ผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า ทำนาแบบนี้ได้สักสี่ ห้า ปี ก็มีประกาศรัฐบาลปิดป่า เราเพิ่งออกมาจากป่ามอบตัวทางราชการ เราไม่อยากขัดคำสั่ง ต่างพากันหยุดทำนาสวนป่าบนยอดดอยสีเสียดแห่งนี้ กลับลงไปสู้กับหญ้าในที่นาที่รกชัฏนั้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันว่าจบสิ้นการทำนาบนยอดเขา

ชนเผ่าไทโซ่ หรือบรู นั้นมีชีวิตอยู่กับป่า ตลอดทั้งปีจะขึ้นลงป่ารอบๆหมู่บ้านที่เขาพักอาศัย เขาจึงเป็นผู้ชำนาญเรื่องป่า ความยากลำบากและระยะทางไม่เป็นปัญหาอุปสรรคแต่อย่างใดต่อวิถีชีวิต ตรงข้ามเสียอีกหากไม่ได้เข้าป่าถือเป็นเรื่องผิดปกติไปของชาวไทโซ่ 

ช่วงที่ พคท. มาเผยแพร่ลัทธิอยู่ที่ดงหลวงและปลดปล่อยเป็นเขตอำนาจรัฐใหม่นั้นเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของวิถีชีวิตไทโซ่ เช่นกัน เพราะ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ชาวไทโซ่ละทิ้งบ้านช่องขึ้นป่าไปอาศัยร่วมกับ พคท. ทั้งลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าผู้แก่ขึ้นเขาไปกันหมด คนไหนเดินไม่ได้ ไม่ไหว ก็หามก็แบกกัน แล้วอาศัยบริเวณถ้ำต่างๆบนยอดภูสีเสียดและภูอื่นๆที่เป็นเทือกเขาภูพานแห่งนี้  

ในระหว่างที่ผู้บันทึกเดินในป่าเมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมานั้น ผู้ใหญ่บ้านนาหลักชี้บอกว่านี่คือที่พักของพ่อแม่และน้องผมอยู่กันตรงนี้ ที่เขาเรียกว่าถ้ำนั้น ผู้บันทึกดูแล้วก็เป็นแค่เพิงหินที่มีบริเวณหลบฝนหลบแสงแดดได้พอสมควร มีกระจายอยู่ทั่วไปบนยอดเขาแห่งนี้ ดูสภาพแล้วคงลำบากมากหากมีคนจำนวนมากมาอยู่รวมกันและอยู่หลายๆวัน 

ตัดตอนถึงคราวที่ออกจากป่ากลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเมื่อประมาณ ปี 2516 นั้น แต่ละคนกลับถิ่นฐานเดิมบ้านใครบ้านมัน ชีวิตแต่ละคนแทบจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ บางครอบครัวบ้านก็ถูกเผาเสียสิ้น ข้าวปลายังไม่มีจะกิน และท้องทุ่งที่ร้างไปนับสิบปีนั้นมีแต่หญ้ารก ชาวบ้านบอกว่าน้อยรายที่จะก้มหน้าถากถาง เผาหญ้าและเริ่มทำนาปลูกข้าวกันใหม่ ส่วนใหญ่ของชาวบ้านนาหลักเดินกลับขึ้นไปบนดอยอีกครั้ง เพื่อถางป่าทำสวนนาข้าว หรือข้าวไร่นั่นเอง  

ผู้ใหญ่บ้านนาหลัก สหายเด่นและชาวบ้านต่างขี้ให้ดูว่ารอบๆบริเวณนี้คือ สวนนาเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ใช้มือนี่แหละถากถางตัดฟันต้นไม้ เผาทิ้ง แล้วก็ปลูกข้าวไร่พันธ์พื้นบ้าน โดยอาศัยน้ำฝน มีเนื้อที่คนละประมาณ 4-5 ไร่ มากันทั้งหมด 15-20 ครัวเรือน รวมแล้วก็เกือบร้อยไร่  ระยะทางห่างจากบ้านนาหลักขึ้นมาตามภูเขาประมาณ 4-5 กิโลเมตร

