สุรยุทธ์” สั่งกลางวง ครม. ให้ทุกส่วนราชการเร่งรัดเบิกจ่ายงบให้ได้ 93% จี้คมนาคมเร่งเปิดประมูลรถไฟฟ้าที่มีความพร้อมภายในเดือนสิงหาคมนี้ หวังเอกชนร่วมมือรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “โฆสิต” เรียกประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วางกรอบกระตุ้นบริโภคและเศรษฐกิจชายแดนใต้ วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ยอมรับการบริโภค-ลงทุนชะลอต่อเนื่องพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างมอบรางวัลอุตสาหกรรมดีเด่นและยอดเยี่ยม ประจำปี 2550 ว่า ต้องการให้ภาคเอกชนบริหารงานให้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้อยู่บนพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่รอบคอบ ไม่เสี่ยงจนเกินไป ที่ผ่านมาเน้นการเติบโตจนบางส่วนขาดความสมดุล และเกิดปัญหาขึ้น ดังนั้นจึงต้องการให้ภาคธุรกิจปรับทิศทางใหม่ในการพัฒนาองค์กร มองเห็นประโยชน์ทุกฝ่าย ทั้งแรงงาน พนักงานและผู้บริโภค   รัฐบาลชุดนี้มั่นใจว่านโยบายจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมและสังคม เพราะระยะยาว  ทุกภาคส่วนของสังคมจะมีแนวทางดำเนินงานที่รัดกุมและสมเหตุสมผลมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมต้องปรับตัวและเพิ่มความร่วมมือกันมากขึ้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาชนเพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเกิดความสมานฉันท์บนพื้นฐานความรู้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง โดยรัฐบาลได้ดำเนินแผนงานอยู่ดีมีสุข เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชนและประชาชนอย่างยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้รับจัดสรรงบปีนี้จำนวน 10,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมและเข้าถึงชุมชน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า วันที่   21 พฤษภาคม นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดทิศทางกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยจะหารือแนวทางกระตุ้นการบริโภค และกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะหารือถึงมาตรการภาษีของกระทรวงการคลัง ส่วนอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องอยู่แล้ว  นอกจากนี้ เศรษฐกิจของประเทศเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่รัฐบาลเร่งรัดให้เกิดการเบิกจ่ายและการลงทุน เริ่มมีผลชัดเจนมากขึ้นเพราะการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญ  ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ปีนี้   ดังนั้นรัฐบาล   ไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก ควรดำเนินตามกรอบที่วางไว้แล้ว  การส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) คาดว่าจะได้ข้อสรุปทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายนนี้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรายละเอียดการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการคลัง เห็นว่าไม่ควรเร่งรัดเรื่องใดในเวลานี้ แต่ควรให้เวลาเพื่อให้รายละเอียดทุกอย่างมีความพร้อมที่สุดจึงเริ่มดำเนินการ โดยรัฐบาลเห็นว่าต้องผลักดันในโครงการนี้ให้เกิดขึ้นเพราะเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ นางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมเพิ่มเติม ตามที่คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวมให้ความเห็นชอบแล้ว คือ 1.  ให้ส่วนราชการปรับแผนการใช้งบประมาณ เพื่อให้เบิกจ่ายงบประมาณให้ได้ตามเป้าหมาย 93% ของงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2550 2.  ให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการเปิดประมูลโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ที่มีความพร้อมแล้วใน 4 โครงการ เงินลงทุน 7.43 หมื่นล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยทั้ง 4 โครงการ คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน วงเงิน        1.31 หมื่นล้านบาท และช่วงบางซื่อ-รังสิต วงเงิน 5.3 หมื่นล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ วงเงิน 4.56 หมื่นล้านบาท โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง วงเงิน 5.85 พันล้านบาท และโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 2.34 พันล้านบาท 3.  