เสขิยธรรม ภาค 1
เราเดินทางออกจากแพโยนก ประมาณสองสามทุ่มได้ แอ๊ดโทรไปบอกพี่แดง ได้ความว่าเชิญทุกคนขึ้นห้องพักได้เลย เพราะกว่าจะถึงคงจะดึกมากแล้ว รถมหาสนุกได้ค่อยๆละเลียดเวลาเดินทางฝ่าฝนที่พรำตลอดทาง ข้ามแนวเขาที่ล้อมรอบเมืองแพร่
อ.ประสาทเล่าให้ฟังถึงโรงเรียนแบบมองเตสเซอรี ที่นักเรียน ครู มีความสัมพันธ์กันอีกแบบหนึ่ง อีกแบบหนึ่งหมายความว่า นักเรียน มีพื้นที่ในการเติบโต มากกว่าแบบเดิมค่อนข้างมาก ในการทำเช่นนี้ ครูจะต้องมีการอบรม และสมาธิ จิต ที่ค่อนข้างมั่นคง เพื่อที่จะไม่ไปแทรกแซงการงอกงามของเด็กๆแต่ละคน วิถีการเรียน วิถีการคิด เท่าที่รับฟังดูจะ based ตามหลักจิตวิทยาของ Rousseau คือ Doctrine of the Innate Purity ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ Doctrine of the Original Sin ของฟรอยด์
เราคุยกันถึงการนำเอา Voice Dialogue ของเล่นใหม่ที่กำลังเป็น hot, sweet pie ของกลุ่ม ภาษาจำเพาะของพวกเรา ได้แก่ "การเก็บไพ่" ซึ่งหมายถึงการสนทนากับ personalities ภายในตัวตนของเราเองที่ถูกเก็บ กด เอาไว้ ปลดปล่อยให้ระบายพลังงานออกมาตามควร ปกป้อง หล่อเลี้ยง ไม่ให้ negatve energies เหล่านี้กลายไปเป็น demonic energy ไปในภายหลัง
เราถึงโรงแรมนครแพร่ทาวเออร์ ประมาณสี่ทุ่มกว่าๆ นับเป็นการเดินทางจากเชียงใหม่ มาแพร่ 222 กิโลเมตรที่ใช้เวลานาน แต่ไม่เกินไป เมื่อคำนึงถึงประสบการณ์ที่เราได้รับระหว่างนั้น ขอบคุณสารถีกิตติมศักดิ์ และอาจารย์ประสาท ที่ได้กรุณา เมตตาไปรับ ดูแล มาส่ง ถึงสองวันสองคืน วันรุ่งขึ้น เราจะได้ร่วมทำกิจกรรมกันใหม่
นครแพร่ทาวเออร์ เสขิยธรรม
วันรุ่งขึ้น ตื่นมาแต่เช้า จงใจบรรจงนุ่งหม้อห้อมที่ซื้อมาตอนไปเที่ยวเชียงราย แพร่เป็นเมืองต้นกำเนิดหม้อห้อมอันมีชื่อ (แอ๊ดแอบกระซิบ บอกว่าเสร็จงานแล้ว จะพาไปซื้อถึงแหล่งผลิตของจริงเลย) ลงมาทานข้าวเช้าที่ห้องอาหารโรงแรม สักประเดี๋ยวก็พบเจ้าภาพที่เชิญ พี่แดง กับพี่โอ้ เดินเข้ามา ตามด้วยคุณยาย คุณแม่พี่โอ้ด้วย กราบไหว้ทักทาย ทานอาหารเช้สด้วยกัน พี่แดงก็บอกว่าวันนี้คงจะมีคนที่สนใจมากันพอควรร มีรงพยาบาลแพร่ และรอบๆ มีคนจากสาธารณสุขจังหวัด มีกลุ่มเสขิยธรรมเมืองแพร่ (ไม่ทราบใครเป้นคนตั้งชื่อ แต่ตั้งได้ลึกซึ้งมากเลยที่เดียวเสขิยะ แปลว่า อันควรศึกษา (worth studying) กลุ่มนี้ก็แปลว่า "ธรรมะอันพึงศึกษา" ซึ่งใกล้เคียงกับธรรมอันที่สองในโพชฌงค์เจ็ด คือ "ธัมฺมวิจฺย") มีคุณหมอ คุณพยาบาล และอาสาสมัคร กลุ่มชาวบ้านที่เป็น NGO ที่ช่วยกันดูแลชุมชนเมืองแพร่มาร่วมกัน
