ดึกๆ มานั่งฟังเพลง "คาราบาว" รักทรหด ๑ และ รักทรหด ๒ แล้วทำให้นึกถึงอดีตที่ผ่านๆ มาของตนเอง รวมทั้งชีวิตของผู้คนรอบข้าง เรื่อง "การใช้ชีวิตคู่" การครองคู่ แล้วก็พบว่ามีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และประสบความล้มเหลว ระคนกันไป
ที่ประสบความสำเร็จ หมายความว่า อยู่กินกันมาแบบไม่แยกทางกันเป็นเวลาสัก ๓๐ ปีขึ้นไป (เผื่อคนแต่งงานครองคู่กันตอนอายุมากๆ)
ที่ประสบความล้มเหลว น่าจะเป็นพวกที่ครองคู่กันมา น้อยกว่า ๑๕ ปี ก็แยกทางกันไป
ที่ผมพยายามจะนิยามนี่ จะผิดจะถูกประการใด ผมไม่รับรองนะครับ คิดได้ตอนเขียนบันทึกนี่แหละ ไม่มีบทร่างมาก่อนครับ
ที่ประสบความสำเร็จนี่ ผมสังเกตว่า สามีจะเป็นคนขี้เกรงใจภรรยานะครับ (ย้ำว่าขี้เกรงใจนะครับไม่ใช่กลัว) คือ ถ้าสามีเป็นคนขี้เกรงใจภรรยาแล้ว มีเรื่องอะไร ก็มักขอความเห็นภรรยา (ขอแค่ความเห็นส่วนจะทำตามหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) อย่างน้อยก็เป็นการบอกว่า "ฉันแคร์เธอนะ" อะไรทำนองนั้น ชีวิตก็ดูจะราบรื่น (แม้ว่าจะมีระหองระแหงกันบ้าง แต่ความขี้เกรงใจของสามีก็ช่วยได้มาก)
ชีวิตคู่ที่ประสบความสำเร็จนี่ มักไม่ใช้อารมณ์ ในการตัดสินปัญหา บางครั้งคนหนึ่งกำลังโกรธอยู่ อีกคนหนึ่งก็จะเฉยเสีย รอให้อุณหภูมิลดลงแล้ว ค่อยคุยกันด้วยเหตุด้วยผล... คงมีหลายปัจจัยมากกว่านี้ครับ ยกมาพอเป็นประเด็นในการเขียนบันทึก
ส่วนพวกที่ประสบความล้มเหลวนี่ ผมพบว่า ส่วนมากตัดสินใจผิดตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว คือใช้อารมณ์ตัดสินตั้งแต่เริ่มเลย.. ตอนวัยรุ่นๆ เราก็เรียกว่า "ความรัก" แต่จริงๆ ชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่อง "ความรัก" อย่างเดียว ยังมีเรื่องของ "ความเข้าใจ" ซึ่งกันและกันอยู่ด้วย ตรงนี้ขาดตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว อยู่ด้วยกันไปสักระยะหนึ่งก็ไม่ยืดครับ
เพราะว่ายึดหลัก "ความรักเหนือเหตุผล" นั่นเอง
ถ้าคุณผู้หญิง ที่กำลังครองชีวิตคู่อยู่ ถ้าเกิดมีเรื่องราวทะเลาะกับสามี จะอย่างไรก็ตาม ห้ามท้าสามีว่า "เรามาหย่ากันไหม" คือมั่นใจว่าสามีจะไม่ไปหย่า ร้อยทั้งร้อยจะต้องพบกับความสมหวังครับ.. เพราะว่าสามียอมไปจดทะเบียนหย่าในวันรุ่งขึ้น (มียกเว้นอยู่บ้างที่พวกภรรยา มีสมบัติมาก สามีอาจจะหวังแบ่งสินสมรสก็มี พวกนี้ต้องจ้างหย่า)
