ยามคลังไร้กระสุน "ฉลองภพ" ตัดใจ เพิ่มลดหย่อน ดบ.บูทอสังหาฯ

หลังจากที่รอคอยกันมาเป็นเวลาแรมเดือน เป็นอันว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ข้อสรุปกันเสียที จากเดิมที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์กันไว้ว่า ทางกระทรวงการคลังจะมีการใช้มาตรการภาษีมากระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์หลายแนวทาง ทั้งเรื่องของการปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมจดจำนอง, ค่าธรรมเนียมการโอน, ภาษีธุรกิจเฉพาะและเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีที่เกิดจากดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยพอถึงโค้งสุดท้ายก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 29 พ.ค. นายฉลองภพตัดออกเหลือเพียงมาตรการเดียวคือ การปรับเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจากวงเงิน 50,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาททันทีที่ ครม.อนุมัติให้กระทรวงการคลังออกประกาศแก้ไขกฎกระทรวงผู้เสียภาษี     ที่ผ่อนบ้านอยู่หรือกำลังจะกู้เงินเพื่อซื้อบ้านสามารถนำรายจ่ายค่าดอกเบี้ยไปยื่นหักลดหย่อนภาษีได้ภายในเดือน มี.ค.2551 มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างถาวร คาดว่าจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ปีละ 3,000-5,000 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลสำเร็จของมาตรการสำหรับเหตุผลที่นายฉลองภพตัดสินใจเลือกมาตรการลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงมาตรการเดียวคือ 1) ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีการดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่ผ่อนคลายมากแล้ว มีทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการทำงบประมาณให้ขาดดุลมากกว่าปกติ กรณีที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าถือว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นเดียวกัน  2) สถานการณ์ทางการเมืองเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ   3) มีนักลงทุนจากต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทั้งในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง และลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศการลงทุนเริ่มดีขึ้น และ 4) ภาพเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ถึงแม้การบริโภคและการลงทุนชะลอลงไปบ้าง  แต่ก็เริ่มฟื้นตัวแล้ว ส่วนภาคการส่งออกยังคงขยายตัวได้ดี ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาขยายตัวได้สูงกว่า 18% โดยพื้นฐานทั่วไปยังดีอยู่ แต่อาจจะมีบางภาคธุรกิจเท่านั้นที่ยังมีปัญหาอยู่อย่างเช่น ธุรกิจสิ่งทอ คงจะต้องมีมาตรการลงไปช่วยเหลือเช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กล่าวมาข้างต้น คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ภายในไตรมาส 3 นี้ส่วนประโยชน์ที่ผู้กู้ซื้อบ้านจะได้รับจากมาตรการนี้นั้น นายฉลองภพ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันบ้านมีราคาแพงขึ้นมาก ดังนั้นการที่กรมสรรพากรให้วงเงินแค่ 50,000 บาท ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการนำค่าลดหย่อนดอกเบี้ย  ไปหักภาษีจะต้องเป็นผู้กู้ซื้อบ้านในวงเงินไม่เกิน 1,500,000 บาท ดังนั้นการขยายวงเงินลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท จะทำให้ผู้ที่กู้เงินซื้อบ้านในวงเงินเกิน 2 ล้านบาทได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ด้วย  คนกลุ่มนี้  ยังถือว่าเป็นคนที่มีรายได้ปานกลางอยู่ และถ้ามองในแง่ของผู้ประกอบการจะช่วยสนับสนุนให้เขาขายบ้านได้ เมื่อสต๊อกบ้านหมดก็จะต้องเริ่มลงมือสร้างบ้านใหม่มาขาย ซึ่งจะทำให้คนในระดับรากหญ้ามีรายได้จากการ รับสร้างบ้าน” ด้านนายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการเพิ่มค่าลดหย่อนดอกเบี้ยซื้อบ้าน