นับว่าการเดินทางเป็นวิถีชีวิตของมนุษย์เรามาเนิ่นนาน ถ้าไม่มีการเดินทางนั้น ก็คงไม่เกิดความปติสัมพันธิ์กันอย่างแน่นอน
พอมานานๆเข้ามนุษย์ได้พัฒนาสมองตนเองเข้าสู่การเรียนรู้เพิ่มเติมมากขึ้น จากยุคหนึ่งสู่ยุคหนึ่ง จนมาสู่ยุคปัจจุบันถูกเรียกคำที่ถูกพัฒนามาเป็นการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว จากเมื่อก่อนอาจเรียกว่าการไปมาหาสู่กัน หรือแล้วแต่สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ถึงแม้การไปมาหาสู่กันของคนเราในโลกปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นเท่าใด แต่คนนั้นยังห่างเหินกันมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเป็นเพราะว่าคนเราปรับการท่องเที่ยวไปมาหาสู่กันนั้นเป็นระบบแบบทุนนิยมมากเกินไป จึงทำให้คนเราห่างเหินกัน เรื่องแบบนี้คงเล่าเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบ เพราะเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นใหม่ๆจนไม่สามารถจำได้หมด
ประเทศไทยเองได้ถูกกระแสการท่องเที่ยวเข้ามาถาถมมาอย่างรุนแรงและต่อเนื่องมาโดยตลอด หลายๆพื้นที่ถูกกระแสท่องเที่ยวไปย่ำยีจนเกิดผลกระทบต่องระบบสิ่งแวดล้อม และประเทศไทยเองเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศอื่นๆ หลายๆด้านในเวลาเดียวกัน
และแล้วการพัฒนาแนวทางการท่องเที่ยวของไทยก็ก้าวไปอีกหนึ่ง ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่าเป็นการเยียวยาและฟื้นฟูทรัพยากรที่ยังเหลืออยู่ให้คงที่หรือเพิ่มขึ้นก็อาจว่าได้
การท่องเที่ยวโดยชุมชนคือแนวทางใหม่ที่เรากำลังผลักดันให้มันเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการจัดการอย่างมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย แต่การท่องเที่ยวโดยชุมชนต้องยังต้องเผชิญสาระพัดปัญหา เพราะอะไรนั้นหรือ ? เพราะว่ารากฐานของการท่องเที่ยวที่ผ่านมาถูกพัฒนาอยู่ในรูปแบบของธุระกิจนิยม ในส่วนของคนไกลปืนเที่ยงนั้นเป็นเพียงผูถูกท่องเที่ยวเท่านั้น ทั้งที่เป็นผู้ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติเอง
และการท่องเที่ยวยังจะเผชิญปัญหาที่หนักกว่านี้อีกกระแสหนึ่ง คือกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่การดูแลของหน่วยงานรัฐ คือแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นอุทยานฯที่ถูกเปิดให้เกิดการท่องเที่ยวมานาน
ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น ณ แหล่งดังกล่าว มันมีมากหมายด้วยตัวเงิน แล้วก็เงิน จนทรัพยากรธรรมชาติถูกมองข้ามไปว่าเป็นสิ่งที่มีค่า คำว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นมิได้หมายถึงเพียง ป่า น้ำ และส่วนอื่นๆ ของธรรมชาติเท่านั้น แต่คนที่อยู่ในพื้นต่างหากที่กำลังถูกมองข้ามอย่งค่อยเป็นไปอย่างช้าๆ โดยชุมชนไม่รู้ตัว
ถึงแม้จะมีการอ้างถึงการดูแลทรัพยากรที่เหลืออยุ่ แต่ก็มีนัยแฝงอยู่อย่างน่าสะพึงกลัว การมองความยั่งยืนของคนสองคนนั้นมันมีความต่างกัน ชุมชนมองอีกอย่างหนึ่ง แต่ทางผู้มีอำนาจมองอีกอย่างหนึ่ง มันก็เลยเกิดความแตกต่างระหว่างความรู้วิชาการกับความรู้พื้นบ้าน
ก้าวแรกที่พวกเราก้าวเข้าสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ณ เวลานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแค่นั้นเอง สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดในการพัฒนาแนวทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนให้เกิดภาพที่ชัดเจนนั้น เราต้องไปสร้างกระบวนการใหเกิดความรู้มากกว่าการที่เราจะสอนว่าการท่องเที่ยวได้แบบโน้นแบบนี้
แนวทางต่อไปจะเป็นเช่นไร หรือจะเดินอย่างไร เราคงต้องหารูปแบบให้เกิดความชัดเจน แล้วเราเข้าไปเรียนรู้และพัฒนาร่วมกันกับชุมชน อย่างน้อยก็จะมีแนวทางที่ชัดเจนในขั้นพื้นฐาน
"น้ำจืดดีกว่าน้ำเค็ม น้ำเค็มดีกว่าน้ำจืด" ประโยคนี้เราต้องให้เขาและเราอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เพราะเราต่างมีความสำคัญเหมือนกันหมดนะครับ
สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ อกกเสียงแลกเปลี่ยน
ดีครับ หากได้ข้อตกลงที่ดี ช่วยเสนอด้วย น่าจะเป็นแนวทางให้ หน่วยงานอื่นๆที่จัดการกับการท่องเที่ยวได้นะครับ เพราะ ผลประโยชน์ คุณค่า การอนุรักษ์ เป็นปัญหาที่น่าสนใจในการแก้ไข ปรับปรุงครับ
ขอบคุณครับ
ผมจะเอาประสบการณ์เข้าแลกเปลี่ยนในโอกาสหน้าครับ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์โดยรวมครับ
สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ อกกเสียงแลกเปลี่ยน
สวัสดีครับ
เป็นการเริ่มต้นที่ดี
และการเริ่มต้นที่ดีจะนำไปสู่ความสำเร็จ วันนี้เราเริ่มต้น สร้างพื้นที่ทางสังคมให้กับ CBT. ผมมองว่าหนทางยังอีกยาวไกลนัก
เครือข่ายที่เกิดขึ้น องค์ความรู้ที่เราสร้าง ใช้ และยังมีการเก็บบ้าง ละเลยไปบ้าง จะถูกนำมาร้อยเรียงโดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ
ผมเชื่อว่าพลังแห่งความรู้นั้น มีพลังที่กล้าแข็ง และเป็นทุนที่ดีต่อการเคลื่อนตัวของเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน
และผมเชื่ออีกว่า ประสบการณ์ในส่วนเป็นนักพัฒนา และจิตสำนึกสาธารณะของน้องสุรสิทธิ์ เป็นต้นทุนที่ดีและมีคุณค่าในการย่างก้าวครั้งนี้ครับ
เราช่วยกันต่อไปนะครับ
เชื่อมั่นครับ
พี่เอก
ยินดีต้อนรับครับท่าน
"น้ำจืดดีกว่าน้ำเค็ม น้ำเค็มดีกว่าน้ำจืด" ประโยคนี้เราต้องให้เขาและเราอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล เพราะเราต่างมีความสำคัญเหมือนกันหมดนะครับ