หวังว่า ท่านที่มีชีวิตคู่อยู่ด้วยกันทุกวันนี้ ขอให้อย่าใช้อารมณ์ตัดสินปัญหานะครับ หากมีปัญหาเกิดขึ้น นึกถึงตอนจีบกันใหม่ นึกถึงตอนไป "ฮันนี่มูน" กันนะครับ
ท่านที่กำลังจะมีชีวิตคู่ ก็ไม่ต้องกล้าๆ กลัวครับ ใช้หลัก "ใช้ชีวิตไป แก้ปัญหาไป" ก็ดีนะครับ แต่ทางที่ดี ควรพูดจากันให้ดีว่า ถ้าต่อไปเราเกิดทะเลาะกัน เราจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร คือหาทางออกเอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ไปใช้ชีวิตร่วมกัน ตรงนี้ผมกล้ารับรองได้ว่า ปัญหาความไม่เข้าใจกันนี่มีทุกคู่ครับ (เรายังปลงกันไม่ได้ ถ้าเราปลงได้ เราคงไม่มาแต่งงานกันหรอกครับ) อยู่ที่ว่าจะมีมากหรือน้อยเท่านั้น
ปุจฉา "คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า" หมายถึงอะไร หลายท่านคงตอบได้ครับ หมายถึง การใช้ชีวิตคู่นี่เอง คนที่มีชีวิตคู่ไประยะหนึ่ง ก็อยากไปใช้ชีวิตเป็นคนโสด ส่วนที่เป็นคนโสด ก็อยากไปใช้ชีวิตคู่
เขียนมานาน สงสัยว่าเรื่องนี้เป็น "การจัดการความรู้" หรือไม่.. ต้องเป็นซิครับ ไม่งั้นไม่เขียนหรอก
"ถ้าครอบครัวเป็นสุข ทำงานก็ได้ผล" ครับ
![]() |
หมายเหตุ ตัดบทเสียก่อน หากมีคนถามว่า ท่านอาจารย์ beeman อยู่ในพวกประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ตามนิยามข้างต้น ผมก็จะตอบว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าอยู่ในระหว่างกลาง ต้องขอเวลาอีก ๑๕ ปี ค่อยมาตอบใหม่ครับ

สวัสดีตอนเช้าค่ะ
ยังไม่ถึง 15 ปี เหมือนกันค่ะ อ.Beeman ยังรอลุ้น อยู่ค่ะ
สวัสดีตอนสายครับ คุณรัตติยา
คุณอุบลครับ
สวัสดีค่ะคุณ beeman วันนี้มีเรื่องอยากจะระบาย เลยเซิจในเว็บหาอะไรดีๆ อ่าน เลยมาเจอหน้านี่ค่ะ อ่านแล้วได้กำลังใจเยอะค่ะ
ดิฉันเองอยู่ต่างประเทศ ก็เกือบ 5 ปีแล้ว แต่งงานมาแล้วก็หย่าหลังจากอยู่ได้ 3 ปี ก็เลี้ยงลูกเองค่ะ แล้วหลังจากนั้นก็มีแฟนใหม่ คบกัน แต่ไม่ได้แต่งงานกัน
เค้าอายุ อ่อนกว่าดิฉัน 4 ปี (ดิฉัน 38 ปี) ดิฉันก็มีลูกสองคนกับสามีเก่า แฟนดิฉันคนนี้ ก็รักลูกๆของดิฉัน