เราขึ้นไปชั้น 9 ของนครแพร่ทาวเออร์ โอ้ โฮ พอขึ้นมาเห็นห้องประชุม stunning มากๆ เป็นห้องชั้นบนของโรงแรม ผนังด้านหนึ่งเต็มไปด้วยกระจกใส มองออกไป
เนื่องจากไม่ค่อยมีตึกสูง จะเห็นบ้านเรือนรายล้อมเป็น panoramic view เกือบ 360 องศา สุดลูกหูลูกตามองทะลุขัณฑสีมาเมือง ก็จะเห็นทิวเขาที่อารักษ์เมืองแพร่โดยรอบ เชื่อมต่อภูเขากับจุดเริ่มต้นของขอบฟ้า กลมกลืนขึ้นไปเป็นทิวเมฆหลังฝน เขียวต้นไม้ ปนฟ้าหม่นของฟ้าฉ่ำ ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเล็กน้อยของตัวตน และความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติรอบตัว คำของเสกสรรค์ ประเสริฐกุลแว่บเข้ามาในความทรงจำ "ได้มองดูกระจก เห็นรอยย่นบนใบหน้า ก็เข้าใจถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ออกไปนอกบ้านเงยหน้าดูท้องฟ้า เห็นดวงดาว ก็เข้าใจถึงความเล็กน้อยกระจิดริดของตนเอง"
ห้องนี้ ผมตั้งชื่อในใจทันที (เลยลืมชื่อจริงไปแล้ว แฮ่ะๆ) ว่าน่าเป็นชื่อ ห้องธีตา (Theta room) เพราะบรรยากาศทิวเมฆ ทิวหมอก ที่รายล้อมห้องประชุมนั้น ก่อให้เกิดความรู้สึกมัวๆ เบลอๆ โดยรอบ เป็นอิสระจากโลกกายภาพ เหมือนบรรยากาศตอนเข้า theta wave ใน bodyscan มากเลย
ปรากฏว่าพี่แดง พี่โอ้ รู้ใจ จัดห้องกว้าง แทบจะไม่มีเก้าอี้เลย มีมุมห้องไม่กี่ตัว แต่มีเบาะกลมไว้นั่งรายรอบเป็นสิบๆใบ

ปรากฏว่ามีคนมาหลากหลายอ่นใจมาก พึ่งทราบเดี๋ยวนี้เองว่าคุณยาย (คุณแม่พี่โอ้ ก็เป็นอาจารย์พยาบาลเก่า ลาออกมานานแล้วก็จริง แต่รังสี aura ความเมตตากรุณายังไม่หายไปไหน มีพี่พยาบาลประสบการณ์ตั้งแต่พึ่งจบปีนี้ ไปจนถึง 20+ ปี มีทั้งที่เคยทำงานวิจัยเรื่องการดูแลคนไข้มาแล้วด้วยซ้ำ มีพระมาด้วย 3 รูป
คราวนี้จะเป็นการทำ dialogue ตามฌานทัศนะจริงๆ เพราะไม่ได้เตรีวมเนื้อหาอะไร มาฟังจากตอน check-in เดี๋ยวนี้แหละว่าต้องการอะไร บวกกับที่พี่แดงเคย brief ให้ฟัง ก็คิดว่าจะผสมผสานกิจกรรมเผชิญความตายเข้ามาร่วมกับการสนทนาครั้งนี้
ปรากฏว่าคนที่มาเข้าร่วมคราวนี้ ค่อนข้างจะ share วัตถุประสงค์ตรงกันเป้นส่วนใหญ่ และก็มีทั้งมาแบบมาเปิดหูเปิดตา สนใจ และก็ไม่มีประสบการณ์แต่อยากจะเรียนรู้ OK ผมเอียงตัวไปถามพี่แดงว่า คนมาร่วมเคยทำ dialogue มาบ้างไหม อืม... หลายคนเคยเหรอ งั้นก็สวยมาก เรามีเวลาสอง sessions เช้า-บ่าย งั้นตัดการเข้าสู่วัยเยาว์ มาลองเรื่องเล่ากันเลยดีไหม ให้แต่ละคนลอง share ประสบการณ์ (หรือ ความคิด) ว่า "อะไรคือปัญหา หรือ ปฏิกิริยา ของคน เมื่อทราบว่าตนเองป่วย และกำลังจะตาย?"