คาดว่าจะมีผู้ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ประมาณ 2-3 ล้านคน ในจำนวนนี้จะเป็นลูกค้าของ ธอส. ประมาณ 1 ล้านคน สาเหตุที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเลือกใช้มาตรการนี้ คือต้องการให้ผู้กู้ซื้อบ้าน ทั้งรายเก่าและรายที่กำลังจะเข้ามากู้ใหม่ได้รับประโยชน์เท่าเทียมกันทุกคน เหตุผลที่นายฉลองภพไม่เลือกใช้วิธีการปรับลดค่าธรรมเนียมจดจำนองและค่าธรรมเนียมการโอน เพราะจะไปกระทบกับรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาการเมืองตามมา ส่วนที่ไม่เลือกใช้วิธีการปรับลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ เนื่องจากผลประโยชน์จะไปตกอยู่กับผู้ประกอบการและไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันได้ว่าลดภาษีให้แล้ว ผู้ประกอบการจะลดราคาบ้านให้กับผู้บริโภค  แต่ถ้าไปฟังทางด้านผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์อย่าง นายชายนิด โง้วศิริมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยการเพิ่มวงเงินหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเป็น 100,000 บาทไม่ช่วยกระตุ้นเท่าไร เพราะผู้กู้จะได้เงินคืนภาษีเพิ่มขึ้นแค่ปีละ 4,000-5,000 บาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับบ้านราคา 2 ล้านบาท ถึงแม้มาตรการจะมีผลบังคับใช้ในทันทีที่ ครม.อนุมัติ แต่จะไปมีผลต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2551 คือ ผู้เสียภาษีนำรายจ่ายดอกเบี้ยซื้อบ้านมายื่นหักลดหย่อนภาษีในเดือน มี.ค.ปีหน้า จากนั้นกรมสรรพากรคืนภาษีให้ภายใน 3 เดือน ช่วงนี้จะทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นมาอีก 4-5,000 บาท  ดังนั้นในระยะสั้นแล้วไม่มีผลต่อการกระตุ้นการบริโภค แต่อาจจะมีผลต่อการลงทุนคือ ช่วยให้ผู้ประกอบการ  ได้ระบายสต๊อกบ้านเก่าได้บ้าง ส่วนในระยะปานกลางถึงระยะยาวทำให้รัฐสูญเสียรายได้ แต่รายได้ที่เสียไปก็จะช่วยกระตุ้นภาคการบริโภคและจากการที่รัฐบาลได้มีการใช้มาตรการทางการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลานาน และมีความต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในปี 2551 เดิมตั้งขาดดุลงบประมาณไว้ที่ 1.2 แสนล้านบาท อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับ 4-5% ของ GDP จึงจำเป็นที่จะต้องมีการขยายวงเงินการขาดดุลงบประมาณขึ้นไปอีก ซึ่งมีเหตุผลดังนี้คือ 1) หน่วยงานจัดเก็บภาษีเก็บไม่ได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  2) มาตรการภาษีที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทยอยส่งผลให้รายได้รัฐบาลลดต่ำลง  3) หน่วยงานราชการ, รัฐวิสาหกิจ และ อปท. ส่งโครงการหรือแผนงานเข้ามาขอใช้งบประมาณกับทางสำนักงบประมาณเป็นวงเงินมากกว่า 2 ล้านล้านบาทในขณะที่วงเงินงบประมาณรายจ่ายถูกกำหนดไว้แค่ 1,635,000 ล้านบาท และ 4) รัฐบาลมีภาระทางการคลังที่รัฐบาลชุดก่อนได้ก่อเอาไว้ ทั้งในรูปของงบฯ ผูกพันและการใช้เงินนอกงบประมาณ (contingent explicit liability) ทิ้งไว้ให้รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปต้องรับผิดชอบด้วยการจัดงบประมาณไปใช้หนี้   ล่าสุด ครม.ได้สั่งการให้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไปหารือกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อทบทวนกรอบการจัดทำงบประมาณ 2551 ใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนไปที่กล่าวมาทั้งหมดก็น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ว่า เหตุใดนายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงเลือกใช้มาตรการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยซื้อบ้านเพียงมาตรการเดียว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: right" class="MsoNormal" align="right">ประชาชาติธุรกิจ  28  พ.ค.  50</p>