เราลองอยู่ด้วยกันมาตลอด ปีครึ่ง (ที่จะพูดคือ ดิฉันก็ไม่ได้รักเค้าหรอกค่ะ แต่คิดว่าอยู่กันแบบเพื่อน วัยดิฉันตอนนี้ มีแต่ลูกค่ะ แต่ถ้าจะมีแฟน ก็ไม่ได้ผูกมัด) คิดว่า อยู่กันแบบเพื่อน
แฟนคนนี้ เค้าไม่เคยมีแฟน หรือแต่งงานมาก่อน ดิฉันก็เข้าใจว่า วัฒนธรรมฝรั่ง ต้องทำงานทั้งคู่ เอาเงินมารวมกัน แล้วใช้จ่ายจากส่วนนั้นด้วยกัน
ดิฉันก็ ไม่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรเค้าค่ะ (ก็ไม่ได้รักอยู่แล้ว คิดแค่ว่า มีเพื่อนไม่เหงา) แล้วเงินดิฉันก็ลงขัน เป็นค่าเช่า ค่ากินอยู่ ทุกอย่าง ส่วนเสื้อผ้าลูก ดิฉันจัดการ เงินของฉันเองค่ะ ไม่รบกวนเงินกองกลาง
แฟนดิฉัน เหล้า บุหรี่ ไม่แตะต้อง เป็นคนค่อนข้างขี้อาย ตั้งแต่อยู่มา ปีกว่า ดิฉันไม่เคยเห็นเพื่อนเค้าเลย ก็เคยคิดเหมือนกันว่า เอ๊ แก 34 ปีแล้วไม่มีแฟน หรือว่า แกเป็นคนเงียบๆ แม้แต่เพื่อนที่ทำงานยังไม่เคยเห็นพามาบ้าน (แกเป็นคนเงียบจริงๆ)
ก็ คิดว่า โอเค แกดี ชอบอยู่บ้าน ดิฉันไม่ว่า แต่ ที่จะระบายคือว่า เรื่องงานบ้านค่ะ ดิฉัน ทำงานนอกบ้านไม่พอ ยังต้อง ดูแลลูกดิฉันอีก ตอนเช้าส่ง ตอนเย็นรับ ทำอาหารให้ลูกและแฟน บ้านรกดิฉันก็ต้องเก็บ เพราะว่า แฟน ไม่เคยเลย (ย้ำ) ที่จะช่วยเก็บ
คือ ถ้าดิฉันไม่เก็บ มันก็จะรก แบบนั้น สิบวัน ยี่สิบวัน ซึ่งดิฉัน สองวันก็ ทนไม่ได้แล้ว ต้องเก็บค่ะ ลูกเล็ก เล่นของเต็มบ้าน
ก็ไม่ได้ว่าอะไรมาก อยากจะให้เค้าแค่ ช่วยใน ส่วนที่เป็นงานของผู้ชาย งานหนักๆ ทำบ้าง พูดแล้วนะคะ พูดดีๆ ด้วย ว่า "เออ เธอ หลังบ้านไม่สวยเลยนะเธอ มันเริ่มรกแล้ว ถ้าว่าง เคลียร์บ้างคงดีนะเธอ" แฟน ก็ฟังนะคะ แต่ไม่พูดอะไร ก็มีอีก "ที่รัก หยักไย่ เต็มเลยเนอะ ลูกเราเล็ก ถ้าได้ปัดบ้างคงดี" คิดดูสิคะ งานอื่น ดิฉันไม่ว่า ล้างจาน ทำอาหาร ซักผ้า รีดผ้า หน้าที่ดิฉันแน่นอน
ส่วน ขยะ ที่นี่ เบลเยี่ยม รถจะมา อาทิตย์ละครั้ง ต้องเอาไปวางหน้าบ้าน (เป็นคอนเทนเนอร์ค่ะ ต้องลากไป วาง) ก็บอกแฟน ตลอด แกไม่เคยจำ แล้ว อีกอย่าง ขยะ นั่นไม่เท่าไหร่ เค้าจะมาเก็บหน้าบ้าน
แต่ ที่เป็นแก้ว สิคะ อันนี้ เราต้องเอาไป ทิ้งเองที่ จุด สำหรับ ทิ้งพวกแก้ว (ขวดแก้ว อะไรที่เป็นแก้ว น้ำปลา แก้ว จาน ขวดไวน์ ขวดแก้ว) ดิฉันก็บอกแฟนว่า "ที่รัก พวกแก้วน่ะ มันวางจะเต็มพื้นแล้วนะจ๊ะ ถ้าขับรถผ่านจุดจะทิ้ง เอาไปทิ้งบ้างนะจ๊ะ)
