องค์กรคือสังคมที่อยู่ร่วมกัน มีพันธกิจหลัก มีเป้าหมาย มีส่วนได้เสียร่วมกัน การขับเคลื่อนองค์กรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีแผนงาน เมื่อมีปัญหาอุปสรรคที่จะต้องฟันฝ่า องค์กรมักคัดสรร และจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุด ที่จะนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมาย ควบคุมทิศทางด้วยความคิดความชำนาญของผู้บริหาร เสริมด้วยกระบวนทรรศน์ในการบริหารจัดการตามที่ประสบพบเห็นหรือเรียนรู้มาว่าทำแล้วสำเร็จ

เพราะว่าพันธกิจหลักและเป้าหมายต่างๆ เป็นสิ่งที่ผูกประสานองค์กรไว้ด้วยกัน ทุกองคาพยพในองค์กรจึงพยายามที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แต่ในหลายๆ ครั้ง ตัวเลขต่างๆ (เช่น budget KPI แผนธุรกิจ กลยุทธ์) สร้างแรงกดดันต่อผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก ซ้ำร้ายบรรดานายๆ ทั้งหลายซึ่งมีพันธะกับตัวเลข กลับลืมไปว่าเพื่อนร่วมงานต่างๆ เป็นคน ไม่ใช่เครื่องจักร หรือกลับคิดไปว่าตัวเองไม่ใช่คน

องค์กรดำเนินกิจกรรมด้วยคน สิ่งต่างๆ ที่องค์กรปฏิบัติ จึงสะท้อนความคิดของคนในองค์กรนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีอำนาจดำเนินการในระดับต่างๆ (ก็คนเป็นนายนั่นแหละครับ)

บางทีเราควรกลับมาศึกษากระบวนการคิดในสมอง เพื่อพยายามที่จะเข้าใจเรื่องนี้ให้ดีขึ้น

ความรู้เกี่ยวกับสมอง ได้พัฒนาไปเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สมองแบ่งเป็นสองซีกคือซ้ายและขวา สมองทั้งสองซีก แบ่งกันหน้าที่กันทำงาน

สมองซีกซ้าย ควบคุมร่างกายในซีกขวา ทำหน้าที่คิดในเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล เรื่องการประมวลผลทางภาษา ความเป็นระเบียบ-เป็นขั้นเป็นตอน เรียกว่าเป็นสมองวิชาการ สมองตรรกะ เป็นสมองของความรู้

สมองซีกขวา ควบคุมร่างการซีกซ้าย ทำหน้าที่เรื่องความคิดริเริ่ม เรื่องภาพองค์รวม เรื่องไม่แน่นอน-ไม่มีระเบียบแบบแผน เรื่องการเข้าใจความอภิรมย์ในธรรมชาติและชีวิต เรื่องสัญชาตญาณ เป็นสมองศิลปะ แหล่งกำเนิดแห่งความคิดริเริ่ม เป็นสมองของอารมณ์และแรงกระตุ้น

ในคนปกติ แม้สมองทั้งสองด้านจะทำงานร่วมกันโดยมีสะพานเชื่อมตรงกลาง แต่ก็จะพบว่าคนแต่ละคนมีแนวโน้มที่จะประมวลผลด้วยสมองด้านหนึ่งมากกว่าอีกด้านหนึ่ง (ไม่เกี่ยวกับถนัดขวาหรือถนัดซ้าย แต่เป็นถนัดที่จะส่งข้อมูลไปประมวลผลด้วยสมองซีกไหน) เรื่องนี้ทำให้คนแต่ละคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน แง่คิด-มุมมอง-ทัศนคติแตกต่างกัน

คนเราใช้สมองทั้งสองด้าน จึงทำให้คนมีหลายด้าน มีมุมมองต่อเรื่องหนึ่งหลายมุมมอง ด้วยระบบการศึกษาในปัจจุบัน ด้วยอิทธิพลความคิดรวบยอดของปรัชญาตะวันตก ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ด้วยความมั่งคั่งอันเกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม และด้วยค่านิยมของสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นเหตุเป็นผล คนทั่วไปจึงมีแนวโน้มที่จะชื่นชมต่อการใช้สมองซีกซ้ายมากขึ้น จนบางทีก็มองพวกที่ถนัดในการใช้สมองซีกขวาว่าแปลกแยก เป็นศิลปิน เป็นพวกบ้า เข้าใจยาก ไม่อยู่ในระเบียบ พูดไม่รู้เรื่อง