 ชีวิตจะมีอะไรล่ะสมัยนั้น มีข้าวกิน มีอาหารต่างๆ มีที่พักพอซุกหัวนอนได้ ก็แค่นั้น ไม่มีใครดิ้นรนจะเอาอะไรมากไปกว่านี้ อาหารหยูกยาก็เอาจากป่า ที่พักอาศัยก็มาจากป่า ไม่มีกรรมสิทธิ์ ใดๆ แม้ว่าจะมีสัตว์ป่ามามากและเข้าทำลายสวนนาข้าวไร่ ก็ไม่หมดสิ้นหรอก ก็เหลือพอกิน ผลหมากรากไม้ของป่าก็มีให้กินตลอดปี เห็ดป่า พืชผักจากป่ามีไม่อด หลายครอบครัวก็ปลูกเถียงนาที่นี่และไม่ค่อยได้ลงไปหมู่บ้านข้างล่าง 

ผู้ใหญ่บ้านเล่าต่อว่า ทำนาแบบนี้ได้สักสี่ ห้า ปี ก็มีประกาศรัฐบาลปิดป่า เราเพิ่งออกมาจากป่ามอบตัวทางราชการ เราไม่อยากขัดคำสั่ง ต่างพากันหยุดทำนาสวนป่าบนยอดดอยสีเสียดแห่งนี้ กลับลงไปสู้กับหญ้าในที่นาที่รกชัฏนั้นอีกครั้งหนึ่ง  เป็นอันว่าจบสิ้นการทำนาบนยอดเขา 

 เมื่อพื้นที่ถูกทิ้งไว้เฉยๆ ป่าไม้เดิมก็กลับคืนมาแทนที่ ที่เราเห็นทั้งหมดนี้คือที่นาเก่าที่พวกผมมาทำกันครับ สหายเด่นบอกผู้บันทึก พวกเราก็มีชีวิตแบบนี้ ไม่ได้แสวงหาหรือสะสมอะไร เพียงอยู่ไปวันหนึ่งเท่านั้น  

เมื่อเราลงมาอยู่ในหมู่บ้าน ถนนสายที่ชื่อเปรมพัฒนาก็ถูกสร้างขึ้น มีคนนำมันสำปะหลังเข้ามา ชาวบ้านกว่าจะยอมรับได้ก็กินเวลาไป 3-4 ปี แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องบอก ปลูกกับแทบทุกครัวเรือน มีสิ่งใหม่ๆแปลกๆเข้ามาในชีวิต แต่ละวันจำเป็นต้องใช้เงินทองมากขึ้น ผมก็สับสนเหมือนกันว่าชีวิตจะไปไหนอย่างไรดี  แต่เหมือนกับชีวิตได้ผูกติดกับสังคมภายนอกเสียแล้ว ไม่เหมือนแต่ก่อนที่กว่าจะออกไปในเมืองได้ทีต้องใช้เวลาหลายวัน เดี๋ยวนี้แค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น 

ชีวิตพวกผมย้อนกลับไม่ได้แล้ว มีแต่ไปข้างหน้าอย่างไร ถ้าตั้งตัวไม่ติดมันก็เหมือนปุยฝ้ายที่ปลิวตามลม  แล้วแต่กระแสจะพัดไปทางไหน แต่ป่าก็คือชีวิตของพวกเราก็ยังต้องพึ่งพากันต่อไปตามเท่าที่จะเป็นไปได้   

พวกเรานั่งพัก ที่ภูกิ่ว ระหว่างเดินทางกลับ ต่างเอาน้ำในขวดพลาสติกมาแบ่งดื่มกิน ห้วงความคิดผู้บันทึกยังสัมผัสถึงวิถีชีวิตของพี่น้องไทโซ่ดงหลวงที่ต้องปลิวเหมือนปุยฝ้ายต่อไปอีกนานเท่าใดหนอ...  

มองไปบนยอดไม้ เห็นเอื้องป่าออกดอกม่วงขาว ชูช่อสวยงาม ท่ามกลางสาระที่รับฟังมานั้น หนักอื้งในหัว แต่กล้วยไม่ช่อนั้นเหมือนความสดชื่นที่แทรกขึ้นมากลางความร้อยระอุของความคิด...