คิดดูสิคะ ขนาดเกริ่นๆ จน เมื่อวันก่อน ผ่านไป (หลังจากบอกเค้า) เป็น 5-6 วัน ไม่มีอะไร คืบหน้าเลย ดิฉันเลยวีนแตกค่ะ
แตกจริงๆ เพราะว่า เราต้องการอะไรในชีวิตครอบครัว ในอนาคต ถ้าคบกันต่อไป เราต้องอยู่กันอีกนาน เรื่อง แบบนี้ น่าจะหยิบยื่นหรือช่วยกันบ้าง ดิฉันเอง ก็ ไม่เหมือน ญ ไทยคนอื่นที่สามี เค้าไม่ต้องให้จ่ายอะไรเลย แต่ดิฉัน จะเป็นฝรั่งไปแล้ว แชร์หมด แต่ ทำไม งานบ้านไม่เห็นแชร์กับเราเลย
พอดี บ้านนี้ ที่อยู่เป็นบ้านเช่าค่ะ ดิฉันเช่าก่อนจะรู้จักกับเค้า ดิฉันเลย ถามเค้าไป ตรงๆ ว่า "what do you expect or want from me to live here?" เค้าไม่ตอบค่ะ เงียบ (นี่อีกอัน ที่ดิฉันคิดว่า เราคงไปกันไม่ได้ ดิฉันเป็นคนตรงๆ มีอะไร อยากจะพูดเพื่อปรับความเข้าใจ ถ้าทำได้ ก็จะให้โอกาส ลองอีกครั้ง แต่นี่ ให้โอกาส จะสองปี แล้ว แกยังไม่ปรับตัวเลย
ดิฉันเลยบอกว่า ที่นี่ บ้านฉัน (บ้านเราสองคนนะ) ไม่ใช่ บ้านแม่เธอที่เธอเคยอยู่ แม่เธอทำให้หมด แต่เราต้องช่วยกัน ถ้าเธอจะมาเอาเปรียบกันแบบนี้ ขอโทษ เราคงต้องแยกกัน (คงเป็นเพราะดิฉันไม่ได้รักด้วยค่ะ) คิดว่า ก่อนจะรู้จักกับเค้า เราเองทำได้หมด ไม่เคยขอให้ใครทำ ก็คิดว่า แฟน มาอยู่แล้วจะช่วยได้บ้าง) แต่ ไม่ มีอะไรพัฒนาเลย
บอกตรงๆ นะคะ สามีเก่า เค้าทำค่ะ แต่เพราะปัญหาอื่นเราต้องแยกทางกัน ดิฉันเลยบอก แฟนคนนี้ว่า เอางี้ดีกว่า ไม่ต้องแชร์เงินกับฉันแล้ว เธอย้ายกลับไปอยู่กับพ่อแม่เลยดีกว่า ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ค่อยว่ากัน ใหม่
ดิฉัน จะรู้สึกสบายใจกว่า ค่ะ ถ้าต้องเก็บบ้านที่รกๆ จากฝีมือ ดิฉันเอง หรือ จากลูก แต่ถ้า ฝากแฟน ซึ่งเค้าทำด้วย แต่ไม่ช่วยเราเก็บ มันเบื่อหน่ายค่ะ จริงๆ นะคะ ตอนนี้ วันนี้ ไม่มีแฟนแล้วค่ะ ส่งแก กลับบ้านแล้ว
แล้วบอกแกไปด้วยว่า รร สอนการเรียนรู้ชีวิตน่ะ จบแล้วนะ คอร์สนี้จบแล้ว นักเรียนสอบไม่ผ่าน 555 ดิฉันเอง ก็ ไม่ว่าจะคาดหวังอะไร แต่พอมาเจอแบบนี้ เหมือนมีลูกค่ะ ถ้ารักแฟน คงจะยอมแกค่ะ แต่นี่ รักตัวเรากับลูกมากกว่า ค่ะ แล้วอีกอย่าง ไม่คิดว่า ฝรั่งจะไม่รักษาความสะอาดแบบนี้ค่ะ เคยเห็นบางที คนสะอาดก็เยอะ
