ชีพจรลงเท้าครับ ตอนนี้ผู้เขียนกำลังอยู่ที่กาญจนบุรี ติดตามท่านอาจารย์ ดร. ทิพวัลย์ สีจันทร์ เข้าสังเกตการณ์การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ จัดการความรู้ที่จังหวัดกาญจนบุรี
เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร จาก 8 จังหวัด คือ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม ราชบุรี
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตกล่าวเปิด เล่าเรื่องการจัดการ KM ในงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร ท่านฝากการนำเรื่องการจัดการความรู้ไปใช้ในสำนักงาน
ถึงเวลาตื่นเต้นมากเมื่อได้พบอาจารย์ ดร ทิพวัลย์ สีจันทร์ ปรากฏว่าอาจารย์ หน้าเด็กกว่าที่ผู้เขียนคาดไว้ อาจารย์ ได้เผยแพร่งานของ สคส เกี่ยวกับเรื่อง พิษของสารเคมี
อาจารย์ได้เสนอเกี่ยวกับปัญหาของการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร การส่งเสริมการเกษตรมีปัญหาทั้งหมดทั้งปวงอย่างไร ต้องมีวิธีการคิดเกี่ยวกับเกษตรพอเพียงที่ชัดเจน ทำอย่างไรให้ชุมชนอยู่ได้ ทำอย่างไรให้ภาคการเกษตร พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ทำงานอยู่ร่วมกันได้
อาจารย์ตั้งคำถามว่า เกษตรพอเพียงควรเป็นอย่างไร? กระทรวงเกษตร ทำให้สินค้ารอด กรมส่งเสริมการเกษตร จะทำให้คนอยู่รอด
บ้านเราต้องเอานักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักวิชาการเกษตร ฯลฯ เอานักวิชาการเหล่านี้มาคุยกันเรื่อง การเกษตรพอเพียง (อันนี้ถ้าพ่อครูบาสุทธินันท์มาอ่าน พ่อต้องชอบแน่เลย) บ้านเราไม่ค่อยได้ถอดบทเรียน
ให้เห็นความสำเร็จ อะไรสำเร็จเราควรคุยกัน อะไรไม่สำเร็จ เรามักไม่คุย ทำอย่างไร จะให้มีการคุยในเรื่องความสำเร็จ และถอดความไม่สำเร็จออกมา ทำอย่างไรให้ มนุษย์ทุกท่านเห็นศักดิ์ศรีในการเป็นมนุษย์ เราควรทำทุกวิถีทางให้ชุมชน มีการขับเคลื่อน (ยังมีต่อ ขอไปช่วยอาจารย์ ดร. ทิพวัลย์ทำงานต่อก่อนครับ) ขอทราบความคิดเห็นหน่อยว่า การประชุมนี้เป็นอย่างไรบ้างครับผม….
เอารูปมาให้ดูเพิ่มครับ
สวัสดีค่ะ
เข้ามาทักทายก่อนค่ะ ตอนค่ำค่อยคุยต่อ
มานั่งฟัง (อ่าน)ค่ะ แถวหน้าเลย เพราะสายตาสั้น อิอิ
กลับบ้านเมืองกาญจน แล้วหรือครับ
วันนี้ไม่มีเรื่องของหัวใจ แล้วเหรอคะ;)
เข้ามาทักทาย ...
ตามประสาคนชีพรลงเท้าคล้ายกัน
สวัสดีค่ะ อ ขจิต
เข้ามาทักทายและเยี่ยมเยียนค่ะ
จากคำถามของ อ ขจิตที่ว่า
ทำอย่างไร จะให้มีการคุยในเรื่องความสำเร็จ และถอดความไม่สำเร็จออกมา
เราจะต้องมีทัศนคติที่ดีในการทำสิ่งต่าง ๆ ว่า เราจะพยายามทำจนกว่ามันจะสำเร็จ เราจะมีความตั้งใจและมีความรักในการทำงานนี้จนสำเร็จ ที่นี้ทัศนคติที่ดีอย่างเดียวก็คงไม่พอ ก็คงต้องมีการหมั่นขยันทำ ในขณะเดียวกันก็มีจิตที่สังเกตดูว่าอะไรคือปัญหา แล้วจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อแก้ปัญหานั้นได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วพระพุทธเจ้าก็ได้สอนเราแล้วในหัวข้อธรรมในการทำงานให้สำเร็จเรียบร้อย ซึ่งประกอบไป
1. ฉันทะ สนใจ โดยประเมินคุณค่าของงาน ทุ่มเทพลังกายและปัญญา และรับผิดชอบหน้าที่
2. วิริยะ เต็มใจ อาศัยความพยายาม กำลังใจเข้มแข็งอดทน หนักเอาเบาสู้
3. จิตตะ ตั้งใจ จิตจดจ่อต่องาน ขวนขวายด้วยความกระตือรือร้น และจริงจัง
4. วิมังสา เข้าใจ ดัดแปลงและปรับปรุงงาน ให้เหมาะแก่สถานที่และกาลเวลา
อ้างอิงจาก http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=2200
สวัดดีครับอาจารย์
สังคมต้องการคนแบบ
อาจารย์มาร่วมสร้างองค์ความรู้จากวิถีชีวิตและความเป็นจริง ถ้าคนยอมรับความจริงจึงจะแก้ปัญหาได้
รักษาสูขภาพด้วย
มาบอกว่า คิดถึง ส่งพลังงาน พลังใจ และสมองมาให้….ด่วน