวังเรื่องนี้มาก และพยายามควบคุมให้พระ หรือศาสนิกชนในกลุ่นนั้นๆอยู่ในบังคับของรัฐบาล เรื่องนี้มีส่วนกระทบถึงผู้บันทึกโดยตรงด้วยเหมือนกัน อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่คาดคิดมาก่อน แต่ไม่เหมาะที่จะกล่าวในที่สาธารณะเช่นนี้ครับ

  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoBodyText3">หลังจากเราใช้เวลาที่วัดเทียนมู่นานพอสมควร เราก็เดินทางไปชมพระราชวังจักรพรรด์เวียดนาม ที่เรียกว่าจักรพรรด์องค์สุดท้ายราชวงศ์เหงียน คือ จักรพรรด์เบาได๋ ก่อนที่สถาบันนี้จะล่มสลายไปในที่สุด เจ้าถิ่นเล่าประวัติด้วยความเศร้า เพราะหลังจากนั้นชาติตะวันตกเข้ามาครองก็เอาทรัพย์สมบัติไปจนหมดรวมทั้งเผาไฟให้ไหม้ไปด้วย ตัวพระราชวังจึงไม่เหลือ  ส่วนที่เหลือคือพระที่นั่งว่าการเมืองเท่านั้น  </p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoBodyText3" align="center"></p><p>ที่นี่ครอบครัวเราได้พบเครือญาติเพราะที่ป้ายแผ่นทองเหลืองหน้าพระราชวังนั้นสลักชื่อจอหงวนของราชวงศ์ทุกกยุคสมัยไว้  และเมื่อเราเข้าไปดูใกล้ๆพบว่ามีจอหงวนหลายคน หลายยุคที่เป็นคนจากสกุล Tran ซึ่งเป็นสกุลคนข้างกายผมที่ประวัติบอกว่าอพยพมาจากประเทศจีน และมีจำนวนมากถึง ร้อยละ 30 ของประเทศเวียตนาม   </p><p align="center"></p><p>คุณพ่อคนข้างกายเคยเล่าให้ฟังสมัยมี่ท่านยังมีชีวิตอยู่บ้างว่า บรรพบุรุษได้อพยพไปหาแผ่นดินใหม่กันหลายสาย สายหนึ่งก็เข้าไปในเวียตนาม สายหนึ่งก็เลยมาประเทศไทย มาเลเซีย .. วันนี้ได้มาเห็น คนสกุล Tran ปรากฏบนป้ายจอหงวนของราชวงศ์เหงียนของเวียตนาม โดยบังเอิญ.. </p>