ดิฉันก็ไม่ได้ว่า แกผิดนะคะ แต่ คิดว่า เราสองคนไปกันไม่ได้ ดิฉันบอกปัญหา สาเหตุแล้ว แกก็เล่นเงียบ ไม่บอกว่า จะลองทำ หรือจะอะไร เลยคิดว่า เออ งั้นก็เก็บเงียบไว้คนเดียวแล้วกัน
เหมือนที่คุณ สายลมที่หวังดี พูดนะคะ เราไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเค้า ซักวันเค้าต้องเป็นเค้าเอง ตอนนี้ รู้แล้วค่ะ ว่าเค้าเป็นแบบนี้ เพราะงั้น เราบอก ลากันดีๆ ดีกว่า ดิฉันก็บอกเค้าว่า เราสองคน คงไม่มีอนาคตกันถ้าจะเป็นแบบนี้ แกก็เข้าใจค่ะ ดิฉันว่า ดิฉันเองถ้าไม่มีอะไรดี ก็ให้แกบอก พูดมาดิฉันจะได้ปรับปรุงตัว แกก็ไม่พูดอีกค่ะ เงียบลูกเดียว เฮ๊อคนเรา ยากเหมือนกันนะคะ ที่จะ เข้าใจกัน แล้วจูน เข้าหากัน
ตอนนี้ ขออยู่เป็นโสด ค่ะ ลูกทำ รก ยังแฮปปี้ ที่ได้เก็บบ้าน แต่คนอื่นสิ ทำรก ไม่ไหวค่ะ
ขอบคุณครับ คนไกลในเบลเยี่ยม
ตรงกันข้าม ผมกลับใช้อารมณ์ความรู้สึกในการจัดการกับปัญหาแฮะ(ไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราไม่ยอมใช้ความรู้สึก) ใช้กับทุกเรื่องทั้งชีวิตความสำพันธ์ งานทุกอย่างที่ทำ ธุรกิจ โครงสร้างงานทุกอย่างและโครงสร้างสร้างชีวิตทั้งหมดผมทุ่มเทอารมณ์ความรู้สึกลงไปกับทุกส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นสิบๆเท่าเลยครับในการกระทำการจัดการทุกอย่างแต่ละขั้น
เพราะชีวิตต้องการความหมายกับทุกเรื่องทุกส่วนทั้งในงานและชีวิตผมจึงต้องรู้สึกกับมันในทุกๆส่วนเหมือนกัน
ทนไม่ไหว
เคยไปงานศพรุ่นพี่ที่รู้จัก เธอเสียหลังพยายามมีลูกให้กับสามี วันนั้นสามีเค้าร้องไห้ฟูมฟายเป็นเผาเต่าเลยค่ะ เรางี้เศร้ามาก ร้องไฟ้ไปกับเขาด้วย ซักปีสองปีต่อมาได้ทราบว่าสามีพี่เค้าแต่งงานใหม่ นั่นก็โอเคนะค่ะ...แต่สำหรับชีวิตครอบครัวเรา ก็ได้บทเรียนสำหรับการมีชีวิตคู่อย่างหนึ่งที่เอามาคุยกันค่ะว่า เมื่ออยู่กันแล้วไม่เห็นด้วยในความคิดเห็นของกันและกันได้ แต่อย่าใช้อารมณ์ และขอให้เราทั้งสองช่วยทำแต่สิ่งดีๆตอนที่เราอยู่ด้วยกันนะ เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะมีชีวิตยืนยาวเท่าไร คุยกันวันนี้ ออกไปนอกบ้านอาจจะเจออุบัติเหตุหรือหัวใจวายตายก็ได้...อาจเป็นเขา หรือเป็นเรา... เมื่อเราตายไม่จำเป็นต้องร้องไห้ ในเมื่อตลอดการมีชีวิตที่อยู่ด้วยกันนั้นเราทำดีให้กันมาตลอด...จะมีภรรยาใหม่ก็โอเคเพราะตอนนั้นเราไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว...แต่ตอนนี้ขอทำสิ่งดีต่อกันนะ