กลุ่มพยาบาลวิชาชีพ ดูจะไม่มีปัญหาสำหรับคำถามนี้ เริ่มมีเรื่องเล่ากรณีต่างๆ จากประสบการณ์จริงมาให้กลุ่มฟัง บางคนเริ่มมีความสะเทือนใจเมือสะท้อนเรื่องใกล้ตัว เช่น การดูแลคุณพ่อของตนเอง
การตอบคำถาม หรือการแสดงความเห็น โดยออกมาจากประสบการณ์ตรงนั้น ทรงพลังอย่างยิ่ง ง่ายที่จะลงไปสัมผัส raw nerve เส้นรับรู้ความรู้สึกดิบตรง ไม่ปรุงแต่ง บทเรียนจากประสบการณ์ตรงจึงมีคุรค่า เพราะจะเป็นอะไรที่ หล่อหลอม คุณค่าภายในของเรา
น่าประหลาดใจที่ "ประสบการณ์ตรง" สำหรับ evidence-based medicine หรือการแพทย์เชิงประจักษ์นั้น ถูกจัดอยู่ในลำดับต่ำสุด หรือ level 5 สำหรับเกรด "ความน่าเชื่อถือ"
พอเรื่องเล่าหลากหลายเรื่องได้เล่าจนความถี่ แลความเร็วเริ่มช้าลง ผมก็พูดถึง ทฤษฎี U-shape theory ในเรื่องของการรับรู้และการแสดงออก ว่าคนเราเมื่อรับรู้แล้ว แสดงออกทันที นั้นเปรียบเสมือนตัว V-shap reaction สะท้อนอย่างไร ก็จะขึ้นอยู่กับพื้นผิวของเรา ณ ขณะนั้น และตรงพื้นผิวของตัวเรานี้เองที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร้เหตุผล บางครั้งเต็มไปด้วยร่องอารมณ์ ที่สะท้อนออกไป จะไม่ใช่ "ตัวเรา" จริงๆ ที่สามารถดึงเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเรียนมา มีประสบการณ์มา ออกมาใช้ได้เต็มที่ แต่ถ้าเราห้อยแขวน (suspension) หน่วงการตัดสินไว้ก่อน เรื่องราวที่รับรู้จะค่อยๆซึมซับลงไปในตัวเราลึกลงไปกว่าพื้นผิว ประสบการณ์ทั้งหมดของเราจะค่อยๆมาจับ มาสัมผัสกับเรื่องราวใหม่นี้ การตัดสิน หรือการสะท้อนออกในลักษณะนี้ (หรือตัว U) จะเป้นตัวตนของเราจริงๆที่ได้กลั่นกรอง เรียนรู้ เป็นคนตัดสินใจ

อย่ากระนั้นเลย เรารอให้ข้อมูลตกตะกอนลงไปใน theta ลงไปในตัวตนจริงๆของเรา ด้วยการพักทางข้างกลางวันที่รอเรียบร้อยแล้วหน้าห้องนี้เทอญ!!
อืม... เป็นการลง landing ที่ soft ดีเหมือนกันนะ
น่าสนใจและอยากร่วมเสวนาด้วยแต่คงหมดโอกาสครับ ยังไงจะตามอ่านครับ
วันที่ 20 เดือนหน้า ผมอาจจะไปโผล่แถวๆนครสวรรค์ครับ คุณหมอโรจน์อาจจะมาร่วมสังสันทน์กันก็ได้นะครับ