การปฏิรูปที่นำเสนอโดยมกุฎราชกุมารมีรายงาหนว่ามกุฎราชกุมารอับดุลลอฮ์ บินอับดุลอาซีส ซึ่งทำหน้าที่รักษาการเป็นผู้ปกครองของซาอุดีอาระเบียแทนกษัตริย์ฟาฮัด ที่ทรงพระประชวรมาช้านนได้มีแผนการที่จะนำเสนอ “การปฏิรูปภายในรัฐอาหรับ” ในการประชุมสุดยอดของรัฐอาหรับ กฏบัตรฉบับร่างขงมกุฎราชกุมารอับดุลลอฮ์ได้รับการตีพิมพ์อยู่ในหนังสือพิมพ์รายวัน arab news กล่าวว่าการปฏิรูปภายในรัฐอาหรับของพระองค์ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้างความสามารถให้กับประเทศอาหรับและก่อให้สภาวะความตื่นตัวและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอาหรับ ในร่างข้อเสนอนี้มิได้สนับสนุนการปฏิรูปใดเป็นพิเศษ และมิได้กล่าวว่าซาอุดิอาระเบียมีแผนจะเปิดกว้างสำหรับระ สมบูรณาญาสิทธิราช ของตนอย่างไร นักวิเคราะห์กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวมุ่งหวังที่จะให้มีการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯมามากกว่าการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกอัล-กอออดะฮ์ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าชายนายีฟ อิบนุ อับดุลอาซีส ได้ประกาศว่าเจ้าหน้าที่ได้ทำการไต่ส่วนชาวซาอุดีอาระเบีย 90 คน ทีต้องสงสัยว่าเป็นเครื่อข่ายของอัล-กออิดะฮ์ ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีก 250 คน ยังคงถูกตั้งคำถามอยู่ เจ้าขายนายีฟกกล่าวว่าชาวซาอุดีอาระเบียมากกว่า 150 คน ถูกปล่อยตัวไปหลังจากการสอบสวนพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่าย อัล-กออิดะฮ์ แต่อย่างใดซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาถูกบังคับให้ป้องกันตนเอง หลังจากถูกกล่าวหาจากสื่อมวลชนและกลุ่มผู้วางนโยบายของสหรัฐฯว่าไม่จริงจังกับการปราบปรามกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่อยู่ตามชายแดนของตน นักวิเคราะห์ชาวซาอุดิอาระเบียได้อธิบายว่า ประเทศของเขาต้องใช้เวลาถึง 5 เดือน หลังจากมีการโจมตีในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 เพื่อจะได้รับรู้ว่าในจำนวนผู้เข้าโจมตีตึกเวิลด์เทรดและตึกเพนตากอน 19 คนนั้น 15 คนเป็นชาวซาอุดิอาระเบียโดยอุสสามะฮ์ บินลาดิน ซึ่งเครือข่ายขบวนการอัล-กออิดะฮ์ของเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เข้าโจมตีสหรัฐฯ ถูกตัดออกจากการเป็นพลเมืองของซาอุดีอาระเบียมาตั้งแต่ปี 1994 นับเป็นการก่อการร้ายใหญ่ครั้งแรกต่อเป้าหมายของสหรัฐฯ รัฐบาลซาอุดีอาระเบียและรัฐบาลสหรัฐฯประกาศในวันที่ 29 เมษายน 2546 ว่ากองกำลังของสหรัฐฯ เกือบทั้งหมดจะถอนออกจากราชอาณาจักรในเร็ว ๆ นี้ หลังจากทหารสหรัฐฯได้ใช้ฐานทัพของซาอุดีอาระเบียมากว่าทศวรรษนับจากเริ่มต้นมีการปฏิบัติการทางอากาศในอ่าวเปอร์เซียคำประกาศดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่นายโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯมาเยือนซาอุดีอาระเบีย ทั้งนี้การที่สหรัฐฯคงฐานทัพของตนไว้ในแผ่นดินซาอุดีอาระเบียที่เป็นที่รวมศาสนสถานสำคัญของศาสนาอิสลามนั้นได้สร้างความโกรธเคืองให้เกิดขึ้นแก่ชาวมุสลิมเป็นอย่างมาก รวมทั้งจากอุสามะฮ์ บินลาดินผู้นำ อัล-กออิดะฮ์ที่แสดงให้เห็นว่าแรงผลัดดันในการต่อต้านสหรัฐฯของเขามาจากการเข้ามาตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้เขาจึงรณรงค์ให้มีการถอนฐานทัพของสหรัฐฯออกไปจากประเทศซาอุดิอาระเบียมาตลอด การประกาศถอนฐานทัพของสหรัฐฯ ดังกล่าวถูกมองว่า เป็นการป่าวประกาศถึงการเปลี่ยนผ่านอิทธิพลและยุทศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียอย่างสำคัญทั่วทั้งตะวันออกกลาง ในการแถลงร่วมกันระหว่างนายรัมส์เฟลด์และเจ้าชายสุลฏอน บินอับดุลอาซีส ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหของสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียตามลำดับ กล่าวว่า การโค่นล้มรัฐบาลของอดีตประธานธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น ในอิรักจะเปิดโอกาสให้สหรัฐฯลดการคงอยู่ทางทหารของตนในภูมิภาคลงไป โดยเฉพาพอย่างยิ่งขณะนี้การลาดตระเวนของทหารสหรัฐฯ อังกฤษในบริเวณ เขตห้ามบิน ทางภาตใต้ของอิรักก็ไม่มีความจำเป็นต่อไปอีกแล้ว ซึ่งย่อมหมายถึงว่า ไม่มีความจำเป็นใด ๆ สำหรับสหรัฐฯและอังกฤษทีจะคงอยู่ในบริเวณดังกล่าวอีกต่อไป ทั้งนี้ทหารกองเล็ก ๆ ของสหรัฐฯจะคงอยู่ในราชาอาณาจักรต่อไปเพื่อฝึกทหารซาอุดีอาระเบีย โดยสหรัฐฯจะย้ายศูนย์ปฏิบัติการทางอากาศสำหรับภูมิภาคไปอยู่ที่ฐานทัพอัล-อูเดอิด ในประเทศกาตาร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการของสหรัฐฯ ในระหว่างการรุกรานอิรักนั้น สหรัฐฯมีทหารเกือบ 8000 คนอยู่ในซาอุดีอาระเบีย อย่างน้อยประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงริยาดเมืองหลวงของซาอุดิอาระเบีย 34 คน ถูกโจมตีด้วยรถยนต์พลีชีพ เมื่อวันที่ 12 เมษายน มีการอ้างกันว่าการโจมตีครั้งนร้มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการอัล-กออิดะฮ์ของบินลาดิน รวมทั้งจากผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นเครือข่ายของอัล-กออิดะฮ์ 19 คน ที่อยู่ภายใต้การจับตาของตำรวจแต่สามารถหนีรอดจากการถูกจู่โจมไปได้ก่อนการระเบิดเกิดขึ้น รัฐบาลซาอุดีอาระเบียประสบความล้มเหลวที่จะสกัดกั้นการโจมตีทั้ง ๆ ที่มีการเตือนมาจากฝ่ายบริหารของสหรัฐฯมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนแล้ว การเตือนครั้งนี้มีความจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและเป็นการเจาะจงอย่างมากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยอมรับในวันที่ 14 เมษายน ว่าปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคงของตนมีความบกพร่อง รัฐมนตรีการกระทรวงการต่าง ประเทศ เจ้าชายซาอูด อัล-ฟัยซ็อล อิบนุ อับดุลอาซีส กล่าวว่ารัฐบาลจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นการระเบิดครั้งนี้ถือว่าเป็นการก่อการร้ายที่รุนแรงที่สุดในซาอุดิอาระเบีย นับตั้งแต่ชาวสหรัฐฯที่ทำงานในซาอุดีอาระเบีย 19 คน