อยู่กันมา 2 ปี ผู้ชายแสนดี ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ ไม่เจ้าชู้ ทำงานอย่างเดียวเลย ว่างเล่นกีฬา ไปไหนไปด้วยกัน กินเที่ยวด้วยกัน พูดเพราะลงท้ายครับทุกคำ ยกย่องในสังคม ไปรับไม่ส่งที่ทำงานทุกวัน ไม่เคยบ่น เพื่อนๆอิจฉาฉันทั้งนั้ คุณๆอิจฉาดิฉันมั้ยค่ะ วิเศษสุดๆ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น ฉันเองไม่เข้าใจว่าฉัน เยอะไปหรืออะไรกันแน่ ทำไมฉันยังรู้สึกว่าฉันเหงาก็ไม่รู้ บางครั้งฉันรู้สึกว่าฉันเป็นอะไร ฉันงี่เหง้าหรอ ก็แค่ ชายคนนี้ หลังจากเสร็จภาระกิจที่เค้าต้องรับผิดชอบในแต่ละวันแล้ว เค้าก็อย่ในโลกส่วนตัว หลังจากที่เขามารับกลับบ้านกินข้าวกันแล้ว 20.30 เขาเล่นเกมส์ internet ถึง24.00
หลายวันติดต่อกัน หรือเพื่อนมาคุยกันถึงตี 2 หลายวันติดต่อกันฉันต้องนอนคนเดียวและนอนไม่หลับรอจนกว่าเขาจะกลับมา มาถึงเปิดไฟเปิดทีวีตอนตี2ซึ่งฉันต้องทำงานในวันรุ่งขึ้น แล้วก็ต้องไปทำงานสายเพราะผู้ชายไม่ยอมตื่น เรื่องเล็กใช่มั้ย ต่อมาทะเลากัน ก็สารพัดสัตว์ มาเต็มๆที่หน้าของฉัน ด้วยความใส่อารมณ์ และการทำร้ายร่างกายในบางครั้ง ไม่บ่อยนัก แต่ที่สำคัญกว่านั้น เค้าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉยชา กลับมาก็นอนหลับตามปกติ แล้วคนที่หงุดหงิดใจคือฉันใช่ไหมฉันรู้สึกว่าเค้ามากเกินไป เต็มที่เกินไปกันทุกอย่างที่ทำเล่นเกมส์ก็เล่นซ่ะ ไม่สนใจฉัน อยู่กับพื่อนก็ไม่สนใจฉัน ปล่อยให้ฉันต้องรอทุกครั้งเวลาที่มารับฉันช้า ไม่เท่าไหร่ ครึ่งชั่วโมง 1 อาทิตย์มารับ 5 วันวันล่ะ ครึ่งชั่วโมง แล้วชอบบ่นปัญหาเรื่องงานให้ฟัง เรื่องเพื่อนที่คบเพราะเพื่อนเป็นรุ่นน้อง จน แล้วขี้เกียจ บอกให้ทำงานก็ไม่ทำ แล้วยังชอบมาขอข้าวกิน ให้ฉันต้องนั่งเก็บนั่งล้างให้อีก แล้วที่ฉันทนไม่ไหวอีกอย่างก็คือผู้ชายมันไม่ยอมอะไรเลย แม้กระทั่งกางเกงในก็ต้องเก็บให้ ชอบทำห้องรก ชอบโกรนเสียงดัง ฉันเป็นคนขี้บ่น เรื่องมากเจ้าระเบียบ สมควรที่จะเลิกกันแล้วล่ะ