นี่คือวิถีชาวบ้าน หากพิจารณาดีๆแล้วพบว่า ชีวิตเขาครึ่งหนึ่งคลุกคลีอยู่กับป่า มีความรู้เรื่องป่า ชำนาญเรื่องป่า หากินกับป่า เรียนรู้ธรรมชาติของป่า มันช่างต่างจากเรามนุษย์เงินเดือนมากมาย เวลาราชการหรือใครก็ตามทำงานกับเขาก็เอาระบบของตัวเองเป็นตัวตั้ง ใช้วิธีสั่ง และสอนโดยเอาความรู้จากข้างนอกที่เรียกกันว่าวิชาการเข้ามาให้เขาโดยไม่กลั่นกรองเลยว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

ผู้บันทึกอยู่ดงหลวงมาหลายปีทุกปีก็จะได้กินน้ำผึ้งป่าเดือนห้า ซึ่งชาวบ้านเอามาขายให้ในราคาขวดละ 200 บาทขาดตัว แพงไปหน่อย แต่เมื่อนึกถึงความยากลำบากที่เขาไปเอามา และเงินนี้ก็ตกกับชาวบ้านไม่ใช่พ่อค้าที่ไหน ก็เลยไม่ต่อรองราคาสักคำ

เมื่อวันที่เราเดินทางขึ้นป่านั้นเราก็พบผึ้งระหว่างทางหลายรัง เริ่มจากเจ้าตัวเล็ก รังเล็กๆ เกาะตามกิ่งไม้ต่ำๆ อยู่บนหัวทางเดินไปนั่นเอง ชาวบ้านเห็นก็บอกว่าเขาเรียก มิ้มก็เป็นรังผึ้งเล็กๆ ชาวบ้านบอกว่าจะไปปีนเอามาให้ ยังไม่ทันขาดคำ ชาวบ้านผู้นั้นก็ปืนขึ้นต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว เพียงสองสามก้าวก็เข้าถึงรังมิ้ม เขย่ากิ่งไม้ที่เขาทำรังอยู่เพียงสองทีตัวมิ้มก็แตกกระจายออกจากรัง แล้วก็หักเอากิ่งไม้ที่ติดรังมิ้มเอาลงมา เพียงสัก สามนาที แค่นั้น ผู้บันทึกละงง คิดไม่ถึงว่าจะง่ายดายอย่างนี้  นึกว่าหากให้เราขึ้นไปเอารังมิ้มนี้คงใช้เวลานานมากกว่า ครึ่งชั่วโมงแน่เลย นี่คือทักษะของชาวบ้าน ผู้บันทึกไม่ได้กินรังและน้ำหวานมิ้ม ให้น้องผู้หญิงคนเดียวที่ขึ้นไปด้วย เธอเป็นเลขาสำนักงานที่ผมชวนขึ้นมาด้วย เธอชิมน้ำหวานแล้วบอกว่า “หวานจนขม"

เดินมาพักใหญ่สหายเด่นก็เล่าประวัติศาสตร์สมัยอยู่ป่าให้ฟังไปตลอดทางชาวบ้านชวนหยุดที่ลานหินบริเวณหน้าผาสูงชันหน้ากลัว ชาวบ้านเตือนอย่าไปริมหน้าผามากนัก เพราะมันรื่น อาจจะไถลตกหน้าผาไปได้ เพราะใบไม้เปียกฝน บางจุดใบไม้เน่าก็ยิ่งทำให้เกิดการรื่นไถลได้ ยังไม่ทันจะนั่งลงพักเลย ชาวบ้านบอกว่าต้นไม้ใหญ่ริมหน้าผานี้มีผึ้งรังใหญ่อยู่ข้างบน พร้อมกับชี้มือให้ผู้บันทึกดู เห็นแล้ว โอ้โฮ ใหญ่จริงๆ....ผมซักถามชาวบ้านว่าหากเป็นอย่างนี้จะเอารังผึ้งได้ไหม   ชาวบ้านบอกว่าไม่มีปัญหา เอาได้หมด หน้าผาสูงชันยังเอาได้ นี่มันต้นไม้ทำไมจะเอาไม่ได้..สักพักเดียวชาวบ้านบอดเราไปต่อเถอะ เพราะว่านั่งนานไปเดี๋ยวผึ้งได้กลิ่นคน และหากเขาดุเขาอาจจะยกรังลงมาต่อย ทำร้ายเราได้ ทางที่ดีเราเดินไปก่อนดีกว่า... 