อนุมัติงบประมาณปี 2551 วงเงิน 1.1 พันล้านบาท ทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในเอกชน 13 กลุ่มอุตสาหกรรม มีโรงงานเข้าร่วม 4.5 พันแห่ง ทั้งนี้    ขีดความสามารถการแข่งขันในภาคเอกชนที่ลดลง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการชะลอตัวในระดับการผลิต รายได้ และการขยายตัวของธุรกิจหลายประเภท  นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะกรรมการเพิ่ม 2 คน คือ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นางเนตรปรียา กล่าวว่า ที่ประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้ทุกส่วนราชการเร่งรัด  การเบิกจ่ายให้งบประมาณให้ได้ 93% ของงบประมาณปี 2550 และได้เร่งรัดกระทรวงคมนาคม ให้เปิดประมูลโครงการลงทุนระบบขนส่งมวลชนให้ได้ตามที่วางไว้  แต่ พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต อาจประมูลได้ล่าช้ากว่าที่กำหนด รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า จากข้อมูลวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าส่วนราชการมีการเบิกจ่ายงบประมาณ 7.92 แสนล้านบาท คิดเป็น 50.58% ของงบประมาณทั้งสิ้น แต่ยังต่ำกว่าแผนการใช้จ่าย 28.68% สำหรับงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจระหว่างเดือนตุลาคม 2549 - มีนาคม ที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายงบลงทุน 7.09 หมื่นล้านบาท หรือ 67.7% รายงานข่าวระบุว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ ให้ความเห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจว่าไตรมาสแรกปีนี้ การส่งออกเป็นกำลังเพียงประการเดียวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การส่งออกในไตรมาสที่ 1 ที่ขยายตัว 18.5% แต่มีปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ 1.  การลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีอัตราการเพิ่มที่ชะลอลง และเริ่มมีส่วนทำให้ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ส่งผลกระทบต่ออุปทานเงินตราต่างประเทศมากกว่าอุปสงค์ ซึ่งนำไปสู่แรงกดดันต่อค่าเงินบาทเพิ่มขึ้น ดังนั้นในภาพรวมแล้วการเร่งรัดการลงทุนจึงเป็นประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญที่สุด ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน 2.  การบริโภคในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง ต้องมีการขับเคลื่อนเพิ่มเติม ผ่านนโยบายเร่งรัดการใช้จ่ายของภาครัฐ นอกจากนี้นโยบายการเงินที่เหมาะสมภายใต้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงคาดว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายบริโภคได้ในระยะครึ่งปีหลังของปี 2550 นายศิวะ แสงมณี ประธานกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ร.ฟ.ท.วานนี้ (15 พ.ค.) ว่า ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร ภายใต้กรอบวงเงิน 52,220 ล้านบาท    โดยจะเสนอให้ ครม.พิจารณาวันที่ 22 พฤษภาคม นี้ พร้อมกับโครงการช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กิโลเมตร มีค่าใช้จ่ายเฉพาะงานโยธา 1.3 หมื่นล้านบาท วงเงินลงทุนช่วงบางซื่อ-รังสิต จำนวน 52,220 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่ารื้อย้ายชุมชน 25 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษา 1,920 ล้านบาท ค่างานก่อสร้าง 14,324 ล้านบาท   ค่างานก่อสร้างสถานีบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง 19,570 ล้านบาท และค่างานระบบเครื่องกลไฟฟ้า 16,381 ล้านบาทผลการศึกษาระบุว่าโครงการนี้มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ 16.2% คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการ 5 ปี ช่วงแรก     จะเริ่มก่อสร้างช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน เฉพาะงานโยธาไปก่อน เพราะช่วงบางซื่อ-รังสิต อยู่ระหว่างปรับปรุงแบบก่อสร้าง ซึ่งอาจส่งผลให้วงเงินลงทุนมีการเปลี่ยนแปลงได้นายศิวะ กล่าว นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า วันที่ 22 พฤษภาคม นี้ กระทรวงคมนาคมจะเสนอ ครม.อนุมัติโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่จากฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ระยะทาง 78 กิโลเมตร วงเงิน 5.8 พันล้านบาท โดยแหล่งเงินที่จะใช้ก่อสร้างได้รับอนุมัติแล้ว และมีโอกาสที่ผู้รับเหมาจะเสนอค่าก่อสร้างต่ำกว่าวงเงินที่กำหนด หากมีการแข่งขันหลายราย คาดเปิดประกวดราคาได้เดือนกรกฎาคมนี้ ส่วนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทาง 15 กิโลเมตร วงเงินลงทุนเฉพาะงานโยธา 1.3 หมื่นล้านบาท นั้น จะใช้แหล่งเงินทุนในประเทศ คาดเปิดประกวดราคาได้เดือนมิถุนายนนี้ นายโฆสิต กล่าวภายหลังการประชุมแผนฟื้นฟูกิจการ ร.ฟ.ท. ว่าที่ประชุมยังไม่ได้มีการหารือรายละเอียดแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟ เนื่องจากเห็นว่าเป็นแผนดำเนินการระยะยาว มีกรอบการดำเนินการที่กว้างเกินไป ขณะที่รัฐบาลชุดนี้เหลือเวลาทำงานไม่มาก ดังนั้นจึงให้คณะกรรมการ ร.ฟ.ท. ไปพิจารณาว่ามีโครงการใดบ้าง ที่ ร.ฟ.ท. สามารถดำเนินการได้ภายใน 6 เดือน ต้องเป็นโครงการที่มีหลักการชัดเจน สามารถดำเนินการได้      นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงการเตรียมความพร้อมของ ร.ฟ.ท. ในการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และโครงการรถไฟทางคู่ ซึ่งจะเสนอ ครม.วันที่ 22 พฤษภาคมนี้ และจะเริ่มเปิดประมูลได้ในเดือนสิงหาคมนี้ โดยเจ้าหน้าที่เจบิคจะพบกับตนวันที่ 28 พฤษภาคม นี้ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบัน ร.ฟ.ท. มีปัญหาการขาดทุนสะสม และต่อเนื่อง ซึ่งที่ประชุมได้หารือกันถึงแผนฟื้นฟูกิจการ ร.ฟ.ท.ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นที่ประชุมเห็นว่า ร.ฟ.ท.ควรมีการดำเนินการบางอย่าง ที่จะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ร.ฟ.ท.สามารถดำเนินการได้ และมีกำไรบ้าง ซึ่ง ร.ฟ.ท.ต้องไปเลือกว่าจะดำเนินการในเรื่องใดบ้าง และเสนอที่ประชุมอีกครั้ง นายสมชัย สัจจพงษ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2550 ว่า รายได้นำส่งคลังของรัฐบาลมีจำนวนทั้งสิ้น 693,793 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.8% ขณะที่รัฐบาลมีการใช้จ่ายทั้งสิ้น 853,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% แบ่งออกเป็นรายจ่ายปีปัจจุบัน 775,298 ล้านบาท คิดเป็นเบิกจ่าย 49.5% และรายจ่ายปีก่อน 77,979 ล้านบาท ส่งผลให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 159,484 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,031 ล้านบาท หรือ 11.2% และเมื่อรวมดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุลจำนวน 57,865 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดของรัฐบาลขาดดุลทั้งสิ้น 217,349 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชดเชยการขาดดุลด้วยการใช้เงินคงคลัง 99,694 ล้านบาท การออกพันธบัตรจำนวน 87,655 ล้านบาท และการออก      ตั๋วสัญญาใช้เงิน 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณช่วง 7 เดือนแรกปีงบประมาณ 2550 มีการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ654,405.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.9% แต่รายจ่าย ลงทุนเบิกจ่ายได้ 120,891.78 ล้านบาท ลดลง 24.1% ขณะที่มีรายจ่ายจากงบประมาณปีก่อน 77,979.41 ล้านบาท ลดลง 13.1% รวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 57,865 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการจ่ายเงินเหลื่อมจ่ายปีงบประมาณ 2549 และถอนเงินฝากนอกงบประมาณ เพื่อโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 31,272 ล้านบาท กรุงเทพธุรกิจ  แนวหน้า  โพสต์ทูเดย์  16  พ.ค.  50