ผู้ที่อนุรักษ์อย่างแท้จริง จะต้องเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืน
เพลงพื้นบ้าน
“วิธีการอนุรักษ์อย่างแท้จริง”
(1) จุดเริ่มต้น
วิธีการ หรือกระบวนการ เป็นแบบแผน ชั้นเชิงในการปฏิบัติ เช่น วิธีการวาดภาพ วิธีการร้องเพลง วิธีการเรียนรู้ วิธีการสืบทอดภูมิปัญญา เป็นต้น
การอนุรักษ์ เป็นการรักษาไว้ รักษาเอาไว้ให้คงเดิม เช่น การอนุรักษ์ศิลปะท้องถิ่น การอนุรักษ์ ศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน การอนุรักษ์เพลงอีแซว เป็นต้น
คำว่าอนุรักษ์ เรามักจะพบ และได้ยินพูดกันบ่อย ๆ ในการจัดกิจกรรมประเภทภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะศิลปะด้านการแสดงประเภทเพลงพื้นบ้าน บางท่านกล้าที่จะพูดว่า เพลงพื้นบ้านใช้สำนวนเรียบง่าย ไม่บังคับสัมผัสที่ลงตัวมากนัก อาจมีเฉพาะสัมผัสนอกเท่านั้นก็ได้ ศึกษาจากบทร้องดูเขาเล่นเดี๋ยวเดียวก็เล่นได้ (แสดงว่าเป็นนักดู) ส่วนบางท่านเจียมตัว ให้เหตุผลว่า เพลงพื้นบ้านเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น คนในท้องถิ่นใดก็สามารถที่จะเล่นเพลงพื้นบ้านของท้องถิ่นนั้นได้ดี และฝึกฝนได้รวดเร็วกว่าคนต่างถิ่น (น่าจะเป็นนักแสดง) จริงอยู่การฝึกหัด การฝึกฝนที่ต้องใช้เวลานาน ๆ รวมทั้งมีความตั้งใจจริงย่อมที่จะเกิดผลในทางพัฒนา อาจจะถึงขั้นทำได้ในระดับหนึ่ง (ระดับพื้นฐาน) แต่การที่จะบุกเบิกไปให้ถึง คำว่า เป็นผู้อนุรักษ์เพลงพื้นบ้านอย่างแท้จริงนั้น จะต้องแสดงผลผลิตให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืน วิธีการอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านในปัจจุบัน จึงแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ
แนวทางที่ 1 อนุรักษ์แบบรักษาของเดิมเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ถอดแบบมาจากของเดิม
แนวทางที่ 2 เป็นการอนุรักษ์แบบประยุกต์จากของเดิมให้เข้ากับสมัยใหม่

ไม่ว่าผู้ที่จะรักษาไว้ซึ่งเพลงพื้นบ้านจะเดินทางไปในแนวใด ผมคงมิอาจที่จะแสดงความเห็น หรือวิจารณ์ได้ เพราะแต่ละท่านย่อมที่จะมีเหตุผลอยู่ในตัวเอง แต่ในส่วนตัว ผมคลุกคลีอยู่กับเพลงพื้นบ้าน หรือ เพลงพื้นเมืองมานาน แนวทางที่ผมเดิน อาจจะเป็นส่วนหนึ่งหรือไม่เป็นหรือจะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่ฝังอยู่ในดินมานานหรืออย่างไรก็ตาม ผมขอนำเอาการปฏิบัติจริงมาล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เรียนรู้กันนะครับ เพราะว่า เวลาผ่านมานานกว่า 25 ปี ที่ผมยืนอยู่บนเวทีการแสดงเพลงพื้นบ้าน
ปี พ.ศ. 2525 ท่านนายอำเภอดอนเจดีย์ในขณะนั้นคือ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ (อดีตปลัดกระทรวงแรงงาน) ท่านมาตามผมที่บ้านพักครูและบอกเหตุผลว่า พี่ขอตัวคุณไปประกวดเพลง อีแซว เพลงฉ่อย ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ซึ่งจัดให้มีขึ้นในวันที่ 6-8 เมษายน 2525 ผมและคณะนักแสดงซึ่งเป็นชาวบ้าน 7 คน เข้าร่วมประกวดในกิจกรรมครั้งนี้กับนักแสดงอีก 10 อำเภอ แบบด้นกลอนสด ผลการประกวด ปรากฏว่า คณะเพลงของอำเภอดอนเจดีย์ที่มีผมเป็นพ่อเพลง ไดรับรางวัลชนะเลิศ ได้รับโล่ และเงินรางวัลจากผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2525 นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมมิอาจลืม
ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526-2534 ผมเข้าร่วมอบรมในระดับจังหวัด ระดับเขตการศึกษาในฐานะผู้สาธิตการแสดงพื้นบ้าน และวิทยากรแนะนำการฝึกหัดเพลงพื้นบ้านมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพลงเรือ เพลงฉ่อย ลำตัด เพลงพวงมาลัย เพลงเกี่ยวข้าว เพลงอีแซว เพลงแหล่ เสภา เพลงขอทาน เพลงกล่อมเด็ก ผมร้องกลอนสดได้โดยอาศัยเพียงทำนองเดิมเท่านั้น (เคยฝึกหัดเพลงพื้นบ้านมาหลายชนิดกับครูเพลง) มีทั้งส่วนราชการและองค์กรเอกชนที่เชิญผมไป
ในปี พ.ศ. 2535 เป็นปีที่ผมมีโอกาสฝึกหัดนักเรียนชั้น ม.1-2 จำนวน 15 คน เป็นตัวแทนของจังหวัดสุพรรณบุรี ไปแสดงเพลงฉ่อยในกิจกรรมเข้าค่ายยุวกาชาดเอเชียแปซิฟิก ที่ค่ายวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี ผมฝึกหัดเพลงฉ่อยให้นักเรียนอยู่ประมาณ 5 วัน เด็กเขาจำแก่ง ฝึกหัดได้รวดเร็ว และไปทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ได้รับคำชมเชยว่า แสดงได้ประทับใจ และเมื่อเด็ก ๆ กลุ่มนั้นกลับมา ผมเอ่ยปากชวนนักเรียนทั้ง 15 คน มาฝึกหัดเพลงพื้นบ้านกันต่อ ปรากฏว่าได้รับคำตอบตกลงจากนักเรียน 5 คน ตรงนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้น ในการฝึกหัดเพลงพื้นบ้านสุพรรณ ประเภทเพลงอีแซวในโรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี (ผมจะค้นหาภาพเก่า ๆ เพื่อที่จะนำมาประกอบคำบรรยายนะครับ) ความยุ่งยาก ความวุ่นวายสับสน ปัญหาอุปสรรคข้างหน้าหนักยิ่งกว่าฝนตั้งเค้าและท้องฟ้ามืดมิดหลายสิบเท่า
(ติดตามตอนที่ 2/ชำเลือง มณีวงษ์ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เพลงพื้นบ้าน ปี 2547)
ขอบคุณมากๆนะค่ะที่ให้ข้อมูลในการเรียนหนูเรียนเรื่องนี้อยู่พอดีวิชาภาษาไทยค่ะ
ขอบคุณมากๆๆๆๆค่ะ
สวัสดีเจ้าค่ะ
น้องจิแวะมาเยี่ยมและเป็นกำลังใจให้เจ้าค่ะ สบายดีหรือเปล่าค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ...หนูจิ
ขอบคุนงับบ