ย้อนรอยบันทึกค่าบาท

ค่าเงินบาท                

                    ค่าเงินบาทเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากสำหรับการให้ความเห็นขณะนี้ ด้วยเหตุว่าการแข็งตัวสูงมากถึงมากกว่าร้อยละ 10 ในปัจจุบันเมื่อเทียบกับต้นปี และแข็งมากที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งขันในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นจีน เวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย ซึ่งไม่เกินร้อยละ 5 เป็นต้น การประเมินผลกระทบในอนาคตที่จะเกิดขึ้นเป็นมูลค่านั้นเป็นประเด็นที่ obvious เราพอจะเห็นเค้าโครงและทิศทางของความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศได้ ซึ่งแน่นอนธนาคารแห่งประเทศไทยควรที่จะเข้ามาดูแลค่าเงินไม่ให้สูงเกินไปอย่างเช่นในปัจจุบัน                 การแข็งค่าขึ้นมากใน 2 เดือนนี้ เป็นการแข็งขึ้นอย่างผิดปกติ จากผลของ After Shock ที่มีการเข้ามาเก็งกำไรค่าบาทจำนวนมาก จึงส่งผลเกิดปรากฎการณ์เงินไหลเข้ามามากในระยะสั้นเช่นปัจจุบันเพื่อ speculate ค่าเงิน วันนี้ต่างจากเมื่อปี 2540 ที่เงินไหลออกจำนวนมากค่าเงินตกต่ำ แต่วันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้อง manage เงินทุนไหลเข้าพวกนี้ให้ได้ หาที่เก็บให้ได้ หาที่ใช้ให้ได้อีกด้วย                 แม้ว่าปัญหาค่าเงินแข็งตัวนั้นจะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลายๆประเทศ เพราะค่าเงินสหรัฐอ่อนค่าลงตามลำดับ จากสาเหตุของการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ค่อยจะดีมากนัก แต่ After Shock ที่เกิดกับค่าเงินบาทของไทยนั้น ย่อมทำให้ภาวะการส่งออกของไทยในปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้มีความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งแย่ลงไปมาก ทั้งด้านเกษตรกรรมซึ่งแน่นอนในระยะอันใกล้ก็จะต้องไปกระทบกับราคาพืชผลทางการเกษตร เพราะผู้ส่งออกต้องพยายามลดต้นทุนเพื่อที่จะสามารถอยู่ในตลาดได้ และด้านอุตสาหกรรมก็ย่อมที่จะต้องถูกกระทบเช่นเดียวกัน แต่ผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอาจจะปรับตัวได้ดีกว่า                ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ภาวการณ์ส่งออกของไทยค่อนข้างดีโดยเฉพาะในหมวดอิเลคทรอนิค ส่วนหนึ่งมาจากปีที่แล้วนำเข้าสินค้าทุนของหมวดอิเลคทรอนิคจำนวนมาก และการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจัยพื้นฐานด้านดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลติดต่อกันหลายเดือน ส่วนหนึ่งที่กล่าวแล้วก็คือ การส่งออกขยายตัวดี การนำเข้าลดต่ำลงมากเนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศไม่ค่อยดีทำให้กำลังซื้อตกลงมาก ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง และแข็งมากขึ้นไปอีกจากผลของ After Shock ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น                ข้อเสนอบางข้อเสนออาจจะมีผลต่อไทยในทางลบมากกว่าผลดี เช่นที่เอกสารที่เสนอโดย สำนักงานคลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ดังเช่นให้ใช้อำนาจรัฐ ไปจำกัด หรือยกเลิกการไหลเข้าไหลออกของเงินทุนเสรี เป็นการชั่วคราว ประเด็นนี้น่ากลัวมากในเรื่องความเชื่อมั่นของต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย                เอกชนไทยนั้นผมเชื่อว่าเก่งพอที่จะปรับตัว และรัฐเข้ามาช่วยบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่ใช่วันนี้เอกชนไทยยังไม่คิดป้องกันความเสี่ยงด้วยตัวเองเลย มัวแต่พึ่งรัฐให้มาช่วยตลอด ต่างจาก ออสเตรเลีย เค้าปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทแบบเกือบไม่ต้องมีการควบคุม เอกชนเค้าเข้าใจ มีความรู้ รู้ว่าต้องพึ่งตัวเอง ฉะนั้นไม่แปลกเลยถ้าไปดูตัวเลขทุนสำรองเงินตราต่างประเทศนั้น ออสเตรเลีย เกือบไม่มี เพราะตามทฤษฎีเค้าไม่จำเป็นต้องมีด้วยซ้ำ                และที่สำคัญอย่าเอาสิ่งที่มาเลเซียเคยทำมาใช้กับประเทศไทย เพราะเศรษฐกิจมีโครงสร้างต่างกันมาก และที่สำคัญเราอยู่ในฐานะของประเทศที่มีการเข้าออกเสรีของเงินตรามาเป็นเวลานานแล้ว                 สุดท้าย After Shock ครั้งนี้จะกินเวลานานหรือไม่ก็เป็นโอกาสพิสูจน์การปรับตัวของเอกชนไทยในหลายๆด้าน ค่าเงินบาทเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขัน แต่ความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนคือการปรับปรุงประสิทธิภาพ การบริหารต้นทุน และที่สำคัญคือการสร้างสรรค์ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการต่างๆ การมีนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้แหละที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้บริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างค่อนข้างยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งอนาคตไม่แน่ว่าเราอาจจะไม่ต้องมากังวลเรื่องค่าเงินบาทที่จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันสำหรับการส่งออกอีก                ประเด็นเรื่องค่าเงินบาทในปีหน้าคงยังแข็งอยู่บ้าง จากปัจจัยที่การนำเข้ายังลดต่ำลง จากการที่เศรษฐกิจในประเทศยังไม่มีสัญญาณกระเตื้องอย่างชัดเจน ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานยังดูดี นอกเสียจากว่า After Shock จะกินเวลาสั้นๆ และการส่งออกขยายตัวลดต่ำลงบ้าง ก็จะทำให้ค่าเงินบาทผ่อนคลายได้มาก     

อ. ชยพล (วีระชัย)   ถาวรทนต์                              

 8 ธ.ค. 2549