ธรรมชาติสร้างสมองมาสองซีก ในปัจจุบันเราใช้สมองอยู่เพียงเล็กน้อย (ข้อมูลวิชาการบางแหล่งว่าร้อยละ 10  บางแหล่งว่าร้อยละ 30) แล้วเราก็ยังจะละเลยความคิดจากสมองซีกซ้ายอีก นี่เป็นสิ่งสมควรแล้วหรือ

ในขณะที่องค์กรต้องการความแตกต่างทางความคิดเพื่อที่จะมองสิ่งต่างๆ ได้รอบคอบขึ้น แต่เมื่อมีความแตกต่างจริงๆ องค์กรของท่านรับมือความแตกต่างเหล่านี้ได้ดีเพียงใด

เมื่อปลายทศวรรษที่ 90 บริษัท Apple Computer ได้ใช้โฆษณาทีวี Think Different ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์การตอบรับเป็นอย่างดี ในเวลานั้นแอ็บเปิลสร้างความแตกต่างของแม็คอินทอชจากพีซีซึ่งครองตลาดอยู่ด้วยแคมเปญนี้ -- แม้ชื่อแคมเปญ Think Different ก็แตกต่าง ตามไวยกรณ์ภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง จะต้องเป็น Think Differently (differently เป็น adverb ขยาย think)

คลิกเพื่อชม

Here's to the crazy ones! The misfits, the rebels, the trouble makers, the round pegs in the square holes. The ones who see things differently.

They're not fond of rules and they have no respect for the status quo. You can quote them, disagree with them, glorify or vilify them.

About the only thing you can't do is ignore them. Because they change things. They push the human race forward. And while some may see them as the crazy ones, we see genius.

Because the people who are crazy enough to think they can change the world, are the ones who do.

Think different. [apple logo]

นี่คือการยกย่องสดุดีแก่พวกคนบ้า พวกที่เข้ากับใครไม่ได้ พวกกบฏ พวกชอบก่อปัญหา พวกแปลกประหลาดทำตัวไม่เหมือนคนอื่น พวกที่มองอะไรแตกต่างออกไป

คนพวกนี้ไม่ชอบเดินตามกฎเกณฑ์ และไม่อยู่นิ่ง ท่านสามารถกล่าวอ้างพวกเขา โต้แย้งไม่เห็นด้วยกับพวกเขา จะสรรเสริญ หรือดูหมิ่นคนเหล่านี้ก็ได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านไม่สามารถจะกระทำได้คือการละเลยไม่สนใจคนพวกนี้ เพราะพวกเขาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ พวกเขาผลักดันมนุษยชาติให้ก้าวหน้าขึ้น แม้ว่าบางคนอาจเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นคนบ้า แต่เรากำลังมองเห็นอัจฉริยะ

ก็เพราะว่าพวกที่บ้าพอจะคิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงโลกได้นี่แหละ ที่เป็นคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

คิดอย่างแตกต่าง [โลโก้ของ apple]

ถอดเสียงโดยเพื่อนร่วมงานชาวอังกฤษชื่อคุณ C.E. ถอดความโดยผม เพื่อใช้เป็นแบบฝึกหัดในการสื่อสารความคิดในบริษัทเมื่อปี 2545

หากองค์กรของท่าน มีคนที่คิดด้วยสมองซีกซ้าย และ/หรือ แตกต่างจากเพื่อนฝูงส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก ท่านยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็นอยู่ได้หรือไม่ ท่านใช้ประโยชน์จากความแตกต่างนี้อย่างไร ท่านมีทางเดินให้เขาเลือกแม้ว่าจะแตกต่างกับคนส่วนใหญ่หรือไม่ ท่านยุติธรรมต่อเขาหรือไม่

คำตอบสำหรับคำถามเหล่านี้ นำไปสู่คำตอบว่าองค์กรของท่านมีชีวิตหรือไม่ จัดการความแตกต่างได้ดีเพียงใด