ระหว่างทางเดิน ชาวบ้านชี้ให้ผู้บันทึกดูแมงกว่าง จับคู่กันอยู่โคนต้นไม้ ทำให้ผู้บันทึกนึกถึงสมัยเด็กๆชอบจับมาเล่นชนกัน โดยเอาตัวผู้ที่มีเขายาวโง้งมาชนกัน เอาลำอ้อยให้มันเกาะ ดูดน้ำหวาน แล้วผู้เขามันด้วยเส้นด้ายเล็กๆติดกับคอนไม้ หรือลำอ้อย  ชาวบ้านบอกว่ามันชอบเกาะที่ต้นครามป่ากินใบอ่อน แล้วชี้ให้ดูต้นครามป่าใกล้ๆนั้นเอง ชาวบ้านเล่าต่อว่า เด็กๆที่นี่ก็ชอบเล่นมัน โดยเอาเชือกผูกขา แล้วปล่อยให้มันบินเล่นสนุกๆ แข่งกัน  เบื่อขึ้นมาก็เอาไปจี่กินเสียอีก..???

ช่วงเวลาที่เราเดินกลับ ชาวบ้านพาเราเดินอีกทางหนึ่ง ไม่ซ้ำเส้นทางที่เดินขึ้นไป เพื่อจะได้ให้เราดูสภาพป่าในลักษณะต่างๆ แล้วเราก็มาพบพื้นที่หนึ่งมีร่องรอยการถางต้นไม้เสียเตียน และเผาทิ้ง กินพื้นที่สัก 5 ตารางวา ดูสภาพดินแล้วฟูร่วนดีมาก เป็นดินมีฮิวมัสสูง เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชต่างๆ ผมถามชาวบ้านว่านี่เป็นพื้นที่อะไร เขาบอกว่า คงมีชาวบ้านมา เตรียมพื้นที่ปลูกพริก  ผมทวนคำว่า ปลูกพริกรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะปลูกพริก และรู้ได้อย่างไรว่านี่เป็นของชาวบ้าน แล้วทำไมต้องมาปลูกบนยอดดอยนี้ด้วยเล่า ทำไมไม่ปลูกที่หลังบ้าน อยากกินก็เดินลงจากบ้านมาเก็บกินง่ายๆ ทำไม่ต้องมาเดินเป็นชั่วโมงเพื่อมาเก็บพริกไปกินไกลอย่างนี้ ผมไม่เข้าใจจริงๆ.....  

ชาวบ้านหัวเราะใส่ผู้บันทึก.. แล้วผู้ใหญ่บ้านก็อธิบายว่า เขาปลูกเพื่อใช้ประกอบอาหารเวลามาเดินป่าก็ไม่ต้องขนเอาพริกขึ้นมา มาเอาที่นี่ ดินดีอย่างนี้ปลูกทิ้งไว้เดี๋ยวก็ได้กิน ส่วนที่บ้านก็มี หรือเมื่อเข้าป่าก็แวะมาเก็บเอาไปกินที่บ้านด้วยก็ได้   

ชาวบ้านชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งใกล้ๆนั้นพร้อมบอกว่า ..นั่นเห็นเศษใบไม้ที่เหน็บติดกลางต้นไม้นั่นไหม  นั่นหมายความว่า พื้นที่ตรงนี้มีเจ้าของแล้ว คนอื่นก็รับทราบและไม่ทำร้าย ไม่ทำลายพื้นที่ตรงนี้ นี่เป็นกฎป่าชาวบ้านทั่วไปเข้าใจ และไม่มีใครทำอะไรแต่อย่างใด  ผมถามต่อว่า เอ้า...ถ้าอย่างนั้นเวลาผมเดินขึ้นมาบนป่านี้และผมเก็บพริกนี้ไปกินโดยเจ้าของเขาไม่รู้ก็ได้นะซี.... ชาวบ้านยิ้มๆแล้วตอบว่า..ได้เลยจะเอาซักเท่าไหร่เชียว  เจ้าของก็ไม่ว่าหรอก ถือว่า นี่คือพริกสาธารณะ แต่ไม่มีใครเก็บไปแบบมากมายหรอกครับ เอาแค่พอกินก็เท่านั้น เขาเห็นอกเห็นใจคนที่เขามาปลูก  เพราะเราก็ทำแบบนั้น  หลายคนก็ทำแบบนั้น ต่างเคารพกัน ทีใครทีมัน ...... ผมมองหน้าชาวบ้านพร้อมกับนึกในใจว่า ทำไมจิตใจเขาสูงส่งอย่างนี้ ..ผิดกับ.... 

