มาร่วมกันฟื้นฟูประเพณีที่มีคุณค่าเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไป

ทำขวัญนาค  

มนต์เสน่ห์และความขลัง 

ที่จางลงไป

                                               

 

  มนต์เสน่ห์ เป็นการเสกเป่าชวนให้หลง ชวนให้รัก ทำให้มิอาจลืม เสมือนกับว่าต้องมนต์ หรือโดนคาถาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ท่องสวด

 

  ความขลัง เป็นความเชื่อของคนไทย ที่มีต่อพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วยจิตศรัทธาและความเชื่อมั่นของบุคคลนั้น ๆ ส่งผลให้ได้กำลังใจอย่างเต็มที่ และจะประสบความสำเร็จได้

 

  พิธีทำขวัญนาค ประเพณีของไทยถือกันว่า ลูกผู้ชายที่นับถือศาสนาพุทธ เมื่ออายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ จะต้องบวชเรียน เพื่อที่จะได้นำความรู้มาเป็นผู้นำของครอบครัวต่อไป ใครไม่ได้บวชถือว่า เป็นคนดิบ เพราะเป็นผู้ที่มิได้ศึกษาตามหลักของพระธรรมคำสอน ในพระพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิด  ดังนั้นเมื่อบวชแล้วสึกออกมา เขาจึงเรียกกันว่า (บัณฑิต) มักเรียกกันว่า ฑิต (ทิด) หมายถึง ผู้รู้ หรือคนฉลาด  การทำขวัญนาคก็เป็นพิธีหนึ่งที่มุ่งจะให้ผู้ซึ่งเป็นนาค ได้ทำใจให้แน่วแน่ มีสมาธิ เมื่อมีจิตใจที่แน่วแน่ มีสมาธิแล้ว การที่จะกระทำใด ๆ ก็ย่อมที่จะเกิดผลดี ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อจะเริ่มต้นเข้าสู่พิธีทำขวัญนาค หมอทำขวัญจะบริกรรมคาถา ทำน้ำมนต์ ประพรมตามบายศรีและสิ่งของต่าง ๆ ที่เตรียมเอามาใช้ในการประกอบพิธี  คำอธิบายก่อนที่จะทำขวัญนาค หมอขวัญจะยกพระคาถาเป็นเบื้องต้นว่า  กิจโฉ มนุสสปฏิลาโภ การที่จะได้เกิดมาเป็นคนนั้น เป็นของยากมากต้องอาศัย บุพเพกต ปุญญตาคือ ความดีที่สร้างไว้ในชาติปางก่อนเป็นต้น  เมื่อตอนจะเริ่มเวียนเทียน  หมอทำขวัญก็จะจุดเทียนชัยที่ยอดบายศรี แล้วร้องส่งทำนองนาคนาค และจุดแว่นเวียนเทียน แว่นที่ 1 วนขวาไป 3 รอบบายศรีพร้อมทั้งว่าคาถา บท ชะยันโต โพธิยามูเล.... ปถวิโปกขเล เทียนเวียนจะมี 3 แว่น และเวียนกันไปจนครบ 3 รอบ แล้วหมอขวัญก็จะกระพุ่มควันเทียนเป่าใส่หน้านาค  ในตอนต่อไปหมอขวัญจะนำเอาแป้งหอมน้ำมันหอมมาเจิมที่หน้าผากของนาค ว่าคาถา อุนะโลมา ปะนะชายะเต จงมาบังเกิดเป็น อุจนถึงตอนรับขวัญ นาคส่งบายศรีให้บิดา มารดา ก้มลงกราบ พ่อ แม่ และกล่าวคำขออโหสิกรรม ว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สิ่งใดที่เคยสบประมาทพลาดพลั้ง ขออโหสิกรรมให้ลูกด้วย” 

 

   ที่กล่าวมานั้น เป็นส่วนหนึ่งของ ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ที่มากับคำสวด คำเสกเป่า หรือคาถาที่ใช้ในพิธีทำขวัญนาคซึ่งโดยละเอียดแล้วยังมีอีกมาก แต่สิ่งที่จะขอนำมาเล่าเพื่อเป็นการชี้ให้เห็นว่า มนต์เสน่ห์ แห่งความศรัทธา บางอย่างถูกทอดทิ้ง หรือ จางหายไป จนทำให้คนรุ่นหลังไม่รู้จัก ไม่เข้าใจในขนบ ประเพณีทำขวัญนาคที่มีมานับร้อยปี  จะเห็นได้ว่ารูปแบบของการทำขวัญนาคในระยะหลัง ๆ นี้ เกือบจะพูดได้ว่า เป็นมหรสพ คือสิ่งบันเทิงเสียมากกว่า ที่จะนำมาซึ่งความขลังอย่างเช่นแต่ก่อน

 

   ผมยังจำภาพเก่า ๆ เมื่อ 38-40 ปี เมื่อครั้ง ออกไปทำขวัญนาคกับคุณตาวัน มีชนะ (พ่อคุณ) เมื่อทำพิธีเสร็จ แม่ครัวยกสำรับกับข้าวมาให้หมอทำขวัญ ท่านทราบไหมครับว่า แค่ภาชนะที่ใส่อาหารนำมาให้หมอขวัญ เป็นเครื่องสำรับ ชุดถ้วย ชาม และถาดอย่างดี มีฝาปิดเข้าชุดกันทุกชิ้น ดูมีคุณค่า สวยงาม และเป็นการให้เกียรติมอบขวัญเป็นอย่างมาก

 

  ย้อนกลับมามองพิธีการทำขวัญนาคในยุคหลังนี้ เมื่อทำขวัญนาคจบในแต่บท แต่ละตอน ไม่มีเสียงโห่ร้องรับ ไม่มีเสียงลั่นฆ้องเอาชัย  บางงานไม่มีเพลงร้องส่งแบบไทยเดิม กลายเป็นเพลงสมัยใหม่แบบประยุกต์ทั้งหมด  บางงานไม่ได้ยินเสียงร้องส่งด้วยทำนองเพลงนางนาค แต่กลายเป็นเพลงจุดเทียนเวียนวน และที่สำคัญก็คือ พิธีการทำขวัญนาคจบลงแบบรวบรัดตัดตอน ขาดความรักและผูกพันระหว่างผู้ให้กำเนิดกับบุตรชาย (ขาดสุนทรียะ) จึงเหลือเพียงความสนุกสนานเร้าใจให้เก็บเอาไปคิดถึงอะไรสักอย่างซึ่งอาจจะมิใช่เป้าหมายในการไปสู่คำว่า สมาธิสำรวมใจให้แน่วแน่ สงบจึงทำให้มนต์เสน่ห์ และความขลังของการทำขวัญนาคเจือจางลงไป 

 

  ถ้าหากว่าท่าน เป็นผู้หนึ่งทีมีพลัง จงมาร่วมกันฟื้นฟูประเพณี ที่มีคุณค่าเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไป ตราบนานเท่านานเถิดครับ

 

(ชำเลือง  มณีวงษ์ / ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ปี 2547)