live and learn .... forever
เรามักจะบอกนักศึกษาอยู่เสมอ ๆ ว่า การเป็นผู้ฟังที่ดีหรือที่เรียกว่าพหูสูตนั้นเป็นทางลัดที่จะช่วยให้เราได้ความรู้ ได้เรียนรู้จากผู้ที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิมากกว่า ได้เรียนรู้จากผู้ที่มีความรู้มากกว่า ผู้ที่เก่งกว่า และได้เรียนรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า สิ่งที่พูดออกมานั้นได้ถูกกลั้นกรองหรือประมวลความรู้ทั้งหมดออกมาเป็นคำพูด แล้วมาอธิบายให้เราเข้าใจได้ ถ้าสงสัยก็สามารถถามได้ทันทีซึ่งดีกว่าที่จะต้องไปเริ่มต้นทุกอย่างเองทั้งหมดเองคนเดียวณ วันนี้ สิ่งที่เราบอกนักศึกษาไปนั้นเราก็ได้นำมาใช้สอนตัวเองได้เป็นอย่างดี
บางครั้งเราอาจจะเป็นผู้พูดมากกว่าผู้ฟัง บางครั้งอาจจะเป็นทั้งผู้ฟังและผู้พูด และบางครั้งก็ต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าที่จะเป็นผู้พูด สำหรับการได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ครั้งนี้ เราเริ่มต้นจากการเป็นผู้ฟัง ( ที่ดีหรือเปล่าไม่รู้ ) เราฟังเพื่อที่จะทำความเข้าใจ ฟังเพื่อที่จะเรียนรู้ ฟังเพื่อสร้างมิตรภาพอันดีงามให้เกิดขึ้นระหว่างคณะทำงานทั้งหมด และการฟังนี้เองก็ช่วยให้ความคลุมเครือในเรื่องที่ยังงงงวยในตอนต้นกลับเลือนหายไปทีละน้อย ๆ ๆ ๆ เหมือนเมฆฝนแวะเวียนมาทักทายตามฤดูกาล แล้วก็จากไปเมื่อถึงเวลา แล้วก็พร้อมที่จะเดินทางกลับมาใหม่ .... เมื่อถึงเวลาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่
ความเข้าใจเรื่องกระบวนการทำงาน ความกระจ่างในเรื่องการจัดการความรู้ ( แม้จะเพิ่งเริ่มต้น แต่ก็มั่นใจและเข้าใจกว่าเดิมที่ละเล็กที่ละน้อย เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ ) การรับรู้ธรรมชาติและความเป็นไปของผู้คนในแต่ละภาคนั้นทุกอย่างหลอมรวมกันมากขึ้น ๆ ๆ ๆ
......สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นมาจาก "การได้ฟัง" ......
เมื่อได้ฟังจนเกิดความเข้าใจแล้วก็พร้อมที่จะนำความรู้ ความเข้าใจทั้งหลายทั้งปวงนั้นมาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม นำมาลงมือปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง ...เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน... ให้บรรลุผลสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะถ้าหากว่าฟังอย่างเดียวแล้วไม่ลงมือทำก็ไม่เกิดประโยชน์ และไม่สามารถจะรู้ได้เลยว่า "เราเข้าใจสิ่งที่ฟังมากน้อยเพียงใด" เหมือนเวลาที่ถามนักศึกษาว่า "มีใครสงสัยตรงไหนบ้างมั้ยคะ" ก็มักจะไม่มีใครสงสัยหรือไม่กล้าสงสัยก็ไม่รู้นะ .... แต่พอให้แบบฝึกหัดหรือทำการบ้านส่งก็จะรู้ได้เลยว่า ...ที่เราพูดไปนั้นมีใครเข้าใจและไม่เข้าใจบ้าง....
ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นฟัง ณ ที่ไหน เวลาใด แต่กว่าจะเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางความหวังที่กำลังรอวันที่ผันจะเป็นจริงนั้นย่อมต้องอาศัยพลังกาย พลังใจ และพลังสมองจากพวกเราทุกคน
คิด ๆ ดูแล้วเหมือนว่าตอนนี้พวกเรากำลังทำโครงการ “เรียนรู้ร่วมกัน” ไปพร้อม ๆ กันโครงการวิจัยฯ เรียกว่าเสร็จโครงการวิจัยแล้วก็ยังได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง .... อย่างไม่มีวันจบสิ้น และไม่รู้ว่ามันจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน แต่ที่แน่ ๆ คิดว่าวิจัยเสร็จแล้วคงได้ไปฉลองร่วมกัน ..... เย้ ๆ ๆ ๆ
( ใช่มั้ยคะ หัวหน้าโครงการวิจัย )
live and learn ..... foreverรักนะ ... จุ๊บ ๆ
อ.หนุ่ยเป็นในความรู้สึกของหนู เป็นเหมือนพี่สาวที่เปิดใจกว้างรับเรื่องต่างๆที่เข้ามาและพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ ที่สำคัญเข้าใจอะไรได้รวดเร็วมากๆ หวังว่าจะถ่ายทอดมาถึงลูกศิษย์คนนี้ในเร็ววันนะคะ :D
Jan(รังษิวรรณ)
อาจารย์หนุ่ยครับ
อ่านรายละเอียดการเขียนบันทึกแบบง่ายๆที่นี่ครับ
http://gotoknow.org/blog/tutorial4u/90628
อาจารย์ลองเปลี่ยนขนาดฟอนท์ให้ใหญ่กว่านี้ จะอ่านง่ายมากเลยครับ
ปกติผมใช้
tahoma 11.5 แต่หากให้อ่านง่าย สัก 12-13 ก็ดีครับ เราสามารถระบายสีคำ เปลี่ยนสีฟอนท์ได้ด้วยครับ
เพื่อสีสัน และชวนอ่านมากขึ้น
เรื่องการใส่รูป ก็ไม่ยากครับ ทำให้บันทึกเราน่าสนใจขึ้น บางทีรูปก็สื่อความหมายแทนอักษรได้นับพัน
ลองดูครับ
ต๊าย....คมจัด บาดหัวใจเหลือเกิน
ดีใจจังที่การสื่อสารระหว่างนักวิจัยอีกรูปแบบหนึ่งค่อยๆเคลื่อนไปตามวันเวลาที่ผันผ่านจ้ะ กิ๊วๆๆๆ
ขอบคุณนะคะหมอเอก .... หนุ่ยเองก็กำลังเรียนรู้เรื่องการเขียนบล็อกอยู่เลย เคยลองทำดูบ้างแล้วเหมือนกันแต่ก็ยังเข้าใจไม่ทั้งหมด เอาไว้ถ้าเห็นความเปลี่ยนแปลงก็แปลว่า ... "ลองทำดู หนุ่ยทำได้"
แล้วก็ขอบใจหนูบิ๋มนะที่ยอมมีพี่สาวอายุห่างกันหลายปี... อย่างครู ... 555 เอาเป็นว่าเรามีอะไรก็ค่อย ๆ ถ่ายทอด แลกเปลี่ยน และเรียนรู้ร่วมกันดีกว่าไหน ๆ ก็เป็นพี่เป็นน้องกันแล้วเนอะ
เคยถามนักศึกษาว่าทักษะในการสื่อสารใดเป็นทักษะที่มนุษย์ใช้มากที่สุดในชีวิตประจำวัน นักศึกษาตอบ...พูดค่ะอาจารย์ ก็น่าเห็นใจ เพราะเขาตอบตามความเป็นจริง (ของเขา) เพราะเวลาเราสอนแทนที่เขาจะฟัง แต่กลับคุย แต่พอเราถามแทนที่เขาจะตอบ แต่กลับฟังอย่างเงียบเชียบ