เดินมาอีกไม่เท่าไหร่ก็ถึงหน้าผาใหญ่สูงชัน เราอยู่ด้านล่างของหน้าผา ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งมีความชำนาญในการเอาผึ้งป่าดึงมือผู้บันทึกไป แล้วบอกว่า มาทางนี้หน่อยจะชี้ให้ดูหน้าผาที่มาเอาผึ้ง ...เดินไปนิดเดียวก็เห็นชัดเจนมีร่องรอยรังผึ้งใหญ่ที่ถูกเอารังไปแล้ว  แต่ก็มีอีกรังหนึ่งมาอยู่ใกล้ๆ  ชาวบ้านคนนี้บอกว่า อ้าว..มันมาทำรังใหม่อีกแล้ว ผมเพิ่งมาเอาเมื่อ 2 สัปดาห์นี่เอง  ผู้บันทึกเห็นหน้าผาสูงแล้วสงสัยว่าชาวบ้านเอาผึ้งด้วยวิธีใด ชาวบ้านคนนี้อธิบายว่า เห็นนั่งร้านนั่นไหม  นั่นแหละเราสร้างขึ้นมาแล้วก็เอาไม้ยาวๆมาปลายด้านหนึ่งก็ผูกเศษใบไม้จุดไฟแล้วยื่นขึ้นไปรนรังผึ้ง และข้างล่างก็ต้องก่อกองไฟด้วย  ผึ้งกลัวไฟ  เมื่อตัวผึ้งแตกออกจากรังมากแล้วก็เอาไม้ยาวอีกอันหนึ่งแต่งปลายให้ป้านๆและคม ยื่นขึ้นไปแซะเอารังออกจากหินหน้าผานั้น เพื่อน 2 คนข้างล่างต้องกางแผ่นพลาสติกผืนใหญ่พอประมาณ รองรับรังผึ้งและน้ำหวานที่จะตกลงมาให้ดี  ก็แค่นี้เอง 

ปีนี้ชาวบ้านคนนี้ได้น้ำผึ้งเดือนห้าไป 60 ขวดขายขวดละ 200 บาท ก็ได้เงินมากโขอยู่ นี่คือวิถีชาวบ้าน หากพิจารณาดีๆแล้วพบว่า

ชีวิตเขาครึ่งหนึ่งคลุกคลีอยู่กับป่า มีความรู้เรื่องป่า ชำนาญเรื่องป่า หากินกับป่า เรียนรู้ธรรมชาติของป่า มันช่างต่างจากเรามนุษย์เงินเดือนมากมาย 

เวลาใครก็ตามทำงานกับเขาที่เอาระบบของตัวเองเป็นตัวตั้ง ใช้วิธีสั่ง และสอนโดยเอาความรู้จากข้างนอกที่เรียกกันว่าวิชาการเข้ามาให้เขาโดยไม่กลั่นกรองเลยว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร  ไม่เข้าใจว่าวิถีเขาเป็นเช่นไรจริงๆ อาจจะรู้แต่ผิวเผิน  แล้วก็ไปสรุปว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน หรือชาวบ้านเปลี่ยนแปลงยาก สอนเท่าไหร่ก็ไม่เอา...

บทเรียนการทำงานกับชาวบ้านนั้นมีผู้เสนอแนะมากมายรวมทั้งหลักPeople center หรือแนวทางCredo ของ ดร.เจมส์ ซี เยนส์ แห่ง PRRM ที่คนไทยเดินทางไปดูงานกันมากมายในอดีต...