ถูกสังหารด้วยระเบิดที่มุ่งถล่มค่ายทหารสหรัฐฯในเมืองโคบาร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของซาอุดิอาระเบีย การโจมตีนี้นับเป็นการก่อการร้ายใหญ่ครั้งแรกต่อเป้าหมายของสหรัฐฯนับตั้งแต่สงครามสิ้นสุดลงการโจมตีทั้งสามครั้งมีวิธีที่คล้ายคลึงกันในแต่ละกรณีจะมีพยานพาหนะไปเร่งความเร็วอยู่ในบริเวณประตูทางเข้าทางหนึ่งที่มีผู้รักษาความปลอดภัยอยู่น้อยจากบริเวณประตูทางเข้าทั้งสาม คือ วินเนล อาระเบีย อัล-ฮัมบรา และเกดาวัล ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง มือปืนได้ยิงปืนเพื่อเปิดโอกาสให้รถยนต์หรือรถบรรทุก ซึ่งบรรทุกระเบิกเข้าสู่เขตที่พักอาศัยเพื่อให้เกิดการระเบิด ในจำนวนผู้เสียชีวิตนั้น รวมทั้งผู้เข้าโจมตีเองและชาวซาอุดีอาระเบียอีกอย่างน้อย 7 คน รวมทั้งบุตรชายของสองผู้ว่าราชการแห่งกรุงริราด พลเรือนของสหรัฐฯ อังกฤษ คนเชื้อชาติไอริชและฟิลิปปินส์ตามลำดับการโจมตีนี้มีขึ้นหนึ่งชั่วโมงก่อนการมาเยือนของนาย โคลิน เพาเวล รัฐมนตรีว่าการต่าง ๆ ประเทศจะมาถึงกรุงริยาด อันเป็นประเทศสุดท้ายในตะวันออกกลางที่เขามาเยือนเพื่อสนับสนุนกระบวนการการสันติภาพที่เรียกกันว่า road nao ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์คณะสืบสวนของ fbi มาถึงกรุงริยาดเมื่อ วันที่ 15 เมษายน เพื่อช่วยรัฐบาลซาอุดีอาระเบียในการไล่ล่าผู้โจมตีในวันที่ 18 เมษายน เจ้าชาย นายีฟ อิบนุ อาซีส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นสมชิกอัล-กออิดะฮ์ ซึ่งรัฐบาลซาอุดิอาระเบียได้ระบุตัวมาตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว โดยผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ารู้ข้อมูลก่อนที่จะมีระเบิดเกิด ทั้ง 4 คนซึ่งถูกจับกุม อยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัย 19 คน ว่าเป็นสมาชิกอัล-กออิดะฮ์ ซึ่งทางซาอุดิอาระเบีย ได้ระบุตัวมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนแล้ว เจ้าชายนายีฟกกล่าวอีกว่า 3 จาก 9 ของสมาชิกที่เป็นมือระเบิดและถูกสังหารด้วยนั้นมาจากกลุ่มเดียวกัน เจ้าชายนายีฟได้กล่าวเมื่อ วันที่ 28 ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของชาติซาอุดีอาระเบียได้จับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 11 คน ทำให้จำนวนผู้ถูกจับกุมเพิ่มขึ้นเป็น 21 คนในวันที่ 21 เมษายน 2546 รัฐบาลหลายประเทศได้ประกาศให้มีความระมัดระวังอย่างที่สุดเมื่อมีการออกเทปบันทึกภาพครั้งใหม่ปลุกเร้าให้ผู้สนับสนุนอัล-กออิดะฮ์ โจมตีสหรัฐฯและเป้าหมายอื่น ๆ แต่เป้าหมายที่มีต่อซาอุดิอาระเบียได้รับการจับตาเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้รถติดอาวุธจึงมาตั้งแถวอยู่ในบริเวณสถานทูตต่าง ๆ ในกรุงริยาดและบริเวณจุดตรวจตามท้องถนนก็มีรถติดอาวุธเพิ่มขึ้น สถานีโทรทัศน์ อัล-ญาซีเลาะฮ์ ของกาตาร์กล่าวว่าเทปบันทึกภาพที่นำออกอากาศนั้นเป็นเทปที่ถูกบันทึกขึ้นโดยอัยมาน อัล-ซาวาฮิริ ที่เรียกร้องให้ชาวมุสลิมโจมตีสถานทูตต่าง ๆ ของสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และนอร์เวย์ รวมทั้งบริษัทและคนงานของประเทศเหล่านี้ด้วย ในวันที่ 13 ตุลาคม 2546 ซาอุดีอาระเบียได้ยินยอมให้มีตัวแทนตามระบอบประชาธิปไตยแบบจำกัดเป็นครั้งแรก ด้วยการประกาศว่า ครั้งหนึ่งของสมาชิกสภาเทศบาลจะได้มาโดยการเลือกตั้ง แหล่งข่าวของซาอุดีอาระเบียกล่าวว่าการประกาศดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายที่จะขยายการมีส่วนร่วมของประชาชนให้กว้างไกลออกไป และยืนยันถึงความก้าวหน้าของประเทศที่มีต่อปฏิบัติการทางการเมืองและการบริหาร พร้อมกับข้อเสนอที่จะให้มีการเลือกตั้งขึ้นภายในระยะเวลา 1 ปีราชาอาณาจักรซาอุดีอาระเบียภายใต้การปกครองแบบราชวงศ์ของตระกูล อัล-ซาอูด ได้ถูกสถาปนาขึ้นในปี 1932 โดยมีสถาที่ปรึกษา(มัจญ์ลิส อัชชูรอ) แต่ไม่เคยมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นแต่อย่างใด การประกาศให้มีการเลือกตั้งนี้มีขึ้นหลังจากมีการดำเนินการกับผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิดพลีชีพในกรุงริยาดเมืองหลวงของประเทศ กล่าวกันว่าการเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเลือกตั้งนั้นเป็นความพยายามที่จะสนองตอบต่อข้อเรียกร้องของประเทศตะวันตกในเวลานี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสหรัฐอเมริกาที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ราชาอาณาจักรซาอุดีอาระเบียว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม นอกจากสหรัฐฯแล้วซาอุดีอาระเบียยังได้รับแรงกดดันมากขึ้นจากฝ่ายเสรีนิยมและปัญญาชนในประเทศให้มีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างไรก็ตาม ชาวซาอุดิอาระเบียนับร้อยคนที่ไม่พอใจการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้มารวมตัวกันที่จรุรัสแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจัตุรัสใหญ่เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม อันเป็นการเดินขบวนของผู้คนที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนและเป็นช่วงเดียวกันกับที่ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียมีการประชุมว่าด้วยสิทธิมนุษย์ชนเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ตำรวจต่อต้านจลาจลได้ขับไล่ผู้เดินขบวนออกไป มีคนไม่ทราบจำนวนได้ถูกจับกุมและการประท้วงครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยขบวนการซาอาด อัล-ฟากิฮ์ ซึ่งเป็นชาวซาอุดิอาระเบียและเป็นหัวหน้าขบวนการที่มุ่งปฏิรูปซาอุดิอาระเบียไปตามแนวทางอิสลามโดยมีฐานของขบวนการอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ(จรัญ มะลูลีม อ้างถึงในวัชรินทร์ ยงศิริและคณะ. 2547 : 321-324 )
การปฏิรูปที่นำเสนอโดยมกุฎราชกุมาร
มกุฏราชกุมาร
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาย ภีม ภคเมธาวี · 23 พ.ค. 2550
witthaya sriphanchat · 23 พ.ค. 2550
P h i c h e t · 23 พ.ค. 2550
นาย ภีม ภคเมธาวี · 23 พ.ค. 2550
สิงห์ ป่าสัก · 23 พ.ค. 2550
JJ · 23 